เปิดข้อกังขาคดีดังในอังกฤษ พยาบาลสาวฆาตกรต่อเนื่อง สังหารทารกไปนับสิบคนจริงหรือไม่

    • Author, สเตฟานี เฮการ์ที และ เฟย์ เนิร์ส
    • Role, บีบีซีเวิลด์เซอร์วิส
    • Author, เบ็น โรบินสัน
    • Role, บีบีซี ไฟล์ออนโฟร์

ลูซี เลตบี อดีตพยาบาลสาวชาวอังกฤษ กลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่โด่งดังที่สุดของประเทศ เมื่อเธอถูกศาลตัดสินให้มีความผิดฐานฆาตกรรมทารกแรกเกิด 7 ราย และพยายามฆ่าเด็กวัยเดียวกันอีก 7 ราย ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของสหราชอาณาจักร ระหว่างที่เธอทำงานอยู่ที่นั่นในปี 2015-2016

การไต่สวนคดีอาญาของเลตบี ถือว่าเป็นกระบวนการที่กินเวลายาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อังกฤษ โดยสื่อมวลชนต่างติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด ในที่สุดศาลก็มีคำพิพากษาให้เธอต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต สำหรับความผิดแต่ละกรรมที่ได้ก่อขึ้น ซึ่งคิดรวมแล้วมีถึง 15 กระทงด้วยกัน ทำให้เลตบีกลายเป็นหนึ่งในหญิงชาวอังกฤษ 4 คน ที่ต้องโทษจำคุกระดับสูงสุดไปจนกว่าจะสิ้นลมหายใจในเรือนจำ

อย่างไรก็ตาม หลังการพิจารณาคดีของเลตบีสิ้นสุดลง ผู้เชี่ยวชาญหลายรายกลับออกมาแสดงความห่วงกังวล และตั้งคำถามกับวิธีนำเสนอข้อมูลหลักฐานที่เอาผิดเธอกับคณะลูกขุน

ทีมข่าวสืบสวนสอบสวนของบีบีซีได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในหลายสาขาวิชา ทั้งในด้านสถิติศาสตร์, กุมารเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดและปริกำเนิด, รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์หลายคนในสาขาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต่างก็มีข้อสงสัยในวิธีการที่ศาลทำความเข้าใจและวินิจฉัยคดีดังกล่าว ซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียดทางแพทยศาสตร์ที่ซับซ้อน

ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ระบุว่า พวกเขาเข้าใจดีถึงหัวอกของครอบครัวผู้วายชนม์ ซึ่งอาจจะไม่อยากได้ยินถึงข้อสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมา แต่ถึงกระนั้นก็ตาม พวกเขาจำเป็นจะต้องพูดมันออกมาเพื่อความถูกต้อง

ก่อนหน้านี้เลตบีถูกตัดสินว่า มีความผิดในข้อหาฆาตกรรมและพยายามฆ่าทารกด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่นฉีดฟองอากาศเข้าเส้นเลือด, วางยาพิษโดยใช้อินซูลิน, ทำให้ทารกได้รับบาดเจ็บ, รวมทั้งบังคับอัดอากาศหรือกรอกของเหลวลงท้องเด็กเล็ก

แต่ในช่วงก่อนที่จะมีคนเริ่มสงสัยถึงการกระทำของเธอ เลตบีนั้นดูเหมือนคนที่ทุ่มเททำงานหนักและมีมโนธรรมเหมือนกับพยาบาลสาวใจดีทั่วไป แม้ในตอนที่เธอเข้ารับการไต่สวนในศาล ก็แทบจะไม่มีสิ่งผิดปกติหรือสัญญาณใด ๆ ที่บ่งชี้ว่า เธอมีอาการทางจิตเลยแม้แต่น้อย

อันที่จริงแล้ว การดำเนินคดีกับเลตบีล้วนมาจากพยานและหลักฐานแวดล้อมที่ได้มาโดยอ้อมทั้งสิ้น ไม่มีใครเห็นเธอฆ่าเด็กด้วยตาตนเอง ทั้งยังไม่มีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มายืนยันอีกด้วย หลักฐานส่วนใหญ่ที่ใช้เอาผิดเลตบีนั้น มาจากการตีความบันทึกทางการแพทย์ระดับคลินิกที่เขียนขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ 6 ราย ซึ่งคนเหล่านี้ได้ให้การเป็นพยานต่อพนักงานสอบสวนและศาล

ในบรรดาข้อมูลหลักฐานดังกล่าว มีบางชิ้นที่ผู้เชี่ยวชาญภายนอกซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการไต่สวนคดีของเลตบี ตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะมีปัญหา ในขณะที่ฝ่ายของจำเลยนั้น ไม่มีการเบิกตัวผู้เชี่ยวชาญมาเป็นพยานเพื่อสู้คดีเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งไม่มีผู้ใดทราบว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่

นักสถิติศาสตร์อาวุโสผู้หนึ่งตั้งคำถามกับประเด็นที่ว่า เลตบีถูกตัดสินว่ามีความผิด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อเท็จจริงที่ระบุว่าเธอ “อยู่ที่นั่นเสมอ” ในตอนที่เกิดเหตุร้ายกับเด็กในโรงพยาบาล

ในช่วงก่อนปี 2015 แผนกทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลเคาน์เตสแห่งเชสเตอร์ที่เลตบีทำงานอยู่ มีสถิติการตายของทารกเพียง 1-3 รายต่อปี แต่ในระหว่างปี 2015-2016 กลับมีเด็กที่เสียชีวิตไปแต่แรกเกิดอย่างน้อย 13 รายด้วยกัน

ต่อมาในช่วงต้นปี 2016 แพทย์กลุ่มเล็ก ๆ ที่มีอาวุโสสูงสุดในโรงพยาบาลดังกล่าว เริ่มสงสัยเลตบีว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่เด็กเสียชีวิต เพราะเธอมักจะเข้าเวรในตอนที่เกิดเหตุร้ายขึ้นเสมอ แพทย์กลุ่มดังกล่าวจึงแจ้งต่อฝ่ายบริหารของโรงพยาบาล ซึ่งได้เรียกให้ตำรวจเข้ามาสืบสวนคดีอาชญากรรมในที่สุด

ในการไต่สวนพิจารณาคดีของศาล เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงแผนภูมิสรุปข้อมูลที่เป็นหลักฐานบ่งชี้ว่า เลตบีเป็นพยาบาลเพียงคนเดียวในแผนกที่อยู่ในทุกเหตุการณ์ เมื่อมีผู้ป่วยเด็กอาการทรุดหนักลงอย่างกะทันหันหรือเสียชีวิต โดยแผนภูมิดังกล่าวแสดงรายชื่อพยาบาลทุกคนในแผนก เทียบกับบันทึกวันเวลาและชื่อพยาบาลผู้เข้าเวรในเหตุร้ายทั้งหมดที่เลตบีถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร

ศาสตราจารย์เจน ฮัตตัน นักสถิติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิในลักษณะดังกล่าวมาจากการคำนวณที่ผิดพลาด โดยผู้จัดทำแผนภูมิไม่ได้นับรวมสาเหตุที่เป็นไปได้ทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้พยาบาลคนหนึ่งต้องอยู่เวรในตอนที่ผู้ป่วยเสียชีวิตได้บ่อยครั้งกว่าเพื่อน เช่นเธอผู้นั้นอาจทำงานหนักโดยเข้าเวรบ่อยครั้งกว่า หรือต้องดูแลเด็กที่ป่วยหนักเป็นพิเศษมากกว่าคนอื่น เพราะมีทักษะทางการดูแลพยาบาลที่เหนือกว่า

นอกจากนี้ แผนภูมิที่ตำรวจจัดทำขึ้นยังแสดงเพียงข้อมูลการตายและเหตุอาการทรุดหนักที่เลือกมาเพียงบางครั้งเท่านั้น ไม่ได้แสดงข้อมูลของเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในรอบปี ซึ่งศ.ฮัตตันเชื่อว่า การสืบสวนของตำรวจไม่ได้พิจารณาสาเหตุการตายของเด็กที่เป็นไปได้ทั้งหมดอย่างครบถ้วน ก่อนจะตัดสินฟันธงลงไปว่ามีคดีอาชญากรรมเกิดขึ้น

“ตำรวจจะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ก็ต่อเมื่อมีคนบอกถึงข้อสงสัยว่าน่าจะมีฆาตกรในโรงพยาบาล พูดง่าย ๆ ก็คือ ตำรวจจะต้องสันนิษฐานก่อนว่ามีผู้ก่ออาชญากรรมขึ้นแล้ว วิธีคิดแบบนี้ทำให้เกิดอคติเอนเอียงในการรับฟังข้อมูลเพื่อยืนยันความคิดของตนเอง (confirmation bias) มันง่ายมากที่คนเราจะมองเห็นสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่จริง” ศ.ฮัตตันกล่าว

หลักฐานจากอินซูลิน

เลตบีถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานพยายามฆ่าทารกแรกเกิด 2 ราย โดยเติมอินซูลินลงในถุงให้สารอาหารทางเส้นเลือด ทารกทั้งสองถูกตำรวจและศาลระบุด้วยนามสมมติว่า ทารก F และทารก L เพื่อปกปิดตัวตนตามสิทธิของพวกเขา

พนักงานสอบสวนและอัยการชี้ว่า การให้อินซูลินในปริมาณเพียงเล็กน้อยกับทารก ก็สามารถจะเป็นพิษจนทำให้เด็กป่วยหนักหรือเสียชีวิตได้ แต่บีบีซีได้สอบถามความเห็นของศ. เจฟฟ์ เชส ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการแพทย์ จากมหาวิทยาลัยแคนเทอบิวรีของนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นผู้วิจัยและสร้างแบบจำลองการทำงานของอินซูลินในเด็กที่คลอดก่อนกำหนดมานานกว่า 15 ปี ทำให้ทราบว่าความเชื่อเรื่องอินซูลินดังกล่าวอาจไม่ถูกต้องเสมอไป

ในการศึกษาวิจัยร่วมกับเฮเลน แชนนอน นักวิศวกรรมเคมี ศ.เชสได้สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่า จะต้องให้อินซูลินในปริมาณที่สูงกว่าเลตบีใช้มาก จึงจะทำให้ทารก F และทารก L มีค่าของผลเลือดตามที่ได้มีการทดสอบในระหว่างการสืบสวน และทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของทารก L นั้น จะต้องใช้อินซูลินในปริมาณสูงกว่าค่าที่ระบุไว้ในแฟ้มหลักฐาน 20-80 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังไม่พบหลักฐานที่ยืนยันว่า อินซูลินที่เก็บไว้ในแผนกทารกแรกเกิดได้หายไปเป็นจำนวนมากแต่อย่างใด

ด้านดร.อาเดล อิสมาอิล ที่ปรึกษาทางการแพทย์ที่เกษียณอายุแล้ว ได้ชี้แจงให้ทีมข่าวของบีบีซีเห็นว่า ผลเลือดของทารกที่ใช้เป็นหลักฐานเอาผิดเลตบีนั้นมีปัญหา เพราะจากประสบการณ์ทำงานวิจัยและตีพิมพ์บทความวิชาการว่าด้วยการตรวจหาสารจากปฏิกิริยาต่อภูมิคุ้มกัน (immunoassay) กว่า 30 ชิ้น เขาพบว่าผลตรวจเลือดของทารกที่ตกเป็นเหยื่อฆาตกรรมและการพยายามฆ่าอาจมีความผิดพลาดได้

“งานวิจัยของผมพบว่า โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในการตรวจหาสารในกระแสเลือด อยู่ที่ 1 ใน 200” ดร. อิสมาอิลกล่าว พร้อมกับแสดงความเห็นว่าการตรวจยืนยันครั้งที่สองนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ในกรณีของทารก F และทารก L ไม่มีการตรวจเลือดเพื่อยืนยันซ้ำสอง เนื่องจากทางโรงพยาบาลไม่ได้สั่งตรวจ เพราะเห็นว่าผู้ป่วยเด็กทั้งคู่ฟื้นตัวและมีอาการดีขึ้นไม่นานหลังจากนั้น อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าผลการตรวจเลือดครั้งแรกเพียงครั้งเดียว ก็เพียงพอแล้วที่จะยืนยันความผิดของเลตบีได้

ผลตรวจด้วยรังสีเอกซ์กับกรณีของทารก C

ทารก C เกิดเมื่อเดือนมิ.ย. ปี 2015 ด้วยน้ำหนักแรกเกิดเพียง 800 กรัม ขณะที่แม่มีอายุครรภ์ได้เพียง 30 สัปดาห์ จึงถูกส่งตัวเข้ารับการดูแลในแผนกผู้ป่วยหนักสำหรับทารกแรกเกิด (NICU) ทว่าในคืนวันที่ 13 มิ.ย. ทารก C มีอาการทรุดหนักลงอย่างกะทันหัน และต่อมาเลตบีถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานพยายามฆ่า โดยจงใจอัดอากาศปริมาณมากลงในท่อสายยางสำหรับให้อาหารเหลวผ่านรูจมูก ซึ่งอาจทำให้ทารก C เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

หลักฐานสำคัญในคดีนี้คือผลการตรวจเอกซ์เรย์ในวันที่ 12 มิ.ย. ซึ่งถูกอัยการยกมาอ้างหลายครั้งระหว่างการพิจารณาคดี รายงานในชั้นพนักงานสอบสวนที่มาจากปากคำของพยานโจทก์ 2 ราย ระบุว่าช่องท้องของทารก C พองตัวขึ้นอย่างมาก “โดยเป็นไปได้มากที่สุดว่า น่าจะเกิดจาก” การจงใจอัดอากาศเข้าในท่อสายยางที่ต่อตรงจากรูจมูกสู่กระเพาะอาหาร

อย่างไรก็ตาม นายแพทย์ไมเคิล ฮอลล์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิดและปริกำเนิด ซึ่งเคยให้คำปรึกษาต่อฝ่ายจำเลยบอกกับบีบีซีว่า แม้ทนายของเลตบีจะไม่เบิกตัวเขาขึ้นให้การต่อศาล แต่เขาก็ไม่เห็นด้วยกับการด่วนสรุปจากผลเอกซ์เรย์ว่ามีผู้จงใจทำร้ายเด็ก

“มีคำอธิบายที่เป็นไปได้อยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ในท้องของเด็กมีอากาศอยู่มากเกินปกติ” นพ.ฮอลล์ กล่าวอธิบาย พร้อมทั้งบอกว่าก๊าซส่วนเกินอาจมาจากเครื่องช่วยหายใจที่เด็กใช้อยู่ และผลเอกซ์เรย์นั้นก็ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ลำไส้ของเด็กมีการอุดตันอยู่แล้ว

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ เลตบีไม่ได้มาทำงานในวันที่ทารก C ได้รับการตรวจด้วยการฉายรังสีเอกซ์ และไม่ได้เข้าเวรใด ๆ มาตั้งแต่ก่อนที่ทารก C จะถือกำเนิด แต่แม้จะมีการแจ้งข้อมูลดังกล่าวแก่คณะลูกขุนแล้ว อัยการก็ยังโต้แย้งว่า เลตบีอาจแอบเข้ามาก่อเหตุในโรงพยาบาลระหว่างที่ไม่ได้อยู่เวร แต่อัยการก็ไม่ได้แสดงพยานหลักฐานที่ยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด

มีการเบิกความต่อคณะลูกขุนว่า ก่อนหน้านั้นทารก C มีอาการทรงตัว และไม่มีผู้ใดคาดว่าสุขภาพของทารกจะย่ำแย่ลงเมื่อมีอายุได้เกือบ 4 วัน แต่จากการที่บีบีซีได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญอาวุโสระดับคลินิก 5 ราย ที่ได้วิเคราะห์บันทึกการดูแลรักษาทารก C ซึ่งมีการเปิดเผยต่อสาธารณชนในชั้นศาล พวกเขาต่างชี้ว่า ทารกผู้นี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความผิดปกติอยู่แล้วเนื่องจากคลอดก่อนกำหนด และอันที่จริงควรต้องได้รับการดูแลในระดับสูงกว่าที่เป็นอยู่ โดยควรมีการตรวจร่างกายโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง

ศ.คอลิน มอร์ลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดและปริกำเนิดจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งปัจจุบันเกษียณอายุแล้ว บอกว่า “ผมว่าพวกเขาพิจารณาคดีผิดพลาด โดยมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่าเด็กนั้นมีลำไส้อุดตันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง เด็กคนนี้ควรได้รับการตรวจประเมินจากศัลยแพทย์โดยด่วน และอาจต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อช่วยชีวิต ผมมั่นใจอย่างยิ่งว่า ทารก C เสียชีวิตด้วยสาเหตุตามธรรมชาติ”

“ผมคิดว่าไม่มีเหตุผลอันสมควร ที่เราจะปลงใจเชื่อสมมติฐานพิสดารที่อัยการยกมาอ้าง รวมทั้งปลงใจเชื่อว่ามีคนจงใจอัดอากาศเข้าท้องเด็กผ่านท่อสายยาง ในปริมาณที่มากพอจะทำให้เด็กตายด้วย” ศ.มอร์ลีย์ กล่าวเสริม

อย่างไรก็ตาม หลักฐานจากผลเอกซ์เรย์ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ใช้เอาผิดเลตบีในกรณีนี้ โดยอัยการได้แสดงหลักฐานที่เป็นข้อความทางโทรศัพท์จำนวนหนึ่งที่เลตบีส่งมา ซึ่งแสดงถึงความต้องการอย่างสูงของเธอที่จะเข้าไปในห้องของทารก C แม้จะไม่ได้เป็นพยาบาลผู้รับผิดชอบก็ตาม พยาบาลอีกคนยังให้การว่า เธอเห็นเลตบียืนชะโงกหน้าอยู่เหนือเตียงผู้ป่วยของทารก C ในตอนที่เด็กมีอาการทรุดหนักลงกะทันหัน มีการเบิกความในศาลว่า เลตบีมีพฤติกรรมแปลก ๆ หลังการตายของทารก C ทั้งยังค้นหาบัญชีเฟซบุ๊กของพ่อแม่เด็กทางอินเทอร์เน็ตอีกด้วย

ตับที่ถูกทำลายเสียหาย

ทารก O เป็นหนึ่งในแฝดสามที่เป็นเพศชายล้วน เขาเกิดเมื่อเดือนมิ.ย. ปี 2016 โดยมีอาการปกติ แต่ต่อมาในช่วงบ่ายของวันที่ 23 มิ.ย. ทารกน้อยกลับ “มีอาการทรุดหนักลงอย่างน่ากลัว” และเสียชีวิตในที่สุด

นักพยาธิวิทยาที่ให้การเป็นพยานโจทก์ ระบุหลังทำการตรวจสอบกรณีดังกล่าวว่า เขาเชื่อว่าทารก O ได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากการกระแทกที่ตับ เหมือนกับที่เกิดในอุบัติเหตุรถยนต์ชนปะทะกัน

อย่างไรก็ตาม นักพยาธิวิทยาชั้นนำผู้เชี่ยวชาญด้านปริกำเนิดที่ไม่ประสงค์ออกนามผู้หนึ่ง ได้บอกกับบีบีซีว่า วิธีการนำเสนอข้อมูลทางพยาธิวิทยาระหว่างการไต่สวนอาจมีปัญหา เพราะตัวเธอเองมองว่าผลการชันสูตรร่างของทารก O ในตอนแรก ซึ่งชี้ว่าตับถูกทำลายและเด็กตายด้วยสาเหตุตามธรรมชาตินั้นถูกต้องแล้ว โดยเธอเคยพบกรณีที่ตับได้รับความเสียหายในลักษณะนี้มาแล้วถึง 3 ครั้ง ตลอดชีวิตการทำงานของเธอ

แต่ถึงกระนั้น อัยการก็ยังมีหลักฐานอื่น ๆ ที่ใช้เอาผิดเลตบีได้ในกรณีของทารก O หลังพบว่าเธอเคลื่อนย้ายเด็กคนนี้ไปยังบริเวณอื่นของแผนกโดยพละการ เพื่อคอยจับตาดูอาการเป็นพิเศษ เลตบียังถูกกล่าวหาว่าปลอมแปลงบันทึกการรักษา ทั้งยังมีผื่นขึ้นที่ตัวเด็ก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าสอดคล้องกับการฉีดอากาศเข้าในเส้นเลือดของทารกด้วย

เอกสารลับรั่วไหล

ทีมข่าวของบีบีซียังได้เห็นเอกสารฉบับหนึ่ง ที่อาจช่วยไขความกระจ่างให้กับคดีของเลตบีได้มากขึ้น โดยเอกสารนี้เป็นหลักฐานที่ชี้ว่า แผนกทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่ประสบปัญหาอย่างหนัก ในระหว่างช่วงปี 2015-2016

เอกสารนี้เรียกว่า “ระเบียนความเสี่ยง” (risk register) ที่บุคลากรของแผนกรายงานถึงปัญหาด้านความปลอดภัยร้ายแรงที่เกิดขึ้น ซึ่งสภาพการณ์แบบนี้ก็อาจเกิดกับโรงพยาบาลอื่น ๆ ในสหราชอาณาจักรได้เช่นกัน

เมื่อเดือนมี.ค. ของปี 2015 ซึ่งเป็นเวลา 3 เดือนหลังเกิดเหตุฆาตกรรมครั้งแรก หัวหน้าพยาบาลรายงานว่า แผนกทารกแรกเกิดมีบุคลากรไม่เพียงพอและคนเหล่านั้นยังมีทักษะต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หัวหน้าพยาบาลคนดังกล่าวระบุในรายงานด้วยว่า มีการวางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้แล้ว แต่หนึ่งปีต่อมาสภาพการณ์ก็ยังไม่เปลี่ยนไปมากนัก

แผนกนี้ยังประสบปัญหาเรื่องทีมงานเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เพื่อนำส่งทารกที่มีอาการหนักไปยังโรงพยาบาลอื่นที่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอีกด้วย โดยในเดือนพ.ย. ปี 2015 และเดือนมี.ค. ปี 2016 ทางแผนกไม่สามารถจัดหาทีมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้ในเวลาที่ต้องการ

ในเดือนก.ค. ปี 2015 เกิดการระบาดของเชื้อแบคทีเรียดื้อยา pseudomonas ในแผนกทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลแห่งนี้ โดยเมื่อปี 2012 เชื้อดังกล่าวทำให้มีเด็กเสียชีวิตไป 3 คน ในแผนกทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองเบลฟาสต์ของไอร์แลนด์เหนือมาแล้ว รายงานระบุว่า แผนกทารกแรกเกิดที่เลตบีทำงานอยู่พยายามฆ่าเชื้อที่หัวก๊อกน้ำต่าง ๆ แต่แปดเดือนต่อมาก็ยังคงพบเชื้อดังกล่าวในแผนกอยู่

ทีมข่าวของบีบีซีไม่อาจเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้เข้ากับการตาย หรืออันตรายที่ทารกแรกเกิดได้รับในคดีของเลตบีโดยตรง แต่มันก็แสดงให้เห็นว่า แผนกทารกแรกเกิดแห่งนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายในการปฏิบัติงานอย่างหนักหน่วง ซึ่งคณะลูกขุนที่พิจารณาคดีของเลตบีไม่ทราบถึงข้อมูลเหล่านี้

ไม่มีผู้เชี่ยวชาญคนใดที่ให้ข้อมูลกับบีบีซี ทำการประเมินตัดสินว่าเลตบีมีความผิดจริงหรือไม่ ส่วนสำนักงานอัยการของอังกฤษ (The Crown Prosecution Service – CPS) บอกกับบีบีซีว่า “คณะลูกขุนสองชุดและผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์สามคน ได้พิจารณาข้อมูลหลักฐานที่ใช้เอาผิดลูซี เลตบี และมีคำตัดสินให้เธอรับโทษในความผิด 15 กระทง หลังจากมีการไต่สวนสองครั้ง”

เมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ของอังกฤษไม่อนุมัติให้เลตบียื่นอุทธรณ์ในทุกกรณี โดยไม่รับคำร้องค้านของเธอที่ระบุว่า พยานหลักฐานจากผู้เชี่ยวชาญของฝ่ายอัยการนั้นมีความผิดพลาด