ฝันร้าย 10 เรื่อง ที่มนุษย์เห็นยามนิทราบ่อยที่สุด

ที่มาของภาพ, Getty Images
การนอนหลับสนิทและตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นแจ่มใส ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยากในยุคสมัยนี้ เพราะคนส่วนใหญ่มักถูกรุมเร้าด้วยภารกิจและความเครียดในชีวิตประจำวัน จนไม่สามารถจะนอนหลับฝันดีได้ทุกคืนอย่างใจปรารถนา
แต่คุณทราบหรือไม่ว่า ฝันร้ายที่ชวนขนหัวลุก รวมทั้งการฝันเรื่องแย่ ๆ ที่ทำให้เราโมโหโกรธาหรือเศร้าเสียใจสุดขีด จนต้องร้องไห้โฮออกมาตอนตื่นขึ้น ล้วนมีความหมายในทางจิตวิทยาแอบแฝงอยู่ทั้งสิ้น
ดร.มิชาเอล ชเรดิล หัวหน้าห้องปฏิบัติการที่ศึกษาวิทยาศาสตร์ของการนอนหลับ ประจำสถาบันสุขภาพจิตกลางของเยอรมนี บอกกับเว็บไซต์ Business Insider ว่า ฝันร้ายส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่คนผู้นั้นได้ประสบในชีวิตจริงตอนตื่นนอน ซึ่งคนทั่วโลกมักจะฝันถึงสิ่งเหล่านี้เหมือน ๆ กัน
ในงานวิจัยที่ดร.ชเรดิลและคณะได้ทำไว้ โดยลงตีพิมพ์ในวารสาร “การแพทย์ระดับคลินิกด้านการนอน” (JCSM) เมื่อปี 2018 ระบุว่าฝันร้ายนั้นคือวิธีที่สมองจัดการกับอารมณ์และความคิดที่ติดค้างอยู่ในใจ โดยแสดงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกออกมาเป็นภาพและเรื่องราวให้เราได้เห็นในยามค่ำคืน ซึ่งหากเราทราบถึงความหมายที่แฝงอยู่ในความฝันเหล่านี้ ก็จะช่วยให้เราสามารถบริหารจัดการอารมณ์ความรู้สึกของตนเองและมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น
จากการสัมภาษณ์อาสาสมัคร 1,200 คน โดยให้เล่าถึงประสบการณ์เลวร้ายที่พวกเขาเพิ่งจะฝันเห็นเป็นเรื่องล่าสุด ทำให้ทีมผู้วิจัยสามารถรวบรวมข้อมูลมาจำแนกเป็นฝันร้าย 10 ประเภท ที่มนุษย์มักฝันเห็นกันบ่อยที่สุดได้ดังนี้
อันดับ 10: สัตว์น่าขยะแขยงบุกบ้าน
หลายคนอาจเคยฝันเห็นฝูงมด หนอน แมลงชนิดต่าง ๆ รวมทั้งหนูท่อที่น่าขยะแขยง พากันยกพวกเข้ามาในบ้านหรือขึ้นมาไต่ตอมตามตัวคุณเอง จนต้องปัดป้องหรือวิ่งหนีกันวุ่นวาย
ความหมายที่แฝงอยู่ในความฝันนี้ มีทั้งนัยยะโดยตรงและโดยอ้อม ในทางหนึ่งอาจหมายถึงความวิตกกังวลเรื่องสุขอนามัยและความสะอาดภายในบ้านของคุณจริง ๆ แต่ในอีกทางหนึ่ง อาจหมายถึงความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยในเรื่องต่าง ๆ อันเนื่องมาจากที่อยู่อาศัยเป็นเหตุ
อันดับ 9: ภูตผีปีศาจหลอกหลอน
แทบทุกคนน่าจะเคยฝันเห็นสิ่งลึกลับน่ากลัว หรือฝันไปว่าผีหลอกวิญญาณหลอน ซึ่งสิ่งนี้อาจหมายถึงความกลัวในจิตใจ ที่ผู้นั้นมีต่อบุคคลซึ่งเคยล่วงละเมิดหรือทำร้ายกันมาก่อน รวมทั้งสะท้อนถึงความหวาดระแวงว่า บุคคลอันตรายดังกล่าวได้เข้ามาอยู่ในบริเวณใกล้เคียงด้วย
อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่สามารถฝันเห็นภูตผีปีศาจ โดยไม่ต้องมีปมความหวาดกลัวในจิตใจดังข้างต้น เพราะผู้ที่ร่างกายเป็นอัมพาตขณะหลับ (sleep paralysis) ซึ่งเกิดจากการสื่อสารที่ผิดพลาด ระหว่างสมองส่วนที่ควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ให้อยู่นิ่งกับสมองส่วนที่ควบคุมการนอนหลับ จะฝันเห็นสิ่งที่เรียกกันว่า “ผีอำ” ได้บ่อยครั้ง
การที่เราถูกผีอำ จนมองเห็นเงาหรือร่างที่น่าหวาดกลัวของอมนุษย์นั้น เป็นเพราะเราได้รับการปลูกฝังทางวัฒนธรรมมาตั้งแต่เด็กเกี่ยวกับความเชื่อในสิ่งเร้นลับดังกล่าว จนทำให้สมองตีความเป็นภาพผีที่เราคุ้นเคยจากภาพยนตร์หรือสื่ออื่น ๆ ในยามที่ตื่นขึ้นกลางคันระหว่างการนอนหลับช่วง rapid eye movement (REM) ซึ่งมนุษย์มักจะฝันในช่วงเวลานี้
อันดับ 8: ประสบหายนะภัย
หากฝันว่าอยู่ท่ามกลางเหตุเพลิงไหม้ น้ำท่วมฉับพลัน หรือถูกโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์ อาจเป็นไปได้ว่าตัวคุณเองเพิ่งประสบกับหายนะภัยอย่างใดอย่างหนึ่งมาจริง ๆ และยังตื่นตระหนกตกใจไม่หาย ซึ่งเหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้ทำให้สมองพยายามจัดการกับบาดแผลทางใจในรูปของความฝัน
แต่สำหรับคนที่ไม่ได้เผชิญกับเหตุร้ายใด ๆ มาก่อน เป็นไปได้ว่าคุณมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอนาคต รวมทั้งคาดการณ์ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในแง่ลบ

ที่มาของภาพ, Getty Images
อันดับ 7: ว้าวุ่นใจ-วิตกกังวลโดยไร้สาเหตุ
หลายคนไม่ได้ฝันเห็นสิ่งใดหรือเหตุการณ์ใดอย่างแน่ชัด แต่รู้สึกได้ว่าตนเองมีความเครียดหรือคิดว้าวุ่นใจถึงบางสิ่งบางอย่างที่บอกไม่ถูก ในขณะที่กำลังหลับฝันอยู่ บ้างก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ก็ไม่ทราบว่าสิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจนั้นคืออะไรกันแน่ ซึ่งความฝันแบบนี้อาจสะท้อนถึงความกลัวต่อสิ่งที่เรายังไม่รู้จักหรือไม่อาจคาดเดาได้
อันดับ 6: มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง
หลายคนต้องตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยอาการหัวใจเต้นรัว หายใจหอบถี่ เหงื่อแตกเต็มตัว เพราะฝันว่ามีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง โดยต่อปากต่อคำกับคู่กรณีอย่างดุเดือดเลือดพล่าน แม้จะไม่ได้ถึงขั้นลงไม้ลงมือกันก็ตาม
ความฝันนี้สื่อถึงความวิตกกังวลในเรื่องทางสังคม โดยคุณอาจกำลังมีปัญหาในเรื่องมนุษยสัมพันธ์ หรือความสัมพันธ์กับบุคคลต่าง ๆ ในชีวิตจริง คุณอาจกำลังกลัวที่จะต้องเผชิญหน้าเจรจากับคู่กรณีที่ขัดแย้งกันอยู่ก็เป็นได้
อันดับ 5: เห็นโรคภัยและความตาย
ความฝันที่บางวัฒนธรรมถือว่าเป็นลางร้าย เช่นการฝันว่าตนเองหรือคนที่รักเจ็บป่วยล้มตาย อาจแสดงให้เห็นถึงความกลัวที่แฝงอยู่ในจิตใต้สำนึกในเรื่องของสุขภาพ หรือสะท้อนถึงการที่สมองพยายามจัดการกับอารมณ์เศร้าเสียใจ ซึ่งมาจากการที่ญาติมิตรล้มป่วยหรือเพิ่งสูญเสียผู้เป็นที่รักไป

ที่มาของภาพ, Getty Images
อันดับ 4: ถูกติดตามไล่ล่า
คนจำนวนไม่น้อยเคยฝันว่า ตนเองต้องวิ่งหนีและหลบซ่อนตัวจากสัตว์ร้าย ปีศาจ หรือฆาตกรโรคจิตที่ติดตามไล่ล่าเอาชีวิต ความฝันที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยมากตอนตื่นขึ้นแบบนี้ ไม่ได้บ่งบอกว่าคุณกำลังถูกปองร้ายในชีวิตจริง แต่หมายถึงความกลัวและวิตกกังวลต่อสิ่งที่คุณพยายามหลีกเลี่ยง
อันดับ 3: ประสบอุบัติเหตุ
คนจำนวนมากถึง 15% ของทั้งหมด เคยฝันว่าตนเองประสบอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการพลัดตกจากที่สูง จมน้ำ หรือประสบเหตุรถยนต์ชนประสานงากัน โดยผู้ชายจะฝันถึงเรื่องนี้ได้มากกว่าผู้หญิง
การฝันเห็นอุบัติเหตุ สะท้อนถึงความกลัวหรือโฟเบีย (phobia) ที่เป็นปมในจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นการกลัวความสูง กลัวที่แคบ หรือกลัวห้วงน้ำใหญ่อย่างมหาสมุทร รวมทั้งแสดงถึงความกลัวตาย ความรู้สึกไร้อำนาจจัดการปัญหา และสื่อถึงความสิ้นหวังอับจนหนทางอีกด้วย
ดร.ชเรดิล กล่าวอธิบายโดยเปรียบเทียบว่า สมองของคนเราเหมือนผู้กำกับภาพยนตร์ ที่คอยสร้างและจำลองภาพสถานการณ์สิ้นหวังไร้ทางออก อย่างเช่นการดิ่งตกจากตึกสูงลงมาเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้ เพื่อสื่อถึงความรู้สึกเปราะบางไม่มั่นคงที่เราเก็บกดไว้ในชีวิตจริง
อันดับ 2: เล่นบทบู๊สู้รบต่อยตี
หากฝันว่าอยู่ในสงครามหรือเหตุต่อยตีทะเลาะวิวาทที่มีการใช้กำลังเกิดขึ้น อาจเป็นเพราะเพิ่งได้พบเห็นเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว หรืออาจถูกโจมตีทำร้ายมาในชีวิตจริง แต่อีกนัยหนึ่ง ความฝันแนวบู๊ล้างผลาญอาจสะท้อนถึงความวิตกกังวลทางสังคม โดยคุณอาจกำลังกลัวว่าจะมีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้น หรือกำลังวิตกกังวลต่อเสียงวิจารณ์จากคนรอบข้างที่มุ่งโจมตีคุณอยู่
อันดับ 1: เผชิญความล้มเหลว
ฝันร้ายที่ผู้คนทั่วโลกมีประสบการณ์ร่วมกันมากที่สุด ได้แก่การฝันว่าตนเองประสบความล้มเหลวในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ส่วนใหญ่มักฝันว่าสอบตก ไปทำงานสาย หลงทาง ทำของหาย หรือทำบางสิ่งบางอย่างผิดพลาด
ฝันร้ายลักษณะนี้หมายความว่า คุณรู้สึกไม่มั่นคง หวาดหวั่น หรือขาดความมั่นใจในขีดความสามารถของตนเอง ทั้งในด้านการทำงานและการเป็นสมาชิกของครอบครัว บางทีคุณอาจรู้สึกว่ากำลังถูกจับจ้องตรวจสอบ หรือตกเป็นเป้าในการจับผิดของใครบางคนอยู่











