เศรษฐายืนยันดิจิทัลวอลเล็ต “ไปต่อ” ส่วนเลขาฯ กฤษฎีกาบอกไม่มีคำว่า “ไฟเขียว”

เศรษฐา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, เมื่อถูกถามว่าความเห็นกฤษฎีกาไม่ทำให้หนักใจใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า ทุก ๆ เรื่องมีความหนักใจหมด เพราะเรื่องความถูกต้อง ครบถ้วน ฟังความเห็นทุกฝ่าย

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีการะบุไม่ได้ “ไฟเขียว” และไม่ได้ชี้ชัดว่ารัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ควรทำหรือไม่ทำอะไร ด้านนายกรัฐมนตรียืนยันโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต “ไปต่อ” และ “ยึดไทมไลน์เดิม”

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ (9 ม.ค.) ยังไม่ได้พิจารณาความคืบหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ภายหลังกระทรวงการคลังได้รับหนังสือตอบกลับจากคณะกรรมการกฤษฎีกา เกี่ยวกับการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อแจกเงินดิจิทัลให้แก่ประชาชน

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า จะเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ก่อน ทว่าเขายังไม่ได้ระบุถึงวัน-เวลาที่แน่ชัด

“ท่านไม่ได้บอกว่าทำไม่ได้หรือทำได้ เป็นเรื่องของดุลพินิจ และเป็นเรื่องที่ต้องฟังความคิดเห็น ถึงบอกว่าต้องมีการประชุมคณะกรรมการ“ นายเศรษฐาตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ถามว่า กฤษฎีกาให้ความชัดเจนหรือไม่ว่าให้ทำหรือไม่ให้ทำโครงการนี้

นายกฯ ควบ รมว.คลัง กล่าวว่า “นัยสำคัญของกฤษฎีกาคือต้องฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย” จึงต้องประชุมคณะกรรมการดิจิทัลฯ เพราะมีหลายฝ่ายร่วมอยู่ ทั้งเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญ โดยจะให้ความสำคัญทุกเสียง

อย่างไรก็ตาม 3 คำสำคัญที่นายเศรษฐายืนยันในระหว่างตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนคือ

  • ยืนยันว่าโครงการนี้ “ไปต่อได้แน่นอนครับ ชัดเจนครับ”
  • “ยังยืนยันตามไทม์ไลน์เดิม”
  • "ยันยันว่าถ้าเกิดออก (กฎหมายกู้เงิน) ออกเป็น พ.ร.บ. ครับ"
นายกฯ

ที่มาของภาพ, Thai New Pix

คำบรรยายภาพ, เศรษฐา ทวีสิน เปิดแถลงข่าวเมื่อ 10 พ.ย. 2566 โดยมีเลขาธิการ สศช., ผอ.สำนักงบประมาณ, ปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมเป็นสักขีพยาน

รัฐบาลนายเศรษฐาแถลงข่าวตั้งแต่ 10 พ.ย. 2566 ว่าเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 500,000 ล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อแจกเป็นเงินดิจิทัล 10,000 บาท ให้แก่คนไทยที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป รวม 50 ล้านคน เริ่มเดือน พ.ค. 2567 โดยหลังจากนั้นได้ทำหนังสือหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าสามารถออกกฎหมายกู้เงินได้หรือไม่

ต่อมาคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฏีกาคณะที่ 12 ที่มีนายพนัส สิมะเสถียร อดีต รมว.คลัง ตอบข้อหารือจากกระทรวงการคลัง

คำถามของรัฐบาลคืออะไร

แม้มีเสียงเรียกร้องจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้รัฐบาลเปิดเผยคำถามที่ส่งไปถามคณะกรรมการกฤษฎีกา ทว่ายังไม่มีการระบุชัด ๆ จากคนในรัฐบาล

นายเศรษฐาบอกเพียงว่า “เมื่อถึงเวลาสมควรก็จะเปิดเผย”

สิ่งที่สังคมทราบจากปากคำของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2566 คือคำถามที่ส่งไป “เป็นการสอบถามเฉพาะเรื่องกฎหมาย และถามเพียง 1 ข้อเท่านั้น”

กฤษฎีกาตั้งข้อสังเกตไว้อย่างไร

สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานตรงกัน โดยใช้คำว่า กรรมการกฤษฎีกา “ไฟเขียว” ให้รัฐบาลนายเศรษฐกู้เงินมาทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ตได้ โดยอ้างอิงจากคำให้สัมภาษณ์ของนายจุลพันธ์เมื่อ 8 ม.ค. ถึงการตีความของกฤษฎีกาว่า “อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่ที่ทำได้” และ “กรอบเวลาของโครงการเป็นไปตามกรอบเดิมในเดือน พ.ค. ณ ขณะนี้ยังไม่มีเหตุให้เลื่อน”

รมช.คลังกล่าวว่า กฤษฎีกามีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะให้ยึดตามมาตรา 53 และ 57 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 สรุปสาระสำคัญได้ 2 ข้อคือ

  • ความคุ้มค่าของโครงการ เพราะต้องมีการประเมินผลได้ทั้งก่อนและหลังทำโครงการ
  • กลไกที่จะเป็นไปตามข้อกฎหมาย ตามมาตรา 53 คือ เรื่องนี้เป็นวิกฤติหรือไม่
เอกสารประกอบการแถลงข่าวของนายกฯ เมื่อ 10 พ.ย.

ที่มาของภาพ, สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, เอกสารประกอบการแถลงข่าวของนายกฯ เมื่อ 10 พ.ย. 2566

สำหรับเงื่อนไขสำคัญในการออกกฎหมายกู้เงิน ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง มาตรา 53 ต้องเร่งด่วน ต่อเนื่อง แก้ปัญหาวิกฤตของประเทศ และตั้งงบรายจ่ายประจำปีไม่ทัน

มาตรา 53 ระบุว่า การกู้เงินของรัฐบาลนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ ให้กระทรวงการคลังกระทําได้ก็แต่โดยอาศัยอํานาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเป็นการเฉพาะ และเฉพาะกรณีที่มีความจําเป็นที่จะต้องดําเนินการโดยเร่งด่วนและอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ โดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปีได้ทัน

กฎหมายที่ตราขึ้นตามวรรคหนึ่ง ต้องระบุวัตถุประสงค์ของการกู้เงิน ระยะเวลาในการกู้เงิน แผนงานหรือโครงการที่ใช้จ่ายเงินกู้ วงเงินที่อนุญาตให้ใช้จ่ายเงินกู้ และหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการดําเนินแผนงานหรือโครงการที่ใช้จ่ายเงินกู้นั้น

เงินที่ได้รับจากการกู้เงินตามวรรคหนึ่ง ให้กระทรวงการคลังเก็บรักษาไว้เพื่อให้หน่วยงานของรัฐเบิกไปใช้จ่ายตามแผนงานหรือโครงการที่กฎหมายกำหนดโดยไม่ต้องนำส่งคลัง เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

นอกจากข้อสังเกต คณะกรรมการกฤษฎีกายังมีข้อเสนอแนะให้รับฟังความคิดเห็นให้รอบด้าน ซึ่งนายจุลพันธ์บอกว่า จะเชิญประชุมขับเคลื่อนนโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท และคงต้องรบกวนเลขาธิการกฤษฎีกา ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการ ให้นำเสนอต่อที่ประชุมเพื่อให้ทุกคนทราบถึงคำตอบของคณะกรรมการกฤษฎีกา และสรุปให้ที่ประชุมฟังด้วยว่าในความเห็นนั้น ๆ มีความหมายอย่างไร และควรดำเนินการอะไรต่อ

คำตอบของกฤษฎีกา “ไม่มีคำว่าไฟเขียว”

ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องลับ อาจต้องนำไปให้กระทรวงการคลังเป็นคนชี้แจงในรายละเอียด แต่ว่าไม่มีคำว่าไฟเขียว

“ผมเข้าใจว่า รัฐมนตรีช่วยไม่ได้ใช้คำว่า ‘ไฟเขียว’ นะ เพราะผมเองก็ไม่ใช่ตำรวจจราจร แต่ถ้าเป็นไปตามเงื่อนไขก็ทำได้ ไม่เป็นปัญหาอะไร ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในเชิงประจักษ์ว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือเปล่า” นายปกรณ์กล่าว

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกากล่าวว่า กฤษฎีกา “ตอบเป็นข้อกฎหมายอย่างเดียวเลย” และ “เป็นการอธิบายถึงมาตรา 53” ว่าเงื่อนไขที่กำหนดไว้มีอะไรบ้าง ในนั้นจะบอกว่าเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ต้องแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขวิกฤติของประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาดูว่ามันเข้าเงื่อนไขนั้นหรือไม่ ในฐานะนักกฎหมายคงจะตอบได้เพียงเท่านั้น

  • หากถามว่าออกเป็นกฎหมายได้หรือไม่นั้น มาตรา 53 ก็บอกแล้วว่าให้ออกเป็นกฎหมายได้
  • ส่วนจะเป็น พ.ร.บ. หรือพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ก็แล้วแต่ เพราะออกเป็นกฎหมายเหมือนกัน

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ไม่ได้ชี้ว่ารัฐบาลควรจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรใช่หรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า “ผมเป็นนักกฎหมาย ผมชี้ไม่ได้ เพราะเรื่องนี้ต้องอาศัยตัวเลขที่เป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์”

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาบอกว่า ความเห็นของกฤษฎีกาสามารถใช้อ้างอิงได้ เพราะยืนตามมาตรา 53 มาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 9 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ตอบอย่างนั้นเป๊ะ

“ถ้าทำตามผม ปลอดภัยแน่นอนครับ” เขากล่าว

ส่วนที่รัฐบาลอ้างว่าอยู่ในช่วงวิกฤต แต่กลับออกเป็น พ.ร.บ. ถือว่าย้อนแย้งหรือไม่นั้น นายปกรณ์กล่าวว่า ไม่เป็นอะไรเลย พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง เพียงแต่บอกว่าให้กู้ได้โดยตราเป็นกฎหมาย เดิมที่ผ่านมาเป็น พ.ร.ก. ก็เป็นเหตุผลหนึ่ง แต่เป็น พ.ร.บ. ถามว่าทำได้หรือไม่ ก็ทำได้ 3 วาระรวดก็เคยมีมาแล้ว ซึ่งมันไม่ได้ยากอะไร

เมื่อถามว่า ระหว่างออกเป็น พ.ร.บ. หรือ พ.ร.ก. แบบไหนจะมีความเสี่ยงน้อยกว่ากัน นายปกรณ์ตอบว่า ถ้าเรียกว่าปลอดภัยก็ปลอดภัยทั้งคู่ ถ้าถูกเงื่อนไขมันก็ปลอดภัยหมด แค่นั้นเอง

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีคำถามเพิ่มเติมจาก ครม. หรือไม่ว่าวิกฤตหรือไม่วิกฤต นายปกรณ์กล่าวว่า ไม่มีคำถามนี้ แค่ถามว่าออกเป็น พ.ร.บ. ได้หรือไม่ แค่นั้นเอง