ค่าแรง 600 บาท : ค่าแรงขั้นต่ำประเทศไทย โตทันเศรษฐกิจแค่ไหน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ทันทีที่พรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดตัว 10 นโยบายพลิกฟื้นประเทศ ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำต้อง 600 บาทภายในปี 2570 และจบปริญญาตรีได้เงินเดือนเริ่มต้น 25,000 บาท พลพรรครัฐมนตรีรัฐบาล "ประยุทธ์" และกลุ่มนายจ้าง ต่างประสานเสียงคัดค้าน
ภายหลังการเปิดตัวนโยบายนี้เพียงหนึ่งวัน น.ส. แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ต้องออกมาขยายความอีกครั้งว่า การขึ้นค่าแรง 600 บาท จะเป็นการขึ้นไปพร้อม ๆ กับเศรษฐกิจภาพรวมทั้งประเทศที่จะเติบโตพร้อมกันทั้งระบบ ทั้งนายจ้าง และลูกจ้างจะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
"เราไม่ได้บอกว่าเราจะเอางบประมาณมาใช้ ไม่ใช่เรื่องของงบประมาณ อันนี้เป็นเรื่องของเศรษฐกิจภาพรวม ที่เราจะทำให้เศรษฐกิจทั้งประเทศดีขึ้น" น.ส. แพทองธาร กล่าว พร้อมย้ำถึงการประกาศว่า เพื่อไทยตั้งเป้าจะทำให้เศรษฐกิจโตเฉลี่ยปีละ 5%
เมื่อพิจารณาประเด็นค่าแรงขั้นต่ำของไทยแล้ว ประเทศไทยไม่ได้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทุกปี และมีการขึ้นค่าแรงตั้งแต่หลักหน่วยไปจนถึงหลักสิบ โดยในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา มีการขึ้นค่าแรงแบบก้าวกระโดดสูงสุดในยุคของรัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ขึ้นจาก 215 บาท ต่อวัน ไปเป็น 300 บาทต่อวัน
ส่วนการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำล่าสุดในปี 2565 ก็เป็นการขึ้นค่าแรงในรอบ 2 ปีนับจากปี 2563 โดยปรับขึ้น 5.02% เป็น 328-354 บาท
ท่ามกลางเสียงค้าน และการต้องออกโรงชี้แจงของหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย คำถามที่น่าสนใจคือ ค่าแรงขั้นต่ำในปัจจุบันของไทยนั้น เหมาะสมแค่ไหน และฝ่ายวิชาการคิดกันอย่างไร กับความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นเป็น 600 บาท
101 PUB ชี้ ค่าจ้างขั้นต่ำไทยไม่เคยไล่ทันสภาพเศรษฐกิจจริง
ค่าแรงขั้นต่ำ กำหนดโดยคณะกรรมการค่าจ้าง ที่ประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายรัฐ นายจ้าง และลูกจ้างฝ่ายละ 5 คน โดยมีตัวแทนฝ่ายรัฐคือปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน
การคิดค่าจ้างขั้นต่ำ ดูจากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อเป็นหลัก โดยอาจพิจารณาเพิ่มเติมด้วยอัตราสมทบของแรงงานต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และอัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงานเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี
ในภาพรวมแล้ว ศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง (101 Public Policy Think Tank-101 PUB)อธิบายว่า การคิดค่าแรงเช่นนี้ เป็นการใช้ฐานคิดว่า "ควรเพิ่มเท่าไหร่" ไม่ใช่ "ควรเป็นเท่าไหร่"
การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2565 เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงของการปรับตามสภาวะทางเศรษฐกิจ ทั้งอัตราการเจริญเติบโต อัตราเงินเฟ้อ สอดคล้องกับการขึ้นค่าจ้าง 2.5–6.6% ทั้งประเทศ โดยพื้นที่เศรษฐกิจเพิ่มมากกว่าพื้นที่อื่น
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของ ศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง ชี้ว่า ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา แม้ค่าจ้างขั้นต่ำไทยเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มช้ากว่าค่าจ้างแรงงานเฉลี่ย (Average Wage) รายได้เฉลี่ยต่อหัว (GDP per Capita) ผลิตภาพแรงงานนอกภาคเกษตร และดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคกลุ่มรายได้น้อย ยกเว้นช่วงปรับฐานค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน ในช่วงปี 2555-2556

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ข้อมูลจากปี 2556 จนถึงปี 2565 ;
- ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ย (Average Wage) เพิ่มขึ้น 108 บาท/วัน กลายเป็น 587 บาท/วัน
- รายได้เฉลี่ยต่อหัวเพิ่มขึ้น 151 บาท/วัน เป็น 757 บาท/วัน
- ผลิตภาพแรงงานนอกภาคเกษตรโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 19 บาท/วัน เป็น 774 บาท/วัน
แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน ค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้น 28-54 บาท/วัน เป็น 328-354 บาท/วัน
ผลการคำนวณค่าสหสัมพันธ์ของค่าจ้างขั้นต่ำกับตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจแต่ละตัว ชี้ด้วยว่า "เมื่อคิดค่าจ้างขั้นต่ำเป็นมูลค่าที่แท้จริง ด้วยการขจัดผลของอัตราเงินเฟ้อออก ก็ยิ่งเห็นได้ชัดเจนว่าค่าจ้างขั้นต่ำของไทยไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยในช่วงทศวรรษหลัง แม้ว่าเศรษฐกิจที่คิดเป็นมูลค่าที่แท้จริงจะเติบโตเฉลี่ย 2.8% ต่อปี"
"ไม่นับปี 2020 ที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ดังนั้น แนวทางการกำหนดค่าจ้างปัจจุบันจึงไม่ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของแรงงานให้ดีขึ้น"
ค่าจ้างขั้นต่ำเติบโตเท่าต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือไม่อย่างไร ความเห็นอีกด้านจาก ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) วิเคราะห์กับบีบีซีไทยว่า หากเทียบการเติบโตทางเศรษฐกิจระหว่างปี 2544-2564 หรือในช่วง 20 ปี เติบโตราว 3.6% ต่อปี ในขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มในช่วงเดียวกัน 3.4% ต่อปี ดังนั้น ค่าแรงขั้นต่ำขึ้นน้อยกว่า แต่ไม่ได้มากเท่าที่มีการวิเคราะห์จากนักวิชาการบางส่วน
นักวิชาการอาวุโสทีดีอาร์ไอ มองว่า หากเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นย้อนหลังไป อาจจะได้ได้ค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ยังห่างจากอัตราวันละ 600 บาท พอสมควร
นอกจากนี้ การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเท่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ต้องคำนึงถึงธุรกิจรายเล็กที่รายได้เพิ่มไม่เยอะเท่าการเติบโตของจีดีพีด้วยที่อาจขึ้นค่าแรงตามไม่ไหว
ที่มาของค่าแรง 600 บาท ธุรกิจแบบไหนจะรอดหรือร่วง
แล้วตัวเลข 600 บาทมาจากไหน ดร.นณริฏ อธิบายกับบีบีซีไทยว่า ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท น่าจะใช้หลักคิดของ "ค่าจ้างเพื่อชีวิต"
หลักคิดดังกล่าว สะท้อนค่าจ้างสำหรับแรงงานที่เพียงพอในการดูแลครอบครัว คือรวมคู่สมรส และบุตรธิดาอีก 1-2 คน ซึ่ง "จัดว่าเป็นเป้าหมายในอุดมการณ์ของรัฐสวัสดิการที่ใส่ใจชีวิตของแรงงานที่ดี"
อย่างไรก็ตาม ดร.นณริฏ มองว่า หากดำเนินการในกรอบ 5 ปี ตามที่พรรคการเมืองเสนอ ต้องระวังว่า โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศจะรองรับได้แค่ไหน เพราะการขึ้นค่าแรงใน 5 ปี แปลว่า ค่าแรงต้องเพิ่มที่ 12.7% ต่อปี ในขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจากโควิด-19 อย่างมากน่าจะโตเฉลี่ยราวๆ 3.7% ต่อปี
"คิดง่าย ๆ ว่ารายได้ของธุรกิจโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3.7% ต่อปี แต่ค่าแรงเพิ่ม 12.7% ทำให้ธุรกิจน่าจะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก"
ดร.นณริฏ ชี้ว่า ถ้าธุรกิจขึ้นค่าแรงไหว ผลที่ตามมา คือ ธุรกิจจะผลักราคาไปให้ผู้บริโภค ทำให้ราคาของแพงมากขึ้น เกิดเป็นปัญหาเงินเฟ้อ ราคาข้าวของแพง ถ้าธุรกิจขึ้นค่าแรงไม่ไหว ก็ต้องปิดกิจการ เลิกจ้างงาน คนก็จะตกงาน หรือต้องยอมทำงานที่ได้ค่าจ้างต่ำลง ไม่ได้ 600 บาทเพื่อให้ได้งาน

ที่มาของภาพ, Getty Images
นักวิชาการอาวุโสทีดีอาร์ไอ ชี้ว่า สำหรับกรณีประเทศไทย มีทั้งธุรกิจที่อาจสู้การขึ้นค่าแรงในอัตรานี้ได้ และธุรกิจที่ "ไม่ไหว"
"กรณีของไทยคงเป็นแบบกลาง ๆ ธุรกิจที่ไหว คือธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งจ่ายค่าแรงสูงไหว รวมทั้งธุรกิจพวกแนวเศรษฐกิจโมเดิร์นตอบโจทย์วัฒนธรรมบริโภคนิยม เช่น ร้านอาหารแฟรนไชส์ ส่วนนี้แรงงานน่าจะได้ประโยชน์ดี"
"แต่ธุรกิจที่ไม่ไหวซึ่งน่าจะมีเยอะมาก เช่น กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) กลุ่มธุรกิจส่งออกที่เน้นแข่งขันที่ค่าแรง น่าจะล้มหายตายจากไปเยอะมาก เพราะผลกระทบจากโควิดยังไม่หายมาเจอต้นทุนค่าแรงที่พุ่งสูงขึ้นอีก"
โดยสรุปแล้ว นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ ชี้ว่า ถ้าจะเอาตัวรอดได้ก็ต้องเติบโตให้เร็วกว่าค่าจ้างโต หรือ คิดเป็นส่วนเพิ่ม คือ ต้นทุนการเติบโตของค่าแรง 12.7% ลบอัตราเจริญเติบโตเฉลี่ย 3.7% หรือต้องโต 9.0% ต่อปี
ควรขึ้นค่าแรงอาชีพในเศรษฐกิจสมัยใหม่ กับแรงงานมีทักษะ
ดร.นณริฏ เสนอวิธีทางนโยบายที่เป็นไปได้ว่า ค่าแรงควรขึ้นสำหรับแรงงานในกลุ่มเศรษฐกิจโมเดิร์น กลุ่มที่ตอบสนองต่อวัฒนธรรมบริโภคนิยมอาจจะรวมถึงบริการที่ผูกกับภาคท่องเที่ยว เช่น สปา คนขับรถ พนักงานโรงแรมกลุ่มนี้ควรได้ค่าจ้างที่สูงขึ้นโดยได้แบ่งผลตอบแทนจากผลกำไรของธุรกิจให้มากขึ้น
นอกจากนี้ ค่าแรงที่เพิ่มควรจะมาพร้อมทักษะ เช่น แรงงานในภาคบริการต้องพัฒนาทักษะ เช่น งานด้าน hospitality ส่วน แรงงานอุตสาหกรรมต้องมีทักษะวิชาชีพเฉพาะที่ตอบสนองต่อธุรกิจ อาจจะพ่วงกับการฝึกอบรมทักษะที่ธุรกิจต้องการ ไม่ใช่ให้ทุกคน แต่ให้ทุกคนที่เลือกที่จะพัฒนาศักยภาพตนเอง
"ผมคิดว่าโดยรวมแล้ว การตั้งเป้าหมายให้ค่าจ้างที่สูง เช่น 600 บาท ซึ่งพอเพียงต่อการดูแลครอบครัวเป็นสิ่งที่ไม่ผิด แต่ต้องคิดต่อด้วยว่าคุณค่าของตัวเองดีพอไหมที่จะได้รับค่าจ้างดังกล่าว หากแรงงานสามารถเพิ่มความสามารถของตัวเองได้ดีพอ ธุรกิจจะยินดีจ่ายค่าจ้างสูง ๆ ให้อยู่ดี"

ที่มาของภาพ, Getty Images
เสียงคัดค้าน
ย้อนไปดูปฏิกิริยาของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในวันที่ พท. เปิดนโยบายว่า "ต้องไปดูว่าทำได้จริงหรือเปล่า" พร้อมบอกว่า "ต้องฟังผู้ประกอบการด้วย"
เช่นเดียวกับนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า พรรคเพื่อไทยหากจะหาเสียงอะไร ควรคำนึงถึงหายนะทางเศรษฐกิจด้วย อย่าหาเสียงเพราะ "นึกสนุก"
"สิ่งที่พูดออกมาเหมือนการโยนระเบิดเวลาให้เจ้าของกิจการ การหาเสียงแบบนี้เป็นการโยนภาระให้ภาคเอกชน แต่ตัวเองได้คะแนนเสียง เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง และยังกระทบนักลงทุนต่างประเทศ..." รมว. แรงงานกล่าว
ขณะเดียวกัน นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุเมื่อ 7 ธ.ค. ว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอาจทำให้ธุรกิจขนาดกลางถึงเล็ก (SMEs) หยุดหรือยกเลิกกิจการ เพราะแบกรับต้นทุนไม่ไหว และรายใหญ่อาจมีการทบทวนแผนการจ้างงาน
ขณะเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นการทยอยขึ้นก็จะทำให้ต้นทุนภาคธุรกิจปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 70% ทำให้ภาคธุรกิจอาจปรับตัวไม่ทัน











