ย้อนเหตุผลขับ สส. พ้นพรรค จากยุคอนาคตใหม่ถึงก้าวไกล

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
มติของที่ประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) และ สส. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้ขับนายปดิพัทธ์ สันติภาดา สส.พิษณุโลก และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 พ้นจากพรรค ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
แถลงการณ์ของพรรค ก.ก. เมื่อ 28 ก.ย. ให้เหตุผลว่า “เพื่อให้พรรคก้าวไกลสามารถทำหน้าที่เป็น ‘ฝ่ายค้านโดยสมบูรณ์’ ได้”
ขณะที่ สส. ขั้วรัฐบาล และ สว. บางส่วนวิจารณ์ว่า “ไม่สง่างาม” “ไม่ใช่การเมืองใหม่” และมองว่าเป็นการสร้าง “นิติกรรมอำพราง”
นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ตั้งคำถามต่อมาตรฐานการเมืองของพรรค ก.ก. โดยยกเหตุการณ์ในอดีตที่ “เคยมี สส. ไปทำกิจกรรมกับพรรคอื่นหรือไม่ได้อยู่กับพรรค ก็ไม่เห็นไล่ออก แต่พอมาคราวนี้อยากได้ตำแหน่ง อยากได้อำนาจ ก็ทำทีเป็นไล่ออก”
เช่นเดียวกับนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่มองว่ากรณีที่เกิดขึ้นขัดจริยธรรมและคุณธรรมทางการเมือง “ไม่ใช่การเมืองใหม่ แต่ทำให้การเมืองถอยหลังลงคลอง เพื่อต้องการรักษาตำแหน่งและผลประโยชน์มากกว่ารักษาความถูกต้อง”
บีบีซีไทยชวนย้อนวิถีการเมืองตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) สืบทอดอุดมการณ์มาถึงพรรค ก.ก. ในปัจจุบัน พรรคสีส้มใช้เหตุผลกลใดในการขับผู้แทนราษฎรออกจากสังกัดบ้าง
ขับ 4 สส. อนาคตใหม่
4 สส. ที่โหวตสวนทางกับมติพรรค อนค. ในการประชุมสภาเพื่อพิจารณา 3 วาระสำคัญ คือนักการเมืองกลุ่มแรกของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 (2562-2566) ที่ถูกขับพ้นจากพรรค
หนึ่งในชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ สส. กลุ่มนี้ต้องเก็บกระเป๋าออกจากพรรคสีส้มเกิดขึ้นในระหว่างการประชุมสภา เมื่อ 17 ต.ค. 2562 เพื่ออนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. 2562 ซึ่งปรากฏว่าสภาล่างมีมติ “อนุมัติ” พ.ร.ก. ด้วยคะแนนเสียง 374 ต่อ 70 งดออกเสียง 2 โดย 70 เสียงที่โหวตคว่ำกฎหมายฉบับนี้ล้วนเป็นชาวอนาคตใหม่ ทว่ากลับมี สส. อนาคตใหม่ 3 คน ลงมติเห็นชอบ และ 1 คน งดออกเสียง นอกจากนี้ยังมีอีก 5 คนไม่อยู่เป็นองค์ประชุม
พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา สส.จันทบุรี ซึ่งโหวต “อนุมัติ” พ.ร.ก. และนายนิรามาน สุไลมาน สส.บัญชีรายชื่อ ที่ไม่เข้าประชุม ยืนยันกับบีบีซีไทยว่า การผ่าน พ.ร.ก. “ถือเป็นเรื่องพระราชประสงค์” จึงไม่สามารถปฏิบัติตามมติพรรคได้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
อีกครั้งคือ การประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 วาระที่ 1 เมื่อ 19 ต.ค. 2562 ซึ่งปรากฎว่า น.ส.กวินนาถ ตาคีย์ สส.ชลบุรี พรรค อนค. ร่วมโหวต “เห็นชอบ” ด้วย ชนิดที่ “หลุดเดี่ยว” แหกมติต้นสังกัดและมติ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านที่ให้งดออกเสียง โดย น.ส.กวินนาถเป็น 1 ใน 4 สส. ที่ร่วมลงมติเห็นชอบ พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลฯ ก่อนหน้านี้ด้วย
นอกจากนี้ยังมีกรณี สส. อนาคตใหม่บางส่วนอยู่ร่วมเป็นองค์ประชุมให้กับรัฐบาลในระหว่างพิจารณาญัตติตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาผลกระทบตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557
ผลจากการฝ่าฝืนมติพรรค ทำให้ 9 สส. ถูกเรียกไปให้ข้อมูลกับคณะกรรมการตรวจสอบวินัยและจริยธรรมของพรรค ทั้งนี้ตามข้อบังคับพรรค อนค. กำหนดความผิดไว้ 4 ข้อตามลำดับคือ 1. ตักเตือน 2. ภาคทัณฑ์ 3. ตัดสิทธิประโยชน์บางประการของสมาชิก และ 4. ไล่ออกและขับออก
ท้ายที่สุดที่ประชุมใหญ่พรรค อนค. เมื่อ 16 ธ.ค. 2562 มีมติ 250 ต่อ 5 ให้ขับ 4 สส. พ้นพรรค ตอกย้ำด้วยมติ กก.บห. และ สส. ของพรรคในวันรุ่งขึ้น ด้วยมติเอกฉันท์ 78 เสียง เป็นผลให้นักการเมืองกลุ่มนี้ต้องหาต้นสังกัดใหม่ภายใน 30 วันเพื่อไม่ให้พ้นสมาชิกภาพ สส. ตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ซึ่งปรากฏว่าทั้งหมดได้พลิกขั้ว-ย้ายข้างไปอยู่ฝั่งรัฐบาล
น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค อนค. (ขณะนั้น) ชี้แจงเหตุผลในการขับ 4 สส. พ้นพรรคว่า “พรรคมีจุดยืนอุดมการณ์ และผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติตามอุดมการณ์พรรคมีมาตรการภายในพรรค สุดท้ายขับออก” และยังขอให้ประชาชนจับตามองพรรคที่จะรับ 4 คนหลังจากนี้
สำหรับ 4 สส. ที่ถูกขับพ้นพรรค อนค. ประกอบด้วย
- น.ส.ศรีนวล บุญลือ สส.เชียงใหม่ เข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และลงสมัครรับเลือกตั้ง 2566 ในนามพรรค ภท. แต่สอบตก
- พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา สส.จันทบุรี เข้าสังกัดพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก่อนย้ายไปลงสมัครรับเลือกตั้ง 2566 ในนามพรรค ภท. แต่สอบตก
- น.ส.กวินนาถ ตาคีย์ สส.ชลบุรี เข้าสังกัดพรรคพลังท้องถิ่นไท (พทท.) ก่อนย้ายไปลงสมัครรับเลือกตั้ง 2566 ในนามพรรค พปชร. แต่สอบตก
- นายจารึก ศรีอ่อน สส.จันทบุรี เข้าสังกัดพรรค พทท. ก่อนย้ายไปลงสมัครรับเลือกตั้ง 2566 ในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) แต่สอบตก

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคอนาคตใหม่
ขัง 4 “งูเห่า” ไว้ในพรรค
อย่างไรก็ตามนั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่พรรค อนค. เลือกใช้มติพรรคอัปเปหินักการเมืองพ้นสังกัด เพราะภายหลังพรรค อนค. ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคเมื่อ 21 ก.พ. 2563 โดยมี สส. 54 คน จากที่เหลือรอดทั้งหมด 65 คน ย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ด้วยกันที่พรรค ก.ก. ก็ไม่เคยมีบทลงโทษเช่นนั้นอีกเลย
แม้ สส. บางคนแสดงพฤติกรรมสวนทางกับจุดยืนของก้าวไกล และสนับสนุนแนวทางรัฐบาลในการลงมตินัดสำคัญ ๆ ในสภา จนถูกเรียกขานว่า “สส. งูเห่า” แต่พรรค ก.ก. ก็เลือกเก็บ-เลี้ยง-ขังคนเหล่านี้เอาไว้จนกว่าจะสิ้นอายุขัยของสภา เพราะไม่ต้องการหยิบยื่นอิสรภาพให้พวกเขาไปมีชีวิตในแบบที่หวัง
ในระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีของรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” เป็นรายบุคคลเมื่อ ก.พ. 2564 ได้ปรากฏภาพ 4 สส. ก้าวไกล โหวตสวนมติพรรค โดยลงมติ “ไว้วางใจ” ให้นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข และหัวหน้าพรรค ภท. จนมีคะแนนไว้วางใจสูงที่สุดในหมู่ 10 รมต. ที่ถูกซักฟอก แซงหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปด้วยซ้ำ
สำหรับ 4 สส. ที่ร่วมโหวตไว้วางใจหัวหน้าพรรค ภท. ประกอบด้วย นายคารม พลพรกลาง สส.บัญชีรายชื่อ, นายพีรเดช คำสมุทร สส.เชียงราย, นายเอกภพ เพียรพิเศษ สส.เชียงราย และนายขวัญเลิศ พานิชมาท สส.ชลบุรี แต่ในช่วงปลายอายุสภาชุดที่ 25 มีนายเกษมสันต์ มีทิพย์ สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมด้วย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ช่วงแรก ๆ นายคารมยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า ไม่มีข้อตกลงเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ใด ๆ กับแกนนำพรรค ภท. แต่เป็นการโหวตแบบอิสระ ใช้เอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ แต่ต่อมาเขาได้ประกาศตัวพร้อมย้ายไปสังกัดพรรค ภท. และถึงขนาดย้ายไปนั่งบริเวณที่นั่ง สส. ของพรรค ภท.
นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค ก.ก. (ขณะนั้น) ประกาศว่า จะแบน 4 สส. เป็นการภายใน ด้วยการไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง, ไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมพรรค และตัดสิทธิในสภาที่พึงมีในนามพรรค พร้อมประกาศว่าจะไม่ใช้มติพรรคขับคนเหล่านี้ออกจากพรรค เพราะไม่ต้องการเติมเสียงให้รัฐบาลอย่างเป็นทางการ
“ไม่อยากเตะหมูเข้าปากหมา การไล่ สส. ออกจากพรรค จะเป็นการเข้าทางฝ่ายนั้น” นายชัยธวัชแถลงภายหลังเสร็จสิ้นการอภิปรายไว้วางใจรัฐบาลเมื่อ 20 ก.พ. 2564
ในศึกซักฟอกรัฐบาลครั้งต่อ ๆ มา สส. ที่ตัวอยู่ก้าวไกล แต่ใจไปภูมิใจไทยแล้วทั้ง 5 คนได้ลงมติ “แตกแถว” อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่มีการจัดการใด ๆ โดยพรรคสีส้ม และเมื่อสัญญาณยุบสภามาถึง นักการเมืองทั้งกลุ่มนี้ รวมถึง “สส. งูเห่าฝากเลี้ยง” จากพรรคอื่น ๆ รวม 34 ชีวิตก็ได้ย้ายไปสังกัดพรรค ภท. และลงสมัครรับเลือกตั้ง
ก่อนที่อดีตชาวก้าวไกลทั้ง 5 คนจะกลายเป็น “สต.” อันหมายถึง “สอบตก” ภายหลังเลือกตั้ง 2566 อย่างไรก็ตามนายคารมเพิ่งได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล “เศรษฐา”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ไม่ขัดแย้ง “หมออ๋อง” แต่จำเป็นต้องให้ออกจากพรรค
มาถึงมติที่ประชุมร่วม กก.บห. และ สส. ก้าวไกลให้ขับนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภา ออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ไม่มีเหตุผลเรื่องความขัดแย้งทางจุดยืน-อุดมการณ์การเมืองแต่อย่างใด และไม่มีกรณีผิดวินัยหรือจรรยาบรรณใด ๆ มีเพียงเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ 2560 เท่านั้น เมื่อ “หมออ๋อง-ปดิพัทธ์” ยืนกรานว่าจะไม่ลุกจากเก้าอี้รองประธานสภา ส่วนนายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรค “ขัดตาทัพ” ก็ต้องการขึ้นทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภา
“พรรคจึงจำเป็นต้องให้นายปดิพัทธ์ออกจากการเป็นสมาชิกของพรรค ตามบทบัญญัติข้อบังคับพรรคและรัฐธรรมนูญ เพื่อให้พรรคก้าวไกลสามารถทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านโดยสมบูรณ์ได้” แถลงการณ์พรรค ก.ก. เมื่อ 28 ต.ค. ระบุตอนหนึ่ง
รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดคุณสมบัติผู้นำฝ่ายค้านในสภาไว้ว่า 1. ต้องเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่มี สส. มากที่สุด 2. ต้องอยู่ในพรรคที่ไม่มีรัฐมนตรี 3. ต้องอยู่ในพรรคที่ไม่มีประธานหรือรองประธานสภา
ข้อบังคับพรรคก้าวไกล ข้อ 64 (5) ระบุว่า สมาชิกภาพของสมาชิกพรรคสิ้นสุดลงเมื่อ “พรรคการเมืองมีมติให้ออกเพราะกระทำผิดวินัยหรือจรรยาบรรณอย่างร้ายแรงหรือมีเหตุร้ายแรงอื่น”
ในการขับ สส. พ้นพรรค ต้องใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของที่ประชุมร่วมระหว่าง กก.บห. กับ สส. ของพรรค
ทั้งต้นสังกัดเดิม และตัวนายปดิพัทธ์เอง ยังระบุด้วยว่า จะยังขับเคลื่อนนโยบายตามที่เคยให้คำมั่นสัญญาไว้ก่อนได้รับการเลือกโดย สส. และจะวางตนเป็นกลางต่อทุกพรรคการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่รองประธานสภา












