หญิงไทยคนที่ 2 ผู้พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ กับ “ราคา” ที่ต้องจ่าย

Montana Twinprai

ที่มาของภาพ, Montana Twinprai

คำบรรยายภาพ, พญ.มัณฑนา ถวิลไพร ขึ้นไปถึงยอดเขาเอเวอเรสต์ เมื่อวันที่ 25 พ.ค. เวลา 8.15 น.
    • Author, ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล
    • Role, บีบีซีไทย

“ทุกคนมีเอเวอเรสต์เป็นของตัวเอง” (Everyone has their own Everest to climb.)

นี่เป็นคำที่ วานดา รุตเคียวิคส์ นักปีนเขาหญิงชาวโปแลนด์ และสตรีคนที่ 3 ของโลกที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์เมื่อ พ.ศ. 2521 กล่าวเอาไว้ เป็นประโยคเปรียบเทียบว่า ทุกคนต่างมีเป้าหมายยิ่งใหญ่

สำหรับแพทย์หญิงวัย 35 ปี จาก จ.ขอนแก่น “เอเวอเรสต์” ของเธอ ไม่ใช่แค่คำเปรียบเปรย แต่เป็นยอดเขาจริง ๆ ซึ่งเธอพิชิตสำเร็จเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2566 เวลา 8.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น

“ฉันอยู่ที่จุดสูงที่สุดในโลกแล้ว... ฉันทำให้พ่อภูมิใจแล้ว” พญ.มัณฑนา ถวิลไพร บอกกับบีบีซีไทยถึงความรู้สึกตอนได้สัมผัสยอดภูเขาสูงที่สุดในโลก ณ ความสูง 8,848 เมตร

แต่ความสำเร็จยิ่งใหญ่ที่น้อยคนจะทำได้ มี “ราคา” มากมายที่ต้องจ่าย ไม่ว่าจะเป็น 8 ปีแห่งการฝึกซ้อม ต้องลาออกจากงาน เงินกว่า 3 ล้านบาทที่อดออมมาอย่างมัธยัสถ์ที่ต้องจ่ายออกไป และประตูสู่ความตายที่อยู่ใกล้ทุกช่วงขณะอยู่บนหลังคาโลก

แม้จะพิชิตยอดเขาสูงที่สุดสำเร็จ แต่เธออาจต้องจบเส้นทางนักปีนเขา เพราะสูญเสียนิ้วเท้าหลายนิ้ว จากภาวะ “หิมะกัด” ร้ายแรง ถึงระดับเนื้อเยื่อตาย จนนิ้วเท้ากลายเป็นสีดำอย่างน่ากลัว

Montana Twinprai

ที่มาของภาพ, Montana Twinprai

คำบรรยายภาพ, มัณฑนา เข้ารักษาอาการหิมะกัดที่หมู่บ้านลุกลา หลังลงจากเอเวอเรสต์

“เรารู้ว่าการเสียนิ้วมันเป็นความเสี่ยง การเสียอวัยวะ หรือตาย เป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับได้” มัณฑนา กล่าวเสียงสั่นเครือ สีหน้ารื้นด้วยน้ำตา ก่อนสะอื้นไห้ จนการสัมภาษณ์ต้องหยุดลงครู่หนึ่ง

ไม่นาน แพทย์หญิงก็เงยหน้าขึ้น ก่อนพูดด้วยเสียงที่แจ่มชัดว่า “มันไม่มีอะไรที่ไม่คุ้ม ต่อให้ตายก็คุ้ม”

และนี่คือบทสนทนาที่บีบีซีไทยได้พูดคุยกับคนไทยคนที่ 5 และสตรีไทยคนที่ 2 ที่พิชิตเอเวอเรสต์สำเร็จ ในฤดูกาลปีนเขาที่มรณะที่สุด เพราะมีนักปีนเขา-เชอร์ปา เสียชีวิตมากเป็นประวัติการณ์

คำบรรยายวิดีโอ, ชมบทสัมภาษณ์ในรูปแบบวิดีโอทางนี้

หมอที่รักการปีนเขา

ยิมปีนเขาในร่มเพียงแห่งเดียวของ จ.ขอนแก่น ร้างผู้คนในช่วงกลางวันของวันทำงาน แต่แล้วเสียงล้อรถเข็นก็ทำลายความเงียบลง ตามมาด้วยร่างชายสูงวัย เข็นวีลแชร์ที่ลูกสาวในเสื้อแจ็คเกตสีเขียวนั่งอยู่ เท้าสองข้างของเธอหุ้มด้วยผ้าพันแผลหนา หากสังเกตดี ๆ จะพอเห็นรอยคล้ำเหนือข้อเท้าเล็กน้อย

บีบีซีไทยมาพูดคุยกับ พญ.มัณฑนา หลังเธอพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์มาได้กว่า 1 เดือน และหลังโพสต์เรื่องราวของเธอ มีผู้แชร์อย่างกว้างขวางบนเฟซบุ๊ก (กว่า 44,000 แชร์ ณ วันที่ 6 ก.ค. 2566)

วันนี้ เธอยอมรับว่า แต่งหน้ามาอย่างดี เพื่อกลบแผลหิมะกัดเป็นจ้ำ บริเวณจมูกและแก้ม

Tossapol Chaisamritpol / BBC Thai

ที่มาของภาพ, Tossapol Chaisamritpol / BBC Thai

คำบรรยายภาพ, พญ.มัณฑนา ถวิลไพร เป็นคนไทยคนที่ 5 และหญิงไทยคนที่ 2 ที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จ

มัณฑนา เล่าว่า เธอเป็นคนขอนแก่นโดยกำเนิด เรียนแพทย์สาขาวิชาเวชบำบัดวิกฤต และทำงานในห้องอีอาร์ หรือห้องผู้ป่วยวิกฤตของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ เธอคงเป็นแพทย์โหมงานหนักที่พบเห็นได้ทั่วไปตามโรงพยาบาลหากไม่ได้พบกีฬาปีนเขา ซึ่งเริ่มต้นจากคำของแพทย์รุ่นพี่ที่แนะนำให้ “ลาไปเที่ยว” เมื่อปี 2558

“เฮ้ย จริงด้วย ไม่เคยลา วันหยุดเหลือเยอะเลย” เธอกล่าวติดตลก และตัดสินใจไปเทรคกิงในเนปาลตอนนั้น ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า เพราะไม่ต้องใช้วีซ่า โดยหลังจากเธอจบทริปดังกล่าวและกลับถึงไทยได้เพียง 2 วัน ก็เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเนปาล มีผู้เสียชีวิตเฉียด 9,000 คน

สำหรับเป้าหมายของเธอว่าจะต้อง “พิชิตเอเวอเรสต์” ให้ได้ในสักวัน ถูกจุดประกายขึ้นในช่วงใกล้สิ้นปี 2559

“ตอนนั้น เราไปเทรคกิงที่เอเวอเรสต์ เบสแคมป์ (Everest Base Camp)” มัณฑนาเล่า โดยเธอขึ้นไปถึงความสูง 5,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล ยังค่ายที่พักแรกของผู้ที่หมายมั่นจะปีนเอเวอเรสต์ “เฮ้ย เราอยู่ได้ เรายังมีชีวิต ยังไม่ตาย”

“ความคิดนี้จุดประกายอยู่ในหัว แล้วหันหน้าไปเจอยอดเขาเอเวอเรสต์พอดี เป็นโมเมนต์ที่เราคิดว่า ‘หรือเราจะปีนเอเวอเรสต์ได้วะ’”

ตราบาปที่ความสูง 8,200 เมตร

เมื่อกำหนด “หมุดหมายชีวิต” แล้ว แพทย์หญิงประจำห้องอีอาร์ก็ต้องปรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตใหม่ เพื่อให้เป็นนักปีนเขาผู้ล่าฝัน ควบคู่ไปกับการเป็นหมอช่วยชีวิตคนได้

ไม่นานมานี้ บีบีซีไทยได้พูดคุยกับแพทย์-อดีตหมอ หลายคน ในประเด็น “แพทย์ลาออก” บางคนเล่าว่า ควงกะ-ลากเวร ถึง 120 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เราจึงถาม พญ.มัณฑนา ว่า “แล้วเอาเวลาที่ไหนไปฝึกซ้อม”

เธออธิบายขั้นตอนการเตรียมความพร้อม ที่ทำมาต่อเนื่องตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ดังนี้

  • สะพายกระเป๋าเป้ ใส่น้ำหนัก 16 กิโลกรัม เดินขึ้นลงบันไดในโรงพยาบาล ก่อน-หลัง เข้างาน
  • ถ่วงน้ำหนักที่ข้อเท้ากว่า 3 กิโลกรัม ให้คุ้นชินกับการใส่รองเท้า “แครมปอน” สำหรับปีนภูเขาหิมะ
  • ฝึกปีนหน้าผาจำลองในวันหยุด
  • ลดกิจกรรมอื่น ๆ ในชีวิต อาทิ การออกไปสังสรรค์กับเพื่อน
  • เข้ากะ-เวรฉุกเฉิน เท่าที่ไหว เพื่อออมเงิน

“ความต้องการในใจของเรามันแรงมาก และเรารู้ว่า ถ้าไม่ฝึกก็จะปีนไม่ได้“

Tossapol Chaisamritpol / BBC Thai

ที่มาของภาพ, Tossapol Chaisamritpol / BBC Thai

คำบรรยายภาพ, บีบีซีไทยไปพบกับมัณฑนาที่ยิมปีนเขา Volume Climbing Club แห่งเดียวใน จ.ขอนแก่น โดยเธอชี้นิ้วหลายนิ้ว ที่อาจมีแนวโน้มสูงต้องตัดทิ้ง

ยอดเขาสูงแรกที่เธอขึ้นไปได้สำเร็จ คือ อิมชาตเซ (Imja Tse) หรือที่รู้จักในชื่อ ไอส์แลนด์พีก (Island Peak) ในเนปาล ความสูง 6,189 เมตร จากนั้นก็ปีนภูเขาสูงหลายพันเมตรอีกหลายแห่งในหลายประเทศ ก่อนตัดสินใจปีน “มานาสลู” (Manaslu) ในเนปาล ภูเขาสูงที่สุดอันดับ 8 ของโลก (8,163 เมตร) เมื่อปี 2562 ซึ่งต่อมาเธอบันทึกเรื่องราวออกมาเป็นพ็อกเก็ตบุ๊ก “มานาสลู ตามหาจิตวิญญาณบนเส้นทางสายหิมะ”

Montana Twinprai

ที่มาของภาพ, Montana Twinprai

คำบรรยายภาพ, พ็อกเก็ตบุ๊กที่มัณฑนาเขียนหลังปีนมานาสลูสำเร็จ

การได้ขึ้นยอดเขาสูงเกินแปดพันเมตร ทำให้มัณฑนาเชื่อว่า พร้อมแล้วที่จะปีนเอเวอเรสต์ แต่สถานการณ์โควิดระบาด ทำให้ต้องชะลอแผนออกไปเป็นปี 2565

แต่การพยายามพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกครั้งแรกของเธอกลับไม่ประสบความสำเร็จ เพราะ “วันลาได้น้อยมาก ไปถึงช้ากว่าคนอื่น... ทำให้พลาดโอกาสปีนยอดที่ดีไป”

“เราขึ้นไปกันที่ประมาณ 8,200 เมตร แต่กลับเจอพายุหิมะ ทีมเชอร์ปาเลยบอกว่า ลงเถอะ ขึ้นแบบนี้ตายแน่” ท้ายสุด เมื่อกลับลงมาบริเวณแคมป์ 4 ซึ่งอยู่ใน “ดินแดนแห่งความตาย” (Dead Zone) มัณฑนายังเผชิญพายุต่อเนื่อง จนเต็นท์ ถุงนอน และเสบียงอาหาร ปลิวหายไป กดดันให้เธอต้องเลิกล้มความตั้งใจ ทั้งที่อยู่ห่างจากยอดสูงสุดเพียงไม่กี่ร้อยเมตร

“มันเป็นเหมือนตราบาปในใจค่ะ... แต่ถ้าเราดึงดันทำต่อไป เราก็คงจะตายไปแล้ว”

ศพลอยฟ้า-เชอร์ปาทิ้ง

พญ.มัณฑนา หอบความผิดหวัง กลับมาทำงานแพทย์ต่อ แต่เธอยังไม่ละทิ้งความตั้งใจ ซ้อมหนักทุกวัน บวกการวิ่งลู่วันละ 1 ชั่วโมงเข้าไปด้วย ขณะเดียวกัน “ก็ต้องอยู่เวร เพื่อหาเงินไปจ่ายค่าทริป”

การตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุด ที่เป็นการ “ทุบหม้อข้าว” คือการลาออกจากงานเมื่อต้นปี 2566 เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับเพื่อนร่วมงานที่ รพ. และให้เวลากับการปีนเอเวอเรสต์มากขึ้น

เธอเดินทางถึงเนปาล ช่วงต้นเดือน เม.ย. 2566 แล้วเริ่มกระบวนการปรับร่างกายให้เข้ากับการอยู่ในที่สูง (Acclimatization) เมื่อร่างกายพร้อมแล้ว จึงเดินทางไปยังเบสแคมป์ เพื่อรอรอบการปีนเอเวอเรสต์

Montana Twinprai

ที่มาของภาพ, Montana Twinprai

คำบรรยายภาพ, มัณฑนา ปีนเขาโลบุเช เพื่อปรับสภาพร่างกายให้เข้ากับความสูง

ตลอดเวลาที่รอโอกาสเป็นเวลากว่า 20 วัน มัณฑนาเจออุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

  • อาการป่วยจากการติดไข้หวัด จนต้องลงจากเขามาพักฟื้นที่กาฐมาณฑุ
  • ปัญหาขาดแคลนเชอร์ปา หลังโศกนาฏกรรมธารน้ำแข็งถล่ม จนเชอร์ปาเสียชีวิต 3 คน และทำให้เชอร์ปาจากหมู่บ้านเดียวกันถอนตัวในปีนี้
  • การตรึงเชือก (Fix Rope) ที่ล่าช้า จากสภาพอากาศที่เลวร้าย

สิ่งที่น่าหดหู่ที่สุดคือ เธอเห็นคนตายอย่างต่อเนื่อง “เราเห็นเฮลิคอปเตอร์ไปกู้ภัย” แต่พอกลับมาก็ “ห้อยเอาศพมาด้วย... ดูภาพแบบนี้เกือบทุกวัน”

ฤดูปีนเอเวอเรสต์ในปี 2566 ถือว่ามีผู้เสียชีวิตมากเป็นประวัติการณ์จำนวน 12 คน และสูญหาย 5 คน ถือว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่าเมื่อปี 2019 ที่มีผู้เสียชีวิตจากการปีนเขา 11 คน ขณะเดียวกัน ก็พบด้วยว่ารัฐบาลเนปาลออกใบอนุญาตปีนเอเวอเรสต์มากเกิน 1,000 คนในปีนี้ ถือว่ามากเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ก่อให้เกิดปัญหา “การจราจรติดขัด” บนเส้นทางปีนเขา เป็นเหตุผลที่ทำให้มัณฑนากลายเป็นหนึ่งในนักปีนเขาชุดสุดท้าย ที่ได้ “รอบ” ขึ้นยอดเอเวอเรสต์ในปีนี้

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, คนต่อแถวยาวเพื่อรอพิชิตยอดเอเวอเรสต์ จนถูกเรียกว่า "การจราจรติดขัดที่สูงที่สุดในโลก"

“ตอนนั้น กินข้าวเที่ยงอยู่ เดินออกมาจากเต็นท์ แล้วมีคนเดินมาบอกว่า ‘มัณฑนา พรุ่งนี้เธอขึ้นนะ ไปเก็บของเลย’” โดยเธอได้จับคู่กับ “อัง ริตา” เชอร์ปาฝึกหัด ที่ยังไม่เคยปีนภูเขาสูงเกิน 6,000 เมตรมาก่อน

สิ่งที่แพทย์หญิงวัย 35 ปี เล่าให้บีบีซีไทยฟังต่อจากนี้ อาจพูดได้ว่าเรื่องราวที่เธอเผชิญมานั้น “แทบไม่ต่างกับภาพยนตร์”

  • ถุงนอนกับแผ่นรองนอนหายที่แคมป์ 1 (5,943 เมตร) – “นี่เป็นแคมป์ที่หนาวมาก เพราะมีแต่หิมะ ดวงอาทิตย์ใกล้ตก อากาศก็เย็นลงเรื่อย แล้วฉันจะนอนอย่างไร ถ้าไม่สบายก็ไปต่อไม่ได้ แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาไม่หยุด” ท้ายสุด อัง ริตา ไปตามหาทั่วแคมป์ ปรากฏว่าเพื่อนร่วมปีนเขาที่เป็นคนจีนเอาไปแล้วไม่คืน
  • แข่งกับเวลาไปถึงแคมป์ 2 (6,492 เมตร) – “เจ้าของบริษัทวิทยุมาบอกว่า ถ้าใครไปถึงแคมป์ 2 ไม่ทันภายใน 4 ชั่วโมง จะไม่ให้ไปต่อ เหมือนคัทออฟ (Cut-Off) ไม่ให้คุณวิ่งต่อเวลาไปวิ่งเทรล” แต่พวกเธอก็พยายามเดินให้เร็วที่สุด จนไปถึงก่อนเส้นตาย 4 ชั่วโมงแทบจะพอดี แต่พักได้ไม่เท่าไหร่ ทางบริษัทก็วิทยุมาบอกว่า วันพรุ่งนี้ให้ขึ้นไปแคมป์ 3 ต่อทันที
.
คำบรรยายภาพ, จากเบสแคมป์ ถึง ยอดเอเวอเรสต์ ต้องผ่านแคมป์ต่าง ๆ จำนวน 4 แคมป์ และยิ่งสูงก็ยิ่งอันตราย
  • เชอร์ป่าป่วย ณ แคมป์ 3 (6,800 เมตร) – มัณฑนา ได้จับคู่กับเชอร์ปาที่เป็นไกด์มืออาชีพและเชอร์ปาอีกคนหนึ่ง ส่วน อัง ริตา แยกตัวไปปีนเอง (ตามหลักสูตรเชอร์ปาฝึกหัด) เมื่อปีนถึงแคมป์ 3 “ปรากฏว่า เชอร์ปาที่เป็นไกด์ป่วย ต้องนอนดมออกซิเจน เลยต้องหาเชอร์ปาใหม่มาเปลี่ยน” เธอตั้งชื่อเชอร์ปาใหม่คนนี้ว่า “ลูกปลา” ซึ่งอัธยาศัยไม่ดีนัก และปีนช้า
  • ศพในดินแดนแห่งความตาย ณ แคมป์ 4 (8,000 เมตร) – ในที่สุด เธอก็ปีนมาถึงแคมป์ 4 ตามกำหนด ระหว่างทางได้เห็น “คนเอาศพลงมา... ความรู้สึกคือ หรือว่านั่นจะเป็นเราในอนาคต คือเราจะกลับลงมาแบบมีชีวิต หรือแบบตาย หรือไม่ก็ทิ้งศพไว้บนภูเขา”
  • เชอร์ปาทอดทิ้งที่ความสูง 8,400 ม. - เมื่อผ่านความสูง 8,217 ม. ความสูงสุดที่ มัณฑนา ขึ้นมาถึงเมื่อปี 2565 ทำให้เธอรู้สึกว่า “ผ่านตราบาป” มาได้แล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าเชอร์ปาทั้ง 2 คน รวมถึง “ลูกปลา” ที่มีปัญหากับเธอมาตลอด ได้โยนอุปกรณ์-เสบียงทิ้ง ก่อนหายไป “นักปีนเขาที่อยู่ข้างหลังเราบอกว่า เชอร์ปาลงไปตั้งนานแล้ว”
.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ปี 2566 มีผู้เสียชีวิตจากการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ 12 คน และสูญหาย 5 คน

เอเวอเรสต์ ซัมมิท กับ “ราคา” ที่ต้องจ่าย

ในห้วงเวลาที่เธอรู้สึกว่า “ไม่เหลือใครแล้ว” ทันใดนั้น อัง ริตา ที่แยกตัวออกไปก่อนหน้านี้ เข้ามาหาเธอแล้วบอกว่า “จะช่วยเราปีนเอง” ก่อนดั้นด้นกันขึ้นไปจนถึงจุดที่เรียกว่า “เซาท์ซัมมิท” (8,412 ม.)

“เรามองไปด้านขวา คือ ทิเบต ขอบฟ้ากลายเป็นสีเขียว กระทบกับเมฆ มันคือภาพที่เราอยากเห็นมาตลอดในชีวิต” แต่เธอชื่นชมความงดงามของธรรมชาติได้ไม่นาน เริ่มรู้สึกว่ามองไม่ค่อยเห็น เมื่อขึ้นไปถึงจุดที่เรียกว่า “ฮิลลารี สเต็ป” (Hillary Step) ซึ่งเป็นอุปสรรคสุดท้ายก่อนถึงยอดสูงสุด

สภาพอากาศอันเลวร้าย และ อัง ริตา ที่โอดครวญว่าร่างกายไม่ไหวแล้ว จนถึงขั้นเถียงกันอยู่นานว่าจะปีนต่อ หรือล้มเลิกความตั้งใจ แต่เหมือนโชคช่วย เธอพบกับไกด์เชอร์ปาชื่อดังปีนสวนขึ้นมา เธอจึงขอติดตามไปด้วย และด้วยความช่วยเหลือของ สุมาน กุรุง ช่างภาพภูเขาสูงชาวเนปาล ที่ช่วยจูงมือเธอไต่ฮิลลารี สเต็ป ขึ้นไป ในที่สุดมัณฑนาก็ขึ้นไปยืนอยู่ที่ความสูง 8,848 เมตร

อัง ริตา หรือที่มัณฑนาเรียกว่า "พ่อครัว" ยืนหยัดกับเธอมาตลอด

ที่มาของภาพ, Montana Twinprai

คำบรรยายภาพ, อัง ริตา หรือที่มัณฑนาเรียกว่า "พ่อครัว" ยืนหยัดกับเธอมาตลอด แม้ถูกเชอร์ปาคนอื่นทอดทิ้ง

“สุมานคลิปเรากับจุดสูงสุด พาเรานั่ง แล้วจับเอามือเราแตะที่ยอด” เธอเล่าย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อเวลาราว 8.15 น. ของเช้าวันที่ 25 พ.ค. 2566 และนั่นคือเวลาที่เธอกลายเป็นคนไทยคนที่ 5 และหญิงไทยคนที่ 2 ที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จ

แล้วเธอก็เริ่มร้องไห้ สุมาน ถามเธอว่า “ร้องไห้ทำไม” เธอตอบกลับไปว่า “ฉันทำให้พ่อภูมิใจสำเร็จ”

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ฮิลลารี สเต็ป อุปสรรคสุดท้ายก่อนถึงยอด

“มันเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิต ไม่ได้ทำมันคนเดียว ทุกคนในบ้านช่วยกัน... รู้สึกตื้นตันใจ เราไม่ได้ทำให้พวกเขาผิดหวัง” มัณฑนาบอกกับบีบีซีไทย และเธอก็ร้องไห้อีกครั้งเหมือนที่เคยร้องบนยอดสุดหลังคาโลก

จนถึงปัจจุบัน มีคนไทยที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จเพียง 5 คน โดยหญิงไทยคนแรกที่ขึ้นไปถึงความสูง 8,848 เมตร คือ ทันตแพทย์หญิงนภัสพร ชำนาญสิทธิ์ เมื่อปี 2559

.

ที่มาของภาพ, Imagine Nepal

คำบรรยายภาพ, บริษัทที่มัณฑนาใช้บริการพาปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ ลงรายละเอียดความสำเร็จของเธอ

การขึ้นยอดเขาว่ายากแล้ว แต่การลงเขาก็อันตรายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน มัณฑนาเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า เธอประคองสติที่เลือนราง ตาที่มองไม่ค่อยเห็น และเท้าที่ถูกหิมะกัดรุนแรง ลงมาถึงแคมป์ 2 ได้อย่างไร

“ถ้าเรามองไม่เห็น โอกาสตายสูงมาก... ถ้าไม่มีคนจริงใจกับเรา เขาทิ้งเราแน่ ๆ” เธอย้อนอีกนาทีชีวิต ที่ความเป็นความตายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนอื่น จนกระทั่งเฮลิคอปเตอร์พาเธอไปรักษาที่เมืองลุกลา แล้วย้ายไปกรุงกาฐมาณฑุ และต้องเร่งเดินทางกลับไทยในวันที่ 28 พ.ค. หรือ 3 วันหลังพิชิตเอเวอเรสต์ เพราะยารักษาอาการหิมะกัด “หมดประเทศ” ไม่มีเหลืออยู่เลยในเนปาล

และนี่คือสิ่งที่แพทย์จาก รพ. ศรีนครินทร์ วินิจฉัยอาการบาดเจ็บของเธอ

  • กระจกตาบวมและผิดรูป จากความดันบนที่สูง
  • อาการมือชาจากความสูง
  • หิมะกัดตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะนิ้วเท้า ที่อาจต้องตัดทิ้งบางส่วน
.

ที่มาของภาพ, Tossapol Chaisamritpol / BBC Thai

คำบรรยายภาพ, พ่อและแม่ของมัณฑนา ดูแลบุตรสาวอย่างใกล้ชิด ในจังหวัดขอนแก่น พวกเขาบอกกับบีบีซีไทยว่า สวดมนต์แทบทุกคืน ช่วงที่ลูกสาวกำลังปีนเอเวอเรสต์ เพื่อขอให้ลูกสาวปลอดภัย

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ มัณฑนา บอกกับบีบีซีไทยว่า การสูญเสียนิ้วเท้าจากหิมะกัด อาจทำให้เธอกลับไปปีนเขาไม่ได้อีก เพราะทำให้ทรงตัวยาก ยืนลำบาก และออกกำลังกายได้น้อยลง

“คิดว่าคงรับไม่ได้ (หากปีนเขาไม่ได้อีก)” เธอเริ่มร่ำไห้ “เรารู้ว่าชีวิตเราเกิดมาเพื่อทำอะไร ถ้ามันถูกพรากไปตลอดกาล คงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก”

เป้าหมายต่อไปของผู้พิชิตเอเวอเรสต์ในเวลานี้ จึงเป็น “เดินเข้าห้องน้ำให้ได้ก่อน” เธอแค่นหัวเราะ กับประโยคนี้ “ตอนอยู่โรงพยาบาล คุณพ่อต้องมาช่วยใส่กางเกง ยกตัวเรา ตอนนี้ อยากเข้าห้องน้ำคนเดียวให้ได้”

.

ที่มาของภาพ, Tossapol Chaisamritpol / BBC Thai

คำบรรยายภาพ, "ถึงตายก็คุ้ม" มัณฑนา ยืนกราน แม้ต้องสูญเสียนิ้วเท้าไปบางส่วน

และหากเป็นไปได้ ก็คือกลับไปเป็นแพทย์อีกครั้ง ซึ่งถือเป็น “เอเวอเรสต์” ทางจิตวิญญาณของเธอ

“ความสุขพื้นฐานคือได้คุยกับคนไข้ ทำให้เขาดีขึ้น... เราอยากกลับไปเป็นคนที่ทำแบบนั้นได้ แม้หนึ่งวันก็ยังดี”