5 คำถาม ที่ยังไม่มีคำตอบ จากกรณี “ดิ ไอคอน กรุ๊ป”

ที่มาของภาพ, The iCon Group
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) แถลงเมื่อเช้าวันนี้ (15 ต.ค.) ว่ามีประชาชนเข้าแจ้งความผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ดิ ไอคอน กรุ๊ป จำกัด (The iCon Group) มากกว่า 1,000 คน รวมมูลค่าความเสียหายมากกว่า 400 ล้านบาท และยังมีผู้เสียหายเดินทางเข้ามาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง
เบื้องต้นทางตำรวจกำลังพิจารณาว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดเกี่ยวกับการตลาดแบบตรงตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงฉ้อโกงประชาชนที่มีเรื่องการฟอกเงินเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่
ด้านกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า กรณี ดิ ไอคอน ยังไม่เข้าข่ายเป็นคดีพิเศษ แต่จะตรวจสอบข้อมูลคู่ขนานกับทางตำรวจ
วานนี้ (14 ต.ค.) นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล เจ้าของบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป จำกัด ซึ่งถูกเรียกขานว่า “บอสพอล” ให้สัมภาษณ์รายการสด 2 รายการ กินเวลารวมกันกว่า 5 ชม. ตอนเที่ยงไปออกรายการ “โหนกระแส” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 33 รวมถึงช่องยูทิวบ์และแฟนเพจ “โหนกระแส” ส่วนตอนเย็นไปออกรายการ “THE STANDARD NOW” ทางยูทิวบ์และเฟซบุ๊กของ เดอะ สแตนดาร์ด
มีบางคำถามจากผู้คนในสังคมที่ยังไม่ถูกถาม หรือผู้ดำเนินรายการโยนบางคำถามใส่ “บอสพอล” แต่ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน แต่หลัก ๆ เขาไม่ยอมรับว่าบริษัทเป็นธุรกิจขายตรง และโยนว่าการเน้นหาลูกทีมมากกว่าขายของนั้นเป็นกลยุทธ์ของตัวแทนจำหน่ายแต่ละคนที่ทางบริษัทฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม ตัวแทนจากสภาองค์กรของผู้บริโภคกลับมีข้อสังเกตหลายประการเกี่ยวกับการตอบคำถามของนายวรัตน์พลเมื่อวานนี้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบธุรกิจของบริษัท ไปจนถึงความอ่อนแอของหน่วยงานกำกับธุรกิจประเภทนี้
ดิ ไอคอน กรุ๊ป เป็นธุรกิจขายตรงหรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, The iCon Group
นายวรัตน์พลอ้างถึงการจดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ว่า เป็น “ธุรกิจตลาดแบบตรง” โดยขายผ่านออนไลน์ หรือจะขายในช่องทางไหนก็ได้ ตัวเองขายผ่านค้าปลีก และผู้รับนำสินค้าไปขาย
ก่อนหน้านี้ สคบ. ชี้แจงเมื่อวันที่ 11 ต.ค. ที่ผ่านมาว่า บริษัท ดิ ไอคอน กรุ๊ป จำกัด จดทะเบียนประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง (Direct Marketing) หมายถึง การตลาดที่ผู้ประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางสื่อต่าง ๆ ที่มีช่องทางตอบกลับหรือมีระบบตะกร้าเพื่อสั่งซื้อ เพื่อเสนอขายสินค้าหรือบริการโดยตรงต่อผู้บริโภค เช่น แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ต่าง ๆ หรือ ทีวีไดเร็ค เป็นต้น ซึ่งต่างจากขายตรง (Direct Selling) ที่หมายถึงการจำหน่ายสินค้าหรือบริการที่มีผู้ขายหรือผู้จำหน่ายอิสระเป็นตัวแทนขายตรง เพื่อนำสินค้าไปขายให้กับผู้ซื้อโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจขายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแอมเวย์ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรหมอเส็ง ฯลฯ
“บอสพอล” ยอมรับว่า มีคนที่ถูกเรียกว่า “บอส” 10 คน เป็นตัวแทนจำหน่ายจากบริษัท และแต่ละคนต้องดูแลจัดการแต่ละทีม
เมื่อผู้ดำเนินรายการโหนกระแสถามว่า 10 คนนั้นเป็น “แม่ข่าย" ใช่หรือไม่ เขาทำทีไม่เข้าใจความหมาย แต่ยอมรับว่าชื่อบอสทั้ง 10 ที่ผู้ดำเนินรายการเอ่ยขึ้นมา “เป็นไปตามนั้น” แต่ต่อมาเขากลับขยายความถึงแม่ข่ายว่าก็ขายของด้วยกัน โดยค่าตอบแทนมาจากที่ขายของ ถ้าขายมากก็ได้ค่าตอบแทนจากตรงนี้ 10 คนจึงมีรายได้แตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม นายวรัตน์พลไม่ได้อธิบายว่าโมเดลธุรกิจที่วางไว้เป็นอย่างไร รายได้หลักมาจากการขายสินค้า หรือการให้ผู้เสียหายมาเปิดบิลกันแน่ โครงสร้างองค์กร – แม่ข่าย และลูกขาย – แต่ละคนแต่ละสายได้รับค่าตอบแทนเป็นอย่างไร รวมถึงบริษัทแบ่งเปอร์เซ็นต์กับ “บอส” ทั้ง 10 คนอย่างไร
ขณะที่ในช่วงเย็นวันเดียวกัน “บอสพอล” ให้สัมภาษณ์กับ เดอะ สแตนดาร์ด ว่า ธุรกิจของเขาไม่ใช่การขายตรง แต่เป็นการทำการตลาดแบบตรงผ่านช่องทางออนไลน์ไปยังตัวแทนจำหน่ายที่เข้ามาซื้อสินค้า แต่เนื่องจากดำเนินธุรกิจเข้าสู่ปีที่ 7 และมีตัวแทนจำหน่ายเกือบ 4 แสนคน จึงดูเหมือนว่ามีคนเยอะ ทำให้ดูคล้ายใกล้เคียงกับการขายตรง
ทั้งนี้ จากข้อมูลของผู้ร้องเรียนส่วนใหญ่พบว่า แต่ละคนลงสมัครคอร์สเรียนขายของออนไลน์ในราคาเริ่มต้น 98 บาทขึ้นไป แต่เมื่อเริ่มเรียนพบว่าในคอร์สดังกล่าวมีการเสนอแผนการลงทุนให้เปิดบิลซื้อของกับทางบริษัทดิ ไอคอน กรุ๊ป ด้วย โดยมีระดับการเปิดบิลเริ่มต้นตั้งแต่ 2,500 – 250,000 บาท
ผู้เสียหายจำนวนหนึ่งบอกว่าพวกเขาต้องเสียค่ายิงโฆษณาในเฟซบุ๊กเพิ่มอีก เพื่อหาลูกค้าหรือหาลูกทีม ทำให้เสียเงินเพิ่มขึ้นจากเดิม และสุดท้ายขายสินค้าไม่ได้ตามที่บริษัทโฆษณา ขณะที่หัวหน้าทีมกลับเน้นกลยุทธ์หาลูกทีมเพิ่มมากกว่าขายสินค้า
อย่างไรก็ตาม ทางนายวรัตน์พลบอกว่ากลยุทธ์ดังกล่าวอาจเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
บอสดารา เป็นเพียงพรีเซ็นเตอร์จริงหรือ ?
แม้ไม่มีการถามคำถามนี้ตรง ๆ ในสองรายการที่นายวรัตน์พลไปปรากฏตัว แต่เขาบอกในรายการโหนกระแสว่า ตนเองจะดูว่าสินค้าตัวไหนเหมาะสมกับดาราท่านไหน แล้วติดต่อไปว่าสนใจเป็นพรีเซ็นเตอร์หรือไม่
ส่วนบทบาทหน้าที่ของบรรดา “บอส” ดารา ว่าไปไกลถึงขนาดชักชวนคนให้มาลงทุนกับดิ ไอคอน กรุ๊ป หรือไม่นั้น นายวรัตน์พลตอบว่า จริง ๆ เป็นการชวนให้มาทำธุรกิจ “ถ้าการทำธุรกิจคือการซื้อสินค้ามาขาย ก็ถูกครับ”
นี่เป็นอีกครั้งที่เขาแสร้งไม่เข้าใจความหมายของผู้ดำเนินรายการโหนกระแสที่พยายามถามถึงบทบาทของดาราในการชักชวนให้ผู้คนมาลงทุน รวมถึงสิ่งที่บริษัทกำลังทำอยู่ว่ามีคนกำลังมองว่าเป็นแชร์ลูกโซ่
“ผมไม่มีความรู้เรื่องแชร์ลูกโซ่ เพราะผมไม่ได้ทำแบบนั้น สิ่งที่ผมทำคือธุรกิจ ผมสั่งสินค้ามา ผมก็ขายสินค้า” นายวรัตน์พลกล่าว
เขากล่าวด้วยว่า ได้บอก กันต์ กันตถาวร พิธีกรชื่อดัง ให้พูดแนะนำ ให้มาขายสินค้าออนไลน์ที่เขาสร้างไว้ดี ๆ
“จริง ๆ ขึ้นอยู่กับเขาว่าจะทำตามที่ผมไหว้วานหรือเปล่า ถ้าผมไหว้วานแล้วเขาไม่ทำต่อ หรือเขาจะทำก็ได้ อันนี้ผมเป็นคนไหว้วานเขาว่าน้องกันต์ช่วยพูดตรงนี้หน่อยได้ไหมว่าบริษัทระบบซัพพอร์ต (support) การขายของออนไลน์ที่ดีอย่างนี้” นายวรัตน์พล กล่าวในรายการโหนกระแส
ส่วนที่พรีเซ็นเตอร์ต่างออกมาชี้แจงว่ามีสคริปต์จากทาง ดิ ไอคอน บอสพอลตอบแบบเดิมว่า ได้ขอให้พวกเขาพูดบ้าง มีสคริปต์จริงอยู่แล้ว ที่ทางทีมงานทำในลักษณะเป็น bullet (เป็นข้อ ๆ) เขียนโดยฝ่าย content (ฝ่ายทำเนื้อหา) และไปไหว้วานว่าสะดวกใจพูดตรงนี้ให้ได้หรือไม่

ที่มาของภาพ, The iCon Group
สำหรับค่าตอบแทนของเหล่าพรีเซ็นเตอร์ ไม่มีการเปิดเผยตัวเลข แต่ผู้บริหารสูงสุดของ ดิ ไอคอน พูดสั้น ๆ ถึงสัญญาที่ทำไว้กับบรรดา “บอส” ดารา ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน
- กันต์ กันตถาวร: “สัญญา 5 ปี ผลตอบแทนแบ่งเป็นทุก ๆ เดือนตามยอดขาย”
- มิน - พิชญา วัฒนามนตรี และ แซม-ยุรนันท์ ภมรมนตรี: “แบ่งยอดขายเป็นรายเดือนเหมือนกัน แต่ได้น้อยกว่า”
- บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ และ โดม-ปกรณ์ ลัม: สัญญาเป็นปี “เขาไม่ได้เป็นพรีเซนเตอร์ของสินค้าทุกตัว ถ้าเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าตัวเดียว ก็จะรับแค่ตัวเดียว คิดง่ายมากว่าปีละเท่าใดก็จ่ายไปเลย แต่พอเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าทุก ๆ ตัว มันคิดยาก ขึ้นอยู่กับแต่ละเดือนตัวไหนขายดี ตัวไหนขายน้อย ต้องเอายอดขายจริงแต่ละเดือนมารวม ๆ กันแล้วค่อยจ่ายทีเดียว เพราะเขารับจากสินค้าทุกตัว”
ส่วนประเด็นการแต่งตั้งดาราและพิธีกรชื่อดังเป็นผู้บริหารนั้น นายวรัตน์พลให้สัมภาษณ์ในรายการ The Standard Now ว่า ดาราทั้งหมดเต็มใจจะพูดบนเวทีว่าพวกเขาเป็นผู้บริหาร ทั้งที่สัญญาระบุว่าเป็นพรีเซ็นเตอร์
“ก็มาทำงานกันสักระยะหนึ่งจนรู้นิสัยใจคอ รู้ความสามารถก่อน จึงค่อยให้เกียรติเค้า ให้เค้าโปรโมทว่ามีตำแหน่งแบบนี้ ๆ” บอสพอลกล่าวในรายงานของเดอะ สแตนดาร์ด “แต่ถ้าใครมีความสามารถมากกว่านั้น เราก็ขออนุญาตให้เขาเพิ่มเติมในส่วนนั้น ๆ ด้วย ซึ่งการรับรายได้จะต่างกัน”
ทั้งนี้ นายวรัตน์พลไม่ยอมรับว่าการกระทำดังกล่าวคือการโฆษณาเกินจริงหรือหลอกลวงผู้บริโภคหรือไม่
ขณะที่นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของเขาที่มาออกรายการของเดอะ สแตนดาร์ดด้วยกัน บอกว่า “ทางบริษัทเป็นผู้ขายสินค้า สุดท้ายแล้วตัวแทนซื้อสินค้าก็ได้สินค้าไป” และกล่าวต่อว่า “ไม่ได้เป็นการหลอกลวง” ขึ้นอยู่กับความเข้าใจของแต่ละคน แต่สุดท้ายแล้วบริษัทเป็นเพียงผู้ขายสินค้า
“คุณซื้อสินค้าก็ได้สินค้าไป จะขายได้ไม่ได้ก็อีกเรื่องหนึ่ง” ทนายความของซีอีโอ ดิ ไอคอน กรุ๊ป ระบุ

ที่มาของภาพ, The iCon Group
มีการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง เกิดขึ้นหรือไม่ ?
นายโสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาองค์กรของผู้บริโภค ตั้งข้อสังเกตว่ารูปแบบธุรกิจของ ดิ ไอคอน กรุ๊ป อาจไม่ได้ทำธุรกิจ “การตลาดแบบตรง” ตามที่บริษัทจดทะเบียนกับ สคบ. เพราะสุดท้ายแล้วแทบไม่มีใครรู้จักสินค้าของบริษัท ทว่า รู้จักดาราในฐานะผู้บริหารหรือบอสที่เข้ามาชักชวนให้ลงทุนหรือซื้อสินค้ามากกว่า ซึ่งเน้นขายการนำเสนอว่าชีวิตจะรวยและดีขึ้นได้ หากร่วมลงทุนกับบริษัท ทำให้ผู้ซื้อสินค้าจริง ๆ แล้วไม่ใช่ผู้บริโภคตามข้อกำหนดการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง แต่เป็นคนที่ถูกชักชวนเข้ามาลงทุนผ่านการเปิดบิล
“การได้สินค้ามาขายกับการขายสินค้าให้ผู้บริโภค มันต่างกัน ในมุมของผมคือ หากธุรกิจของคุณเป็นการตลาดแบบตรง แต่ทำไมมันละม้ายคล้ายคลึงกับการขายตรงหรือไม่ก็แชร์ลูกโซ่” เขาตั้งข้อสังเกต
“เราไม่ทราบว่าคุณมีส่วนกำหนดกลยุทธ์ไหม แต่ที่แน่ ๆ คือการโฆษณา เผยแพร่ต่อประชาชนทั่วไปที่เราเจอบนสื่อออนไลน์ เครือข่ายและพนักงานของคุณมีการโฆษณาว่าสอนขายออนไลน์คอร์สละ 98 บาท คุณที่เป็นผู้บริหาร คุณก็ต้องย่อมทราบว่าบริษัทตัวเองโฆษณาอะไรบ้าง มีใครเข้ามาร่วมลงทุนเท่าไร เพราะบริษัทก็ต้องมีการประชุม รายงานผลการดำเนินการ” นายโสภณ ระบุ
นอกจากนี้ เขายังต้องการให้บริษัทเปิดตัวเลขมาชัดเลย ๆ ว่า รายได้มาจากขายของไปยังผู้บริโภคที่ใช้สินค้าจริง ๆ หรือเป็นรายได้จากผู้เปิดบิลที่สนใจร่วมลงทุนกับบริษัทกันแน่
ส่วนประเด็นที่ทางบริษัทพยายามอ้างว่าไม่ได้โฆษณาเกินจริง ไม่ได้ขายฝันหรือหลอกลวงให้ใครมาร่วมลงทุนด้วย เพราะสุดท้ายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ซื้อสินค้าหรือเปิดบิลซื้อของเองต่างหากนั้น ทางนายโสภณตั้งคำถามว่า เหตุใดผู้เข้าเรียนวิธีการขายของออนไลน์กับทางบริษัท จึงไม่สามารถนำวิธีการที่เรียนมาไปใช้ได้จริง และประสบความสำเร็จในการขายทางช่องทางออนไลน์จริง
“มันเป็นคอร์สเรียนขายของออนไลน์ที่ตั้งราคาถูก ๆ ที่สะท้อนว่ากลยุทธ์การตลาดของคุณจริง ๆ แล้ว มันไม่ได้ขายสินค้าหรือเปล่า แต่มันเป็นการหาคนไปร่วมลงทุน” นายโสภณ กล่าว “สุดท้ายแล้วก็กลับไปที่คำถามเดิมว่าผู้บริโภคเขารู้จักสินค้าของคุณจริง ๆ หรือเปล่า ถ้ามันขายได้ก็คงไม่มีผู้เสียหายออกมาร้องเรียนเยอะขนาดนี้”
สารพัด “คลิปเสียง” คู่สนทนาคือใครบ้าง ?
ในระหว่างร่วมรายการ “โหนกระแส” มีการเปิดคลิปเสียงสนทนา ซึ่งนายวรัตน์พลยอมรับว่าเป็นเสียงของเขาจริง 2 คลิป
คลิปแรก ถูกเรียกว่า “ติดสินบนเทวดา” ที่ สคบ. เนื้อหาเป็นการบอกเล่าว่า สคบ. เชิญไปให้ข้อมูลกับข้อเท็จจริง พอไปถึง สคบ. ก็ “อุทิศบุญให้ ขอให้ราบรื่น เขาเรียกติดสินบนเทวดา”
บอสพอลยอมรับว่า “เป็นเสียงของผมจริง” และตนได้คุยกับอดีตน้องในทีมที่ออกไปแล้วคนหนึ่ง ในความหมายว่าเป็นความเชื่อ อาจดูงมงาย ยืนยันว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ไปที่ไหนก็ต้องไหว้เจ้าที่เจ้าทาง แต่ในหน่วยงานราชการ เชื่อว่าอาจใหญ่กว่า เป็นศาลพระภูมิ ก็เป็นเทวดา ท่านก็กินบุญ ไม่ใช่ติดสินบน
ผู้ดำเนินรายการถามว่า คนที่เข้าฟังเหมือนกับว่าเอาเงินไปยัด-ไปวิ่งเต้น บอสพอลปฏิเสธว่าไม่ได้ทำแบบนั้น
“สิ่งที่ผมสอนน้องวันนั้น เป็นการแชร์ความเชื่อส่วนบุคคลว่าไปที่ไหนก็ต้องให้ทำบุญ เทวดาก็กินบุญ คนก็กินบุญ อย่างเรามีโอกาสทำบุญ แต่เทวดาไม่มีโอกาสทำบุญแล้ว สิ่งเดียวที่ให้ได้คือต้องอุทิศให้เขา
เมื่อถูกถามอีกว่า มีพยานบางคนบอกว่าเอาแอร์เมสไปให้บางคนในนั้น เขาย้อนถามว่าคืออะไร ไม่รู้จะไปวิ่งเต้นเรื่องอะไร เวลาไปติดต่อหน่วยงานเขาก็ทำให้อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าเคยถูกเรียกรับเงิน “เป็นประจำ” ทั้งจากทนายความ นักร้องเรียน แต่เมื่อถูกถามถึงนักการเมืองและตำรวจ เขาบอกว่า ไม่อยากก้าวล่วงตรงนั้น “ผมไม่ชอบทำให้ใครเดือดร้อน ก็คือเขาไถผม ก็มีแค่ผมถูกไถ ก็ผมไปโง่ให้เขาไถ ก็ให้จบตรงนั้น ผมจะไม่พูด”
ส่วนคลิปที่สอง เป็นคลิปสนทนากับนักการเมืองชายคนหนึ่ง เจ้าของวาทะ “พอลต้องดูแลพี่ดีกว่านี้” เนื้อหาพูดถึงการให้เงินเดือนละแสน และรับปากว่าถ้ากรรมาธิการ (กมธ.) เรียกจะจัดการให้
บอสพอลยอมรับอีกว่าเป็นเสียงของเขา ก่อนอธิบายบริบทว่าตอนนั้นถูกตีโดยนักร้อง บอกว่าจะร้องเรียนหัวข้อต่าง ๆ ถ้าไม่อยากให้ร้อง ให้จ่ายเท่านั้นเท่านี้ เลยบอกว่าจะทำอย่างไรกับคนพวกนี้
เขายอมรับว่า ให้เงินจริงเดือนละแสน แต่ไม่ใช่ทุกเดือน “อย่างเมื่อกี๊ให้ช่วยเรื่องที่ถูกตีกินเรื่องนี้ก่อน ถ้าเราหวั่นไหวเรื่องไหนก็จะโดนไปเรื่อย ๆ เรื่องละ 500,000 บาทบ้าง เรื่องละล้านบ้าง เขาจะมีวิธีทำให้เรากลัว พอเราเจออย่างนี้ก็พยายามหาที่พึ่งว่าจะพึ่งใครบ้าง เขาก็อยากจะช่วยเรา ผมไม่อยากไปขอความช่วยเหลือใครฟรี ๆ”
เขาอ้างว่า “ไม่อยากมีปัญหากับใคร ผมไม่ใช่คนสู้คน” และ “ทุกคนมีแผล เวลาทำอะไรก็แล้วแต่ไม่เพอร์เฟค เราไม่อยากมีปัญหากับใคร ก็คิดว่าให้เงินเขาแล้วกลับมาทำงานดีกว่า แต่ก็คิดว่าเมื่อไหร่จะจบ ไม่จ่ายจะเป็นอย่างไร ก็วันนี้เข้าใจแล้วว่าเป็นแบบนี้”

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
อย่างไรก็ตาม ไม่มีคำถามต่อเนื่องให้ชัดเจนว่า “แผล” ของนักธุรกิจรายนี้คืออะไร ? เขาทำอะไรผิด ? ความผิดรุนแรงระดับไหนถึงต้องยอมจ่ายเงินให้บุคคลภายนอกเพื่อแลกกับการจบเรื่อง ?
ล่าสุดวันนี้ (15 ต.ค.) นายวรัตน์พลโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กของเขา ขอให้สื่อลบคลิปที่ผิดกฎหมายทั้งหมด เพราะทำให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น โดยบอกว่า “รู้สึกผิดมาก” และ “รู้สึกแย่มาก” ที่มีคนพาดพิงไปที่นักการเมือง ‘ส’ ทำให้ต้องเดือดร้อน และยืนยันว่าไม่เคยให้เงินนักการเมือง ‘ส’ ตามที่ข่าวออกแม้แต่บาทเดียว
“ขอกราบเท้าขอโทษท่านมา ณ ที่นี้ด้วย ที่ทำให้ท่านเสียหายในการให้สัมภาษณ์ในรายการโหนกระแส ต้องกราบขอโทษท่านอีกครั้ง ขอยืนยันไม่เคยโอนเงิน ไม่เคยให้เงิน หรือสินทรัพย์ใด ๆ แก่ท่านเลย เพียงแต่ในช่วงเวลานั้น ๆ จะติดต่อให้ท่านมาเป็นที่ปรึกษาบริษัทก็เท่านั้น แต่ด้วยช่วงเวลาไม่ตรงกัน จึงไม่ได้เชิญท่านมาแต่อย่างใด” นายวรัตน์พลระบุ
เขายังขอให้สื่อมวลชนลบคลิปดังกล่าวซึ่งเป็นคลิปเก่า 2-3 ปีก่อน ออกภายในวันที่ 18 ต.ค. นี้ ก่อนเวลา 23.59 น. มิเช่นนั้นจะดำเนินคดีตามกฎหมาย เรื่องดักฟังและนำข้อมูลไปเผยแพร่
ทั้งนี้ นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ ปฏิเสธว่าไม่ใช่คนในคลิปเสียง และจะดำเนินคดีทางกฎหมายหากพบว่ามีผู้พาดพิง
สคบ. ทำหน้าที่กำกับดูแลดีแล้วหรือไม่ ?
นายโสภณ บอกกับบีบีซีไทยว่า ทั้งธุรกิจการตลาดแบบตรงและขายตรง เป็นธุรกิจที่ไม่สามารถทำได้โดยอิสระ แต่ต้องยื่นจดทะเบียนกับ สคบ. ดังนั้น หน่วยงานดังกล่าวจึงเป็นผู้กำกับดูแลธุรกิจประเภทนี้โดยตรง แต่ที่ผ่านมาก็พบว่าทาง ดิ ไอคอน กรุ๊ป ก็เคยได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณจาก สคบ. ในปี 2564 และนอกจากนี้เคยมีกรณีที่มีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทกับ สคบ. แต่สุดท้ายทาง สคบ. กลับมองว่าผู้ร้องเรียนเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า ไม่ใช่ผู้บริโภค เรื่องร้องเรียนจึงถูกปัดตกไป
“การออกใบอนุญาต ก็ถือว่าทางบริษัทฯ ได้รับการรับรองจากหน่วยงานรัฐแล้วในระดับหนึ่ง แล้วนี่ยังมีการออกโล่รางวัลให้เขาอีก ก็เหมือนการันตีความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทถึง 2 ชั้น มันเลยเกิดคำถามว่าจริง ๆ แล้วทางหน่วยงานของรัฐทำหน้าที่กำกับดูแลดีจริงแล้วหรือไม่ แล้วการมอบรางวัลเช่นนั้น เหมาะสมหรือเปล่า ?”

ที่มาของภาพ, สคบ.
อย่างไรก็ตาม ทาง สคบ. ชี้แจงว่า มีเรื่องร้องเรียนจำนวน 24 เรื่อง แต่ประเด็นการร้องเรียนนั้นเกิดจากผู้ร้องสมัครเป็นตัวแทนจำหน่ายซื้อสินค้าของบริษัทฯ เพื่อนำไปขายต่อ โดยคาดหวังว่าจะได้รับผลกำไรจากส่วนต่างสินค้า ซึ่งข้อร้องเรียนไม่ได้เกิดจากการละเมิดสิทธิอันเนื่องมาจากการใช้สินค้าหรือบริการ จึงไม่เข้าข่ายเป็นผู้บริโภค ทาง สคบ. จึงประสานไปยังดิ ไอคอน กรุ๊ป เพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยให้บริษัทฯ รับของคืนและคืนเงินแก่ผู้ร้อง ซึ่งมีผู้ร้องเรียนบางส่วนเจรจาตกลงกันได้ จึงยุติการร้องเรียน
นายโสภณยังบอกด้วยว่า ควรเพิ่มเงินประกันของบริษัทที่จดทะเบียนในธุรกิจตลาดแบบตรงหรือขายตรง ซึ่งจากเดิมอยู่ที่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท เป็นหลักล้านบาท เพื่อนำเงินจำนวนนี้มาช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายได้ หากเกิดความเดือดร้อนขึ้น
“เช่น ดิ ไอคอน จดทะเบียน 50 ล้านบาท เงินประกันว่าคุณมีความน่าเชื่อถือก็ควรอยู่ที่ 10 ล้านบาทไหม คิดเป็น 1 ใน 5 ของทุนจดทะเบียน ไม่ใช่อยู่ที่ 100,000 บาท ซึ่งไม่พอเยียวยาผู้เสียหายจำนวนมาก” เขาระบุ
หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภคยังมองว่า ผู้บริโภคเองก็ต้องรู้เท่าทันกลยุทธ์การขายของออนไลน์ในปัจจุบันให้มากขึ้นด้วย ไม่เชื่อรูปแบบการลงทุนเพียงเพราะเห็นว่าผู้นำเสนอนั้นเป็นคนดังหรือดารา แต่ควรตั้งคำถามอย่างถี่ถ้วนว่าโมเดลธุรกิจดังกล่าวมีความเป็นไปได้จริงมากน้อยเพียงใด เป็นแชร์ลูกโซ่หรือการขายตรงหรือไม่
“เราอาจจะคิดว่าค่าเรียนคอร์สละ 98 บาทเอง เข้าไปแล้วไม่ขาดทุนหรอก ได้ความรู้ด้วย แต่พอเข้าไปแล้วก็อาจโดนหว่านล้อม เพราะคนเราเวลาอยู่ในภาวะที่ถูกเอาข้อมูลใส่หัวตลอดเวลา 2-3 วัน มันก็อาจเกิดการโน้มน้าวได้” เขาบอก “เราอาจต้องเพิ่มความเท่าทันในเรื่องของสื่อ เพราะสื่อออนไลน์ทำให้ทุกคนเข้าถึงโฆษณาต่าง ๆ ได้จากมือถือเครื่องเดียว”











