เลือกตั้ง 2566 : แก่ จน เป็นหนี้ ชีวิตจริงกับความ (ไม่) หวังถึงรัฐบาลใหม่

ที่มาของภาพ, อานันท์ ชนมหาตระกูล / Thai News Pix
- Author, อานันท์ ชนมหาตระกูล เขียน / ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล เรียบเรียง
- Role, ทีมข่าวบีบีซีไทย
กวิตา วงศ์ยะเกษม ประกอบธุรกิจขนาดเล็กในกรุงเทพฯ เธอมีบ้านขนาด 2 ชั้น ที่เป็นโฮมออฟฟิศด้วย อยู่ชานกรุง เธอทำงานอย่างหนักเพื่อพยายามส่งเสียบุตรสาว 2 คน ให้ได้เรียนในโรงเรียนดี ๆ
บนโต๊ะทำงานตรงหน้าของเธอ คือ ใบเรียกเก็บเงินสำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมถึงหนี้สิน กระดาษกองพะเนินเหล่านี้ เป็นหลักฐานถึงหนี้สินที่นับวันจะเพิ่มพูน ปัจจุบัน เธอมีหนี้มากกว่า 8 ล้านบาท
“ตื่นขึ้นมาบางวันก็คิดว่า ไม่น่าเช้าเลย นอนอีกสักนิดได้ไหม ไม่อยากตื่นขึ้นมาเจอความจริง” กวิตา กล่าว ก่อนยอมรับว่า เธอไม่มีเงินเก็บเหลืออยู่อีกแล้ว
อีกมุมหนึ่งใน กทม. ในเพิงทำจากไม้ มีเพียงสังกะสีมุงหลังคา ในเขตจอมทอง หญิงชราวัย 65 ปี มีเพียงแสงเทียนส่องสว่างในยามมืดมิด และต้องประทังชีวิตด้วยรายได้เพียง 100 บาทต่อวัน
สุมาลี โสภานุมาศ มีอาชีพเก็บขยะ แต่ชีวิตบนถนนทำให้ประสบอุบัติเหตุถูกเฉี่ยวชนบ่อยครั้ง แม้จะเป็นกลุ่มด้อยโอกาส แต่เธอกลับเข้าไม่ถึงสวัสดิการที่รัฐบาลให้สัญญาไว้อย่างเต็มที่
“เราอยู่คนเดียว เวลาไม่สบายจะลำบากมาก เอาน้ำลูบปากตัวเอง เพราะกลืนน้ำลายไม่ได้ ต้องประคองตัวเองไปโรงพยาบาล และเคยโดนกระชากให้ออกจากโรงพยาบาล ห้ามไปเอายา ทั้ง ๆ ที่เรายอมที่จะจ่ายเงินเองด้วยซ้ำ ” สุมาลีเล่าให้ฟังด้วยความผิดหวังต่อบริการที่เธอได้รับ จากการใช้ประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตร 30 บาท รักษาทุกโรค
“ถ้าเราเลือกได้ก็อยากเกิดมาในชีวิตที่ดีกว่านี้นะ”

ที่มาของภาพ, อานันท์ ชนมหาตระกูล / Thai News Pix
และนี่คือมุมมองของหญิงผู้จมอยู่ในวังวนหนี้ และคนจนเมืองที่เข้าถึงสวัสดิการได้ไม่เต็มที่ ต่อการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 14 พ.ค. นี้ ซึ่งแม้สถานการณ์ชีวิตจะต่างกัน แต่ก็มองตรงกันว่าไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ชีวิตของพวกเธอจะไม่ดีขึ้นนัก
หนึ่งหญิง กับ 24 ชีวิตที่ต้องดูแล
เช่นเดียวกับ เจ้าของธุรกิจหลายราย บริษัทให้บริการเรือลากจูงเรือบรรทุกน้ำมันของกวิตา แทบไม่มีรายได้ในช่วงโควิดระบาด จากจำนวนเรือบรรทุกน้ำมันที่เข้ามาน้อยลงมาก ขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายกลับเท่าเดิม เพราะเธอพยายามรักษาพนักงานราว 20 ชีวิตของเธอไว้
นั่นหมายความว่า เธอต้องจ่ายเงินเดือน 20 ชีวิต แล้วต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่บ้าน ซึ่งมีด้วยกันอีก 4 ชีวิต ส่งผลให้เธอต้องกู้เงินนอกระบบ จนปัจจุบันเธอเป็นหนี้กว่า 8 ล้านบาท และตัวเลขนับวันมีแต่จะสูงขึ้น ไม่นานเธอก็จมสู่วงจรหนี้สิน ทุกเดือนเธอต้องดิ้นรนหาเงินหรือไม่ก็กู้เงินเพิ่มเพื่อมาชำระค่างวด
ผู้คนอีกหลายล้านคน เผชิญสถานการณ์ไม่ต่างจากกวิตา คือ จมอยู่ในวงจรหนี้สิน โดยสถานการณ์โควิด มีแต่จะซ้ำเติมให้หนี้สินยิ่งพอกพูน
ด้วยประชากรไทยราว 1 ใน 3 ล้วนมีหนี้สิน ปัญหานี้จึงถือเป็นหนึ่งในประเด็นหลักสำหรับการเลือกตั้งทั่วไป ที่จะมีขึ้นวันที่ 14 พ.ค. นี้

ที่มาของภาพ, Reuters
บรรดาพรรคการเมืองเล็กใหญ่ ให้คำมั่นสัญญาถึงการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ พักชำระหนี้ มอบเงินก้อน หรือไม่ก็สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อผ่อนภาระหนี้ของประชาชน โดยเฉพาะชนชั้นรากหญ้า
แต่ไม่ใช่ทุกคน รวมถึงกวิตาที่เชื่อว่า นโยบายสวยหรูเหล่านี้จะช่วยให้ชีวิตของเธอดีขึ้น
“เหมือนโปรยยาหอมให้เรา แต่จริง ๆ แล้ว มันช่วยอะไรไม่ได้หรอก” เธอระบุ ก่อนยกตัวอย่างโครงการคนละครึ่งของรัฐบาลภายใต้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำให้พ่อค้าแม่ค้า “ดีใจ” แต่พอผ่านไปไม่นาน ก็ถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบ
“มันไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย มันเหมือนวางแผนมาหลอกฆ่าประชาชนอีกทีหนึ่ง”

ที่มาของภาพ, Reuters
อาจิน จุ้งลก ประธานมูลนิธิ “สุภา วงค์เสนา” เพื่อการปฏิรูปสิทธิลูกหนี้ ยอมรับว่า รูปแบบการเข้าสู่วงจรหนี้ของคนไทย แทบจะคล้ายกันทุกราย
นั่นคือ “คนไทยยังด้อยมากในเรื่องความฉลาดรู้ด้านการเงิน ในขณะที่เราเซ็นต์สัญญาเงินกู้ เราประมาทมาก ไม่ได้อ่าน และเราก็ไม่รู้ขั้นตอนกฎหมาย ทางแพ่งมีอะไรบ้าง”
หนึ่งหญิง ที่มีเพียงตุ๊กตาเป็นที่พึ่งทางใจ
“เราไม่เคยยกมือไหว้ขอเงินใคร เราสร้างบ้านด้วยมือของตัวเอง มุงหลังคาเอง เราทำคนเดียว รู้มั้ยว่าผู้หญิงอายุ 60 กว่าอยู่คนเดียวมันหนักแค่ไหน” สุมาลี กล่าวกับทีมข่าว จากเพิงหลังเล็กหลังวัดราชโอรส เขตจอมทอง
เธอเป็นหนึ่งในคนจนเมืองจำนวนไม่น้อย ที่กระจัดกระจายอยู่ในกรุงเทพฯ เลี้ยงชีพแบบหาเช้ากินค่ำ มีรายได้จากการเก็บขยะเพียงวันละ 100 บาท
“เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่เราได้มามันก็ไม่พอหรอก ในฐานะเเบบเรามันไม่พอ ต้องออกมาทำงานเก็บขวดขายทุกวัน เพราะว่าเราไม่มีอาชีพอื่นให้ทำแล้ว เราสู้นะ เราทำงานตั้งแต่จำความได้ แต่ก่อนเราทำตั้งแต่ผสมปูน ดายหญ้า ล้างส้วม อ๊อกเหล็กก็ทำมาแล้ว” เธอพูดถึงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับรายได้ต่อวัน หมายความว่า เธอมีรายรับเพียง 3,600 บาท เพื่อยังชีพ

ที่มาของภาพ, อานันท์ ชนมหาตระกูล / Thai News Pix

ที่มาของภาพ, อานันท์ ชนมหาตระกูล / Thai News Pix
เมื่อเข้าสู่กลางคืน แม้อาคารบ้านเรือนโดยรอบจะสว่างไสวด้วยแสงจากหลอดไฟ แต่เพิงหลังน้อยในเมืองใหญ่ของสุมาลี ยังคงใช้เทียนเพื่อให้แสงสว่างในช่วงกลางคืนเพราะที่บ้านไม่มีไฟฟ้าใช้ “เราอยู่อย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก จุดเทียนไว้ใช้แทนหลอดไฟ”
“เคยเล่าความลำบากของเราให้ ส.ส. ท่านนึงฟัง เขาก็ไม่เชื่อว่าเรายากจน อาศัยอยู่คนเดียว คิดว่าเราโกหก ไม่น่าเชื่อถือ เราแค่อยากให้เขารับรู้ว่าเราทุกข์แค่ไหน”
อย่าง “บัตรคนจน” ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้มีรายได้น้อย ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี แต่เธอกลับไม่ได้รับสิทธินั้นเพราะติดปัญหาในขั้นตอนการลงทะเบียน “บัตรคนจนเราก็ไม่ได้ มันเป็นสิทธิ์ที่เราควรจะได้ บางบ้านที่เขามีบ้าน มีรถ เขายังได้ก่อนเราเลย”

ที่มาของภาพ, อานันท์ ชนมหาตระกูล / Thai News Pix

ที่มาของภาพ, อานันท์ ชนมหาตระกูล / Thai News Pix
สุมาลีเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 28 (แขวงบางขุนเทียน) เธออยากจะไปเลือกตั้ง และหวังว่าการเลือกครั้งนี้จะทำให้ได้ผู้บริหารประเทศคนใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคนอย่างเธอบ้าง
ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาในชีวิตของสุมาลี เธอในวัย 65 ปี ได้เลือกที่พึ่งทางจิตใจ คือ 'ตุ๊กตา' ซึ่งสุมาลีเก็บไว้ในบ้านของเธอเป็นจำนวนมาก เธอได้รับมาระหว่างการทำงานเก็บขยะตามบ้านและชุมชนต่าง ๆ
“เรามีตุ๊กตาคอยอยู่เป็นเพื่อน พวกมันไม่เคยทำร้ายเรา ไม่เหมือนคนซึ่งทำร้ายจิตใจเวลาอยู่ด้วยกัน”

ที่มาของภาพ, อานันท์ ชนมหาตระกูล / Thai News Pix
ย้อนกลับไปที่กวิตา วิธีผ่อนคลายความทุกข์ในใจของเธอ มีเพียงได้เอนกายลงนอน และพุ่งสมาธิไปที่โทรศัพท์มือถือตรงหน้า
“มีเรื่องเครียดมาก ๆ ก็จะไม่บอกใคร ก็จะไปอยู่ในห้อง แล้วก็จะนอนเล่นโทรศัพท์” เมื่อพูดประโยคนี้ น้ำตาของกวิตา ริ่มรินไหล
“บางคนก็จะคิดว่า สบายนี่ นอนเล่นโทรศัพท์ แต่มันไม่ใช่ มันต้องเข้าไปข่มความรู้สึก” เธอกล่าว ก่อนใช้มือปาดน้ำตา











