วัคซีนหนองในเทียมจะช่วยโคอาลารอดจากการสูญพันธุ์ได้หรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, Tiffanie Turnbull/BBC
- Author, ทิฟฟานี เทิร์นบูล
- Role, บีบีซีนิวส์ โกลด์โคสต์
โคอาลาน้อย "โจอี แมนจี" (Joe Mangy) นอนหมดสติแขนขาเหยียดกางอยู่บนเบาะ ดูเผิน ๆ แล้วเหมือนมันกำลังสงบนิ่งด้วยความสบายใจ แต่ดวงตาที่เปียกแฉะและมีขอบแดงอักเสบของมันฟ้องว่า ร่างกายเล็ก ๆ นี้ กำลังทำสงครามต่อสู้กับเชื้อโรคร้ายอยู่ภายใน
ท่อหายใจยื่นออกมาจากหน้ากากที่ครอบปิดหน้าของโจอี แมนจีอยู่ ในขณะที่นักเทคนิคการสัตวแพทย์ใช้หูฟังสำรวจความเคลื่อนไหวบริเวณหน้าอก เสียงที่ได้ยินชี้ว่าร่างกายของมันฟื้นตัวจากโรคร้ายได้ไม่ค่อยดีนัก
เมื่อ 8 วันก่อน โจอี แมนจี โคอาลาป่าซึ่งมีอายุได้ราว 2 ปี ถูกพบว่าเดินโซซัดโซเซอยู่กลางถนนสายหนึ่งในย่านชานเมือง ท่าทางของมันดูมึนงงสับสน แถมตาทั้งสองข้างก็เกือบจะปิดสนิทด้วยก้อนขี้ตาและเมือกเหนียวที่เกาะตัวหนา พลเมืองดีรีบนำตัวมันส่งโรงพยาบาลสัตว์ของสถานอนุรักษ์สัตว์ป่าเคอร์รัมบิน (Currumbin Wildlife Sanctuary) ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางป่าฝนที่โอบล้อมพื้นที่แถบโกลด์โคสต์อันมีชื่อเสียงของออสเตรเลีย โดยป่าในบริเวณดังกล่าวเคยเต็มไปด้วยประชากรโคอาลาที่มีอยู่หนาแน่น
ด้านนอกคลินิกที่ให้การรักษาพยาบาลสัตว์ มี "ศูนย์บำบัดฟื้นฟูโคอาลา" ซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของใบยูคาลิปตัสจาง ๆ โคอาลาเพศเมียอายุ 3 ปีตัวหนึ่ง เพิ่งจะมีอาการดีขึ้นหลังเข้ารับการผ่าตัดเอามดลูกออก "การผ่าตัดนี้ช่วยชีวิตมันไว้ได้ แต่มันก็ไม่อาจมีลูกได้อีกแล้ว" ไมเคิล เพย์น หัวหน้าสัตวแพทย์กล่าว
โคอาลาเพศผู้อีกตัวหนึ่งมองมาด้วยสายตาอันว่างเปล่า ตาตี่เล็กของมันยิ่งตีบแคบมากขึ้น เมื่อท่อน้ำตาข้างซ้ายอักเสบหนักจนแทบจะมองอะไรไม่เห็น
โรงพยาบาลสัตว์แห่งนี้คือจุดเริ่มต้นและศูนย์กลาง สำหรับการระบาดใหญ่ของโรคหนองในเทียม (chlamydia) ในหมู่ประชากรโคอาลา ซึ่งการแพร่ระบาดของโรคร้ายดังกล่าวได้คร่าชีวิตโคอาลาไปแล้วหลายพันตัว ทั้งยังทำให้พวกมันที่รอดชีวิตกลายเป็นหมัน อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้สัตว์สัญลักษณ์ของประเทศออสเตรเลีย ต้องเผชิญความเสี่ยงสูญพันธุ์มากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกขณะ
แม้จะมีความหวังอยู่บ้างว่า โครงการคิดค้นและพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันโรคหนองในเทียมสำหรับโคอาลา จะช่วยอนุรักษ์ประชากรสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องที่เหลืออยู่น้อยเต็มทีได้ แต่ผ่านมาแล้วนับสิบปี ความพยายามนี้ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะติดขัดด้วยอุปสรรคเรื่องกฎข้อบังคับ ส่วนเวลาและงบประมาณสนับสนุนการวิจัยก็ร่อยหรอลงไปทุกที
ภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงและร้ายแรงถึงชีวิตมากที่สุด
เพียงไม่กี่สิบปีก่อน การพบเห็นโคอาลาเกาะอยู่บนต้นไม้ในสวนหลังบ้าน ถือเป็นเรื่องธรรมดาสามัญอย่างยิ่งของชาวออสเตรเลีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบชายฝั่งตะวันออกของประเทศนั้น เต็มไปด้วยประชากรโคอาลาที่มีอยู่หนาแน่นเป็นพิเศษ แต่เมื่อไม่นานมานี้จำนวนประชากรโคอาลากลับลดลงอย่างน่าใจหาย โดยในบางพื้นที่ลดลงไปถึง 80% ภายในระยะเวลาเพียงสิบปีเท่านั้น
การตัดไม้ทำลายป่าและการขยายตัวของเมืองใหญ่ ทำให้โคอาลาต้องหิวโหยเพราะขาดแหล่งอาหารและไร้ที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ภัยธรรมชาติอย่างอุทกภัยและไฟป่า ยังกลายเป็นการสังหารหมู่ที่ทำให้พวกมันต้องตายลงเป็นจำนวนมากในคราวเดียว
"อย่างไรก็ตาม การระบาดของโรคหนองในเทียมคือมฤตยูตัวฉกาจที่สุด เพราะทำให้ประชากรโคอาลาลดฮวบลงอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าปัจจัยอื่นหลายเท่าตัว" น.สพ.เพย์นกล่าว "ผมทำงานที่นี่มานานกว่า 20 ปี แต่บางวันในช่วงนี้ผมกลับต้องการุณยฆาตโคอาลาครั้งละหลายตัว จนร่างของมันกองสูงเป็นภูเขา เพราะกว่าจะถูกส่งมาถึงมือหมอ ร่างกายของพวกมันก็ถูกโรคร้ายทำลายจนหมดสภาพไปแล้ว"
ไม่มีใครสามารถประมาณการจำนวนประชากรโคอาลาที่เหลืออยู่ได้อย่างชัดเจนแน่นอน องค์กรอนุรักษ์บางกลุ่มบอกว่าอาจเหลืออยู่ไม่เกิน 50,000 ตัวในธรรมชาติ และหลายรัฐในแถบชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย ได้ประกาศให้โคอาลามีสถานะเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างเป็นทางการแล้ว สถิติล่าสุดในบางพื้นที่ทำให้เกิดกระแสหวั่นเกรงว่า พวกมันจะสูญพันธุ์ภายในชั่วรุ่นถัดไปนี้แล้ว
น.สพ.เพย์นเล่าย้อนไปในอดีตว่า ตอนที่โรงพยาบาลสัตว์ของเขาเปิดทำการใหม่ ๆ เคยรับโคอาลาป่วยเข้ามาดูแลเพียงปีละไม่กี่ตัวเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีโคอาลาป่วยถูกส่งเข้ามาโดยเฉลี่ยถึงปีละ 400 ตัว จนทำให้บรรดาสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่สัตวบาลต้องตั้งชื่อให้พวกมันตัวละ 2 ชื่อ เพื่อป้องกันความสับสน สัตวบาลผู้หนึ่งที่อุ้มโจอี แมนจี ไว้ในอ้อมแขน หลังมันฟื้นจากฤทธิ์ยาสลบ บอกว่าชื่อ "แมนจี" มาจากสภาพดวงตาที่เน่าเฟะคล้ายกับเป็นโรคเรื้อนของมัน ในตอนที่เพิ่งถูกส่งมาถึงโรงพยาบาล

ที่มาของภาพ, Tiffanie Turnbull/BBC
สาเหตุหลักที่ทำให้โคอาลาในธรรมชาติถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลสัตว์มากที่สุด ได้แก่อุบัติเหตุบนท้องถนนเช่นถูกรถชน, ถูกคนทำร้าย, และการล้มป่วยด้วยโรคหนองในเทียม ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่พบได้บ่อยที่สุด ทั้งยังเป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตได้มากที่สุดในหมู่โคอาลา
หนองในเทียมทำให้โคอาลาอย่างโจอี แมนจี มีอาการตาแดงจากเยื่อบุตาอักเสบ (conjunctivitis) แต่ในโคอาลาตัวอื่น ๆ อาจเกิดการอักเสบที่อวัยวะเพศหรือทางเดินปัสสาวะได้ ส่วนโคอาลาที่โชคร้ายหน่อยก็อาจมีอาการป่วยทั้งสองอย่างในคราวเดียว
ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด สภาพของดวงตาจะเสื่อมโทรมย่ำแย่จนโคอาลาตาบอด ทำให้มันหากินเองไม่ได้และต้องอดตายไป ในขณะที่การอักเสบของทางเดินปัสสาวะในอวัยวะเพศ จะสร้างซีสต์ขนาดใหญ่ที่มีของเหลวอยู่ภายในขึ้น ซีสต์นี้จะทำให้โคอาลาต้องทรมานแสนสาหัสจากการขับถ่ายในชีวิตประจำวัน จนมันต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดทุกครั้งที่ถ่ายปัสสาวะ
น.สพ.เพย์น อธิบายเพิ่มเติมว่า "ระบบสืบพันธุ์ของโคอาลาที่เป็นหนองในเทียมจะพังยับเยิน" แม้จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีแต่เนิ่น ๆ แต่ก็ใช่ว่าความเสี่ยงที่โคอาลาจะต้องตายจะลดน้อยลงไป เพราะการใช้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อหนองในเทียม จะทำลายแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ของมันที่ช่วยย่อยใบยูคาลิปตัส อาหารหลักของโคอาลาซึ่งมีความเป็นพิษในตัว

ที่มาของภาพ, Tiffanie Turnbull/BBC
แม้โรคหนองในเทียมซึ่งติดต่อผ่านทางของเหลวในร่างกาย จะพบได้ในสัตว์ชนิดอื่น ๆ เช่นปศุสัตว์ด้วยเช่นกัน แต่ก็ไม่เกิดการแพร่ระบาดในระดับที่รุนแรงและรวดเร็วเท่าโคอาลา โดยผู้เชี่ยวชาญประมาณการว่า ประชากรโคอาลาถึงครึ่งหนึ่งของรัฐควีนส์แลนด์และรัฐนิวเซาท์เวลส์ติดเชื้อหนองในเทียม แต่ในบางแห่งอย่างเมืองเอลานอรา (Elanora) ซึ่งห่างออกไปจากเคอร์รัมบินไม่มากนัก ประชากรโคอาลาที่ติดเชื้อมีสูงถึง 80% เลยทีเดียว
น.สพ.เพย์นบอกว่า ตัวเลขข้างต้นชี้ถึงกลุ่มประชากรโคอาลาที่มีการติดเชื้อสูงสุดในภูมิภาค "ตัวเลขสถิติดิ่งเหวลงเรื่อย ๆ นี่มันหายนะชัด ๆ" อย่างไรก็ตาม สถานอนุรักษ์สัตว์ป่าเคอร์รัมบินของน.สพ.เพย์น และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์ (QUT) กำลังจับมือกันเพื่อเร่งหาทางแก้ไขสถานการณ์ที่เลวร้ายดังกล่าว โดยพยายามคิดค้นและพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคหนองในเทียมสำหรับโคอาลาขึ้นมา
การวิจัยดังกล่าวดำเนินมานานถึงเกือบ 20 ปีแล้ว โดยมีการจับโคอาลาวัยหนุ่มสาว 30 ตัว จากเมืองเอลานอรา มาทดลองรับวัคซีนหนองในเทียมก่อนจะปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ หลังจากนั้นทีมวิจัยจะคอยติดตาม เพื่อจับพวกมันมาตรวจสุขภาพเป็นระยะทุก 3 ปี
ผลการทดลองล่าสุดพบว่า มีโคอาลาที่ได้รับวัคซีนติดเชื้อหนองในเทียมเพียง 3 ตัว ซึ่งทั้งหมดได้รับการรักษาจนหายดีแล้ว นอกจากนี้ยังพบว่า โคอาลาในกลุ่มทดลองดังกล่าวออกลูกออกหลานเพิ่มมาอีกกว่า 20 ตัว ซึ่งสวนทางกับแนวโน้มเชิงลบที่เป็นอยู่ "มีการขยายพันธุ์ที่เพิ่มจำนวนประชากรโคอาลาสืบต่อไปอีกหนึ่งชั่วรุ่นแล้ว" น.สพ.เพย์น กล่าวด้วยความตื่นเต้นยินดี
ด้านสถานอนุรักษ์สัตว์ป่าเคอร์รัมบินเอง ได้พยายามฉีดวัคซีนให้โคอาลาที่ถูกส่งเข้ารับการรักษาทุกตัว จนสามารถให้วัคซีนกับประชากรโคอาลาในท้องถิ่นไปได้ราว 400 ตัวแล้ว แต่การรักษาและฉีดวัคซีนหนองในเทียมให้โคอาลาแต่ละตัว มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 7,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 150,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการทดสอบวัคซีนระยะยาวกับกลุ่มทดลองในเมืองเอลานอรานั้น สูงกว่าตัวเลขข้างต้นถึงสองเท่า

ที่มาของภาพ, UniSC
หากขับรถห่างออกไปจากเมืองเอลานอราราวสองชั่วโมง เราจะมาถึงพื้นที่วิทยาเขตของมหาวิทยาลัยซันไชน์โคสต์ (UniSC) ซึ่งกำลังดำเนินโครงการหยุดยั้งการระบาดของหนองในเทียมในโคอาลาอยู่เช่นกัน ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยนี้ได้พัฒนาวัคซีนขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง โดยฉีดให้กับประชากรโคอาลาในท้องถิ่นถึง 2,000 ตัวต่อปี ผ่านระบบโรงพยาบาลสัตว์ป่าของตนเองและความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องจับโคอาลาเพื่อการวิจัยอยู่แล้ว
ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยซันไชน์โคสต์ เพิ่งตีพิมพ์สรุปผลการศึกษาที่ทำมายาวนานถึงหนึ่งทศวรรษกับโคอาลากว่า 600 ตัว ซึ่งถือเป็นการวิจัยวัคซีนสำหรับโคอาลาที่มีกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ที่สุด และใช้เวลาศึกษายาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งผลการทดลองชี้ว่า วัคซีนหนองในเทียมของ UniSC ช่วยลดอัตราการตายของโคอาลาลงได้ถึง 2 ใน 3
ดร.แซมมวล ฟิลลิปส์ นักชีววิทยาโมเลกุลของ UniSC บอกกับบีบีซีว่า ประชากรโคอาลากลุ่มหนึ่งที่ใกล้สูญพันธุ์ กลับทวีจำนวนโดยออกลูกออกหลานเพิ่มขึ้นมาก หลังได้รับวัคซีนป้องกันหนองในเทียม จนเจ้าหน้าที่คิดจะย้ายพวกมันบางส่วนไปอยู่ที่อื่น เพื่อไม่ให้มีประชากรโคอาลาหนาแน่นเกินไปในพื้นที่เดิม
"สภาพการณ์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง" ดร.ฟิลลิปส์กล่าว ทีมวิจัยวัคซีนของเขายังพบว่า แม้แต่โคอาลาที่ติดเชื้อหนองในเทียมหลังได้รับวัคซีน ยังคงสืบพันธุ์มีลูกหลานต่อไปได้หลังจากนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงช่วงวัยที่เหมาะกับการผสมพันธุ์มากที่สุด

ที่มาของภาพ, UniSC
อย่างไรก็ตาม ดร.ปีเตอร์ ทิมส์ เพื่อนร่วมทีมวิจัยของดร.ฟิลลิปส์บอกว่า พวกเขายังคงไม่สามารถให้วัคซีนประสิทธิภาพสูงดังกล่าวกับประชากรโคอาลาทั่วไปได้ แม้จะได้ยื่นขออนุมัติกับหน่วยงานของรัฐบาลกลางแล้ว เพราะยังคงมีอุปสรรคในเรื่องของกฎข้อบังคับบางอย่าง นอกจากนี้ ทีมวิจัยเล็ก ๆ ของพวกเขาต้องบริหารเงินทุนวิจัยและแบ่งเวลาในการทำงานอย่างยากลำบาก โดยต้องเลือกว่าจะเร่งช่วยเหลือโคอาลาในธรรมชาติ โดยออกไปไล่ติดตามฉีดวัคซีนให้พวกมันทั้งหมดในตอนนี้ หรือจะทุ่มเทแรงงานและทรัพยากรให้กับการวิจัยแต่เพียงอย่างเดียว เพื่อพัฒนาวัคซีนให้สำเร็จลุล่วงไปอย่างสมบูรณ์แบบเสียที
"ผู้คนคอยมาถามเราเรื่อย ๆ ว่า จะช่วยฉีดวัคซีนให้โคอาลามากขึ้นได้ไหม น่าเสียดายที่เราต้องตอบปฏิเสธ เพราะถ้ามัวแต่ทำเช่นนั้นจะกลายเป็นว่า เราใช้เวลาและแรงงานทั้งหมดไปโดยไม่ได้ทำสิ่งอื่นเลย" ดร.ทิมส์กล่าว
โรคร้ายที่เหมือนประหารชีวิตด้วยการสับเป็นพันชิ้น
แม้ผลการทดลองที่พิสูจน์ถึงประสิทธิภาพของวัคซีนหนองในเทียมในโคอาลา จะได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ออกสู่สายตาสาธารณชนนานกว่าสิบปีแล้ว แต่เหล่านักวิจัยก็ยังคงไม่มีกำหนดเวลาที่แน่ชัด ในการนำวัคซีนทั้งสองชนิดดังกล่าวมาใช้งานจริง เนื่องจากอุปสรรคใหญ่บางประการ
แม้กระบวนการผลิตวัคซีนจะไม่เสียค่าใช้จ่ายมาก แต่การออกไล่ล่าค้นหาและจับตัวโคอาลาในธรรมชาติมาฉีดวัคซีน ต้องใช้งบประมาณก้อนโตและต้องทุ่มเทเวลาให้อย่างมาก ซึ่งดร.ฟิลลิปส์บอกว่า ทางออกของปัญหานี้อาจอยู่ที่การกำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ โดยให้วัคซีนกับประชากรโคอาลาเพียงบางกลุ่ม แต่สามารถส่งผลต่อการเพิ่มจำนวนประชากรโคอาลาโดยรวม
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่ทราบว่าควรจะฉีดวัคซีนให้โคอาลากี่ตัวในแต่ละกลุ่มกันแน่ เพื่อให้บรรลุผลทางประชากรตามที่มุ่งหมาย นอกจากนี้ยังมีปัญหาในกรณีวัคซีนของ QUT ซึ่งจำเป็นต้องฉีดกระตุ้นเข็มที่สองด้วย ในขณะที่วัคซีนที่พัฒนาโดย UniSC สามารถฉีดเพียงเข็มเดียวได้
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทีมวิจัยของ QUT ได้พัฒนาอุปกรณ์ฝังในร่างกายที่คล้ายกับห่วงคุมกำเนิดของมนุษย์ เพื่อที่จะให้วัคซีนเข็มกระตุ้นกับโคอาลาที่ปล่อยเข้าป่าไปแล้วได้ เมื่ออุปกรณ์สลายตัวหลังการฉีดวัคซีนเข็มแรกผ่านไป 4 สัปดาห์
แต่ถึงกระนั้น การให้วัคซีนหนองในเทียมกับโคอาลา ยังคงมีปัญหาในเรื่องภาระค่าใช้จ่ายที่ปัจจุบันโรงพยาบาลสัตว์และทีมวิจัยต้องแบกรับไว้เอง แม้จะมีงบประมาณสนับสนุนมาจากรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลางของออสเตรเลียเป็นครั้งคราว โดยเมื่อปีที่แล้ว ทีมวิจัยทั้งสองทีมได้รับเงินสนับสนุนรายละ 750,000 ดอลลาร์ออสเตรเลียจากรัฐบาลกลาง แต่ก็ไม่เพียงพอและไม่แน่นอนว่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพราะสิ่งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองด้วยเช่นกัน

ที่มาของภาพ, Tiffanie Turnbull/BBC
อุปสรรคใหญ่อีกประการหนึ่ง ก็คือความล่าช้าในระบบบริหารงานของภาครัฐ ทำให้วัคซีนไม่อาจผ่านการอนุมัติออกมาใช้ได้ทันการณ์ แม้เวลาจะล่วงเลยไปแล้วเป็นสิบปีนับตั้งแต่การยื่นขออนุมัติครั้งแรก ทำให้คนในวงการอนุรักษ์หวั่นเกรงกันว่า จะไม่สามารถรักษาชีวิตของสัตว์โลกน่ารัก ที่คนทั่วไปพากันจดจำว่าเป็นสัตว์ประจำชาติของออสเตรเลียเอาไว้ได้











