ทำไมต้องมี ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์เป็นเจ้าภาพในการเจรจาข้อตกลงสันติภาพในยูเครน?

    • Author, เจเรมี ฮาวเวลล์
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

วันนี้ (11 ก.พ.) เจ้าหน้าที่จากประเทศสหรัฐอเมริกและประเทศยูเครน มีกำหนดพบปะกันที่ประเทศซาอุดีอาระเบียเพื่อการเจรจาที่อาจนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซีย

การเลือกมาพบกันครั้งนี้ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ก็เนื่องจากความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง ผู้ปกครองโดยพฤตินัยอย่าง เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย กับวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ

โดยรัฐบาลซาอุดีอาระเบียประกาศว่าจะมีบทบาทอย่างแข็งขันในฐานะคนกลางระหว่างฝ่ายที่กำลังทำสงครามกันอยู่ในปัจจุบัน

ส่วนประเทศกาตาร์ เพื่อนบ้านเล็กๆ ของประเทศซาอุดีอาระเบีย ก็กลายมาเป็นผู้สร้างสันติภาพที่โด่งดังไปทั่วโลกในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยกาตาร์ได้มีบทบาทเด่นในการเป็นตัวกลางเจรจาการหยุดยิงในฉนวนกาซาระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส อีกทั้งก่อนหน้านี้ กาตาร์ยังช่วยทำให้เกิดการสงบศึกหลายครั้ง

แล้วเหตุใดเพื่อนบ้านทั้งสองประเทศนี้จึงถูกเลือกให้เป็นคนกลางในการเจรจาสันติภาพระหว่างประเทศ และการเป็นผู้ถูกเลือก ทำให้เกิดความบาดหมางระหว่างทั้งสองประเทศหรือไม่ ?

ทำไมซาอุดีอาระเบียจึงต้องการทำข้อตกลงสันติภาพ?

ซาอุดีอาระเบียได้เปลี่ยนมารับบทบาทเป็นผู้เจรจาสันติภาพ หลังจากหลายปีที่ผ่านมาประเทศมักถูกมองว่าเลือกใช้วิธีที่แข็งกร้าวเสียมากกว่า

ในปี 2015 ซาอุดีอาระเบียได้เข้าแทรกแซงในสงครามกลางเมืองของเยเมน เพื่อที่จะสนับสนุนรัฐบาล โดยทำการโจมตีทางอากาศและยิงปืนใหญ่ใส่กลุ่มกบฏฮูตี

ต่อมาในปี 2017 รัฐบาลเลบานอนก็ได้กล่าวหาว่า ซาอุดีอาระเบียได้ควบคุมตัว ซาอัด อัล-ฮารีรี นายกรัฐมนตรีเลบานอน เพื่อเป็นการบีบบังคับให้เขาลาออก

รวมถึงเหตุการณ์ของจามาล คาชูจกิ ผู้สื่อข่าวผู้โด่งดังและนักวิจารณ์รัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ถูกสายลับรัฐบาลสังหารที่สถานทูตซาอุดีอาระเบียในนครอิสตันบูลของตุรกีในปี 2018

"ช่วงแรกๆ ในการเป็นผู้นำของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน นำมาซึ่งการเผชิญหน้า[ในด้านต่าง ๆ ]" ดร. พอล ซาเล็ม จากสถาบันตะวันออกกลางในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา กล่าว

"อย่างไรก็ตาม ต่อมาพระองค์ทรงตัดสินใจว่า จะเป็นการดีกว่าที่จะหันมารับบทไกล่เกลี่ยสันติภาพแทนที่จะเพิ่มความขัดแย้ง" เขากล่าวกับบีบีซี

ซาอุดีอาระเบียกลายมาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อตกลงสันติภาพ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพให้กับภูมิภาคตะวันออกกลาง เอลิซาเบธ เดนท์ จากสถาบันวอชิงตัน ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยที่เชี่ยวชาญด้านกิจการตะวันออกกลางในสหรัฐฯ กล่าว

"นี่เป็นส่วนสำคัญหนึ่งของกลยุทธ์เพื่อยุติการพึ่งพาการส่งออกน้ำมัน และดึงดูดธุรกิจต่างชาติให้เข้ามาช่วยพัฒนาเศรษฐกิจในด้านใหม่ ๆ " เธอกล่าวกับบีบีซี

ซาอุดีอาระเบียเคยประสบความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพอะไรบ้าง ?

ประวัติศาสตร์ของประเทศซาอุดีอาระเบียในฐานะผู้สร้างสันติภาพในตะวันออกกลางสามารถย้อนกลับไปดูได้หลายทศวรรษ

ในปี 1989 ซาอุดีอาระเบียทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างฝ่ายที่ทำสงครามในเลบานอน ซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงฏออิฟ และการหยุดยิงในปี 1990 โดยในท้ายที่สุดนำมาซึ่งการยุติสงครามกลางเมืองในประเทศซึ่งกินเวลานานถึง 15 ปี

ในปี 2007 ซาอุดีอาระเบียเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยข้อตกลงมักกะห์ ซึ่งยุติการสู้รบระหว่างกลุ่มฮามาสและกลุ่มฟาตาห์ได้ในปาเลสไตน์

และเมื่อไม่นานมานี้ ซาอุดีอาระเบียโดยการนำของมกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ได้กลับมารับบทบาทผู้สร้างสันติภาพอีกครั้ง

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2022 ซาอุดีอาระเบียได้เจรจากับกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนเพื่อพยายามเจรจาการหยุดยิงในเยเมนด้วย

นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียยังเป็นเจ้าภาพในการเจรจาที่ดำเนินการมาอย่างยาวนาน ระหว่างคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายในซูดาน ได้แก่ ผู้ปกครองกองทัพของประเทศ หรือ กองกำลังติดอาวุธของซูดาน (Sudanese Armed Forces - SAF) กับ กลุ่มกึ่งทหารกบฏ ที่เรียกว่า กองกำลังสนับสนุนอย่างรวดเร็ว (Rapid Support Forces - RSF)

นอกจากนี้ ซาอุฯ ยังดูแลข้อตกลงในปี 2022 ระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งส่งเชลยศึกกว่า 250 รายที่ถูกจับในความขัดแย้งระหว่างสองประเทศกลับคืนสู่ฝ่ายของตนเอง

กาตาร์ประสบความสำเร็จในเจรจาข้อตกลงสันติภาพใดบ้าง ?

กาตาร์เป็นหนึ่งในผู้เจรจาหลักในทีมที่ร่วมกับประเทศต่างๆ (ร่วมกับอียิปต์และสหรัฐอเมริกา) ซึ่งสามารถบรรลุข้อตกลงการหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสได้เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

ย้อนกลับไปปี 2020 กาตาร์เป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยข้อตกลงสันติภาพระหว่างกลุ่มตาลีบันและสหรัฐอเมริกา เพื่อยุติสงครามในอัฟกานิสถานที่ดำเนินมายาวนานกว่า 18 ปี โดยสหรัฐฯ และพันธมิตรได้ถอนกำลังออกไป ส่วนกลุ่มตาลีบันก็เข้าควบคุมอัฟกานิสถาน

ในปี 2010 กาตาร์เป็นตัวกลางในการเจรจาข้อตกลงการหยุดยิงระหว่างรัฐบาลและกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน (ซึ่งต่อมา ข้อตกลงก็ล่มสลายไป)

นอกจากนี้ กาตาร์ยังเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยข้อตกลงสันติภาพในทวีปแอฟริกาอีกด้วย

หนึ่งในข้อตกลงคือการหยุดยิงในปี 2022 ระหว่างรัฐบาลประเทศชาดและกลุ่มฝ่ายต่อต้านหลายสิบกลุ่ม

อีกข้อตกลงหนึ่งคือ ข้อตกลงสันติภาพในปี 2010 ระหว่างรัฐบาลซูดาน และกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคดาร์ฟูร์ ทางภาคตะวันตกของประเทศ

โดยในปี 2008 กาตาร์ได้เจรจาข้อตกลงระหว่างกลุ่มคู่ขัดแย้งในประเทศเลบานอน เมื่อเกิดการปะทะระหว่างกลุ่มคู่ขัดแย้งมีแนวโน้มจะลุกลามกลายเป็นสงครามกลางเมืองครั้งใหม่

ทำไมกาตาร์ต้องการเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพ ?

กาตาร์เริ่มมีบทบาทสำคัญในฐานะตัวกลางเจรจาสันติภาพ ภายใต้การนำของชีค ฮาหมัด บิน คาลิฟา อัล ธานี" เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ ในปี 1995 (และดำรงตำแหน่งถึงปี 2013)

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือ กาตาร์ต้องการพัฒนาแหล่งก๊าซสำรองในอ่าวเปอร์เซียที่เรียกว่าแหล่ง North Dome/South Pars ซึ่งถูกค้นพบในปี 1990

เนื่องจากแหล่งก๊าซดังกล่าวแผ่ขยายไปทั่วน่านน้ำอาณาเขตของทั้งประเทศกาตาร์และอิหร่าน กาตาร์จึงจำเป็นต้องร่วมมือกับอิหร่านเพื่อดำเนินพัฒนาแหล่งก๊าซสำรองดังกล่าว แม้ว่าอิหร่านจะเป็นศัตรูของซาอุดีอาระเบียในขณะนั้นก็ตาม ดร. เอช เอ เฮลเยอร์ จากสถาบัน Royal United Services Institute ในกรุงลอนดอน กล่าว

"เมื่อกาตาร์ค้นพบแหล่งก๊าซของตน กาตาร์ก็ตระหนักได้ว่าประเทศต้องเริ่มสร้างเส้นทางการดำเนินการของตนเอง" เขากล่าวกับบีบีซี

ดร. เฮลเยอร์ กล่าวอีกด้วยว่า กาตาร์เลือกที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยสันติภาพ เพราะ "การมีความสัมพันธ์อันดีอย่างกว้างขวางกับหลายประเทศจะช่วยสร้างเครือข่ายรวมประเทศต่าง ๆ ที่สามารถช่วยเหลือและสนับสนุนประเทศตนเองได้"

บทบาทคนกลางเจรจาสันติภาพของกาตาร์ได้รับการบัญญัตไว้ในรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ในปี 2004 ด้วย

"กาตาร์เลือกให้การเป็นตัวกลางระหว่างประเทศเป็นหนึ่งแบรนด์ประเทศ พร้อมกับบอกว่า ประเทศอื่นเรียกใช้กาตาร์งานได้[ในเรื่องนี้]" ดร. ซาเลมกล่าว

การเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพระหว่างซาอุดีอาระเบียและกาตาร์แตกต่างกันอย่างไร ?

กาตาร์มักถูกเลือกให้เป็นประเทศที่ทำหน้าที่เจรจาสันติภาพ เนื่องจากประเทศมีความสัมพันธ์กับกลุ่มต่าง ๆ ที่ซาอุดีอาระเบียและประเทศอื่น ๆ ไม่ได้ติดต่อด้วย

"กาตาร์ไม่มีความรู้สึกต่อต้านกลุ่มอิสลามิสต์ เช่น กลุ่มภราดรภาพมุสลิม กลุ่มฮามาส และกลุ่มตาลีบัน ในระดับเดียวกับที่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียมี" ดร.ซาเลมกล่าว

เขากล่าวว่าความสัมพันธ์ที่กาตาร์สร้างขึ้นกับตาลีบัน ช่วยให้กาตาร์เป็นสะพานเชื่อมระหว่างกลุ่มดังกล่าวกับสหรัฐฯ อีกทั้งความสัมพันธ์กับกลุ่มฮามาสและอิสราเอลยังช่วยให้กาตาร์เป็นตัวกลางเจรจาการหยุดยิงระหว่างทั้งสองฝ่ายได้

"ซาอุดีอาระเบียจัดการกับกรณีและผู้มีส่วนขัดแย้งที่เป็นทางการ ส่วนกาตาร์จัดการกับคู่กรณีที่ไม่เป็นทางการ" เดนท์กล่าว

อย่างไรก็ตาม กาตาร์ได้สร้างความขุ่นเคืองให้กับซาอุดีอาระเบียหลังจากกาตาร์ให้การสนับสนุนกลุ่มการเมืองต่าง ๆ อย่างเช่น กลุ่มภราดรภาพมุสลิม ซึ่งรัฐบาลซาอุดีอาระเบียมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อการปกครองของตน

"ในช่วงอาหรับสปริง [ปี 2010 และ 2011] กาตาร์ให้การสนับสนุนกลุ่มฝ่ายค้านอย่างไม่แบ่งแยกในพื้นที่ต่างๆ เช่น ซีเรียและลิเบีย" เดนท์กล่าว "มันทำให้จุดยืนของประเทศกว้างมาก"

นั่นนำไปสู่ ​​"รอยร้าวในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย" ในปี 2017 ซึ่งซาอุดีอาระเบียและประเทศตะวันออกกลางอื่นๆ ตัดสัมพันธ์ทั้งหมดกับกาตาร์

"หลังจากเกิดรอยร้าวดังกล่าว กาตาร์ไม่ได้ทำการใด ๆ ออกหน้าออกตาในการจัดการกับกลุ่มหัวรุนแรงโดยไม่สอบถามกับประเทศเพื่อนบ้านก่อน" เดนต์กล่าว

"ตอนนี้ กาตาร์เป็นกลางมากขึ้นในฐานะตัวกลางเจรจา"

โดยทั้งกาตาร์และซาอุดีอาระเบียไม่ได้มีความขัดแย้งกันว่าใครจะเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยข้อตกลงสันติภาพใด ดร. เฮลเยอร์กล่าว

"กาตาร์ไม่ได้ต้องการแข่งขันกับซาอุดีอาระเบียในปัจจุบัน และซาอุดีอาระเบียก็ไม่ต้องการรับผิดชอบกรณีใด ๆ ที่อยู่ในการดูแลของกาตาร์" เขากล่าว

"น่าเสียดาย ที่ยังมีเรื่องขัดแย้งในโลกมากพอที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายยุ่งอยู่ได้" เขากล่าวทิ้งท้าย