"ถ้าสตาร์คจะต้องใช้ระยะเวลาฟื้นฟู-แก้ปัญหาถึง 10 ปี ฉันคงไม่มีชีวิตอยู่แล้ว"

กลุ่มผู้ถือหุ้นกู้สตาร์ค

ที่มาของภาพ, สภาองค์กรของผู้บริโภค

    • Author, วัชชิรานนท์ ทองเทพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

"พูดตรง ๆ นะ มีคนเขาถามฉันอยู่คำหนึ่งว่า ถ้าบริษัทสตาร์คจะต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูหรือแก้ปัญหาถึง 10 ปี ฉันคงไม่มีชีวิตอยู่แล้ว" ผู้ถือหุ้นกู้สูงวัยรายหนึ่งบอกกับบีบีซีไทย

นี่คือข้อความจาก มาลี (นามสมมติ) หนึ่งในผู้ถือหุ้นกู้ของ บมจ. สตาร์ค คอร์ปอเรชั่น ที่ต้องการสื่อสารไปยังผู้บริหารของบริษัทที่เธอยอมรับว่า ครั้งหนึ่งเคยเชื่อมั่นและเชื่อใจที่จะนำเงินที่เธอเก็บหอมรอมริบมาตลอดชีวิต ไปลงทุนเพื่อให้ผลิดอกออกผลให้เธอได้นำมาใช้ในบั้นปลายชีวิตที่เหลืออยู่ของเธอ

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินและนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์มองว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดหากไม่สามารถชำระหนี้ได้ มีความเป็นไปได้ที่ บมจ.สตาร์ค อาจจะขอยื่นต่อศาลล้มละลายกลาง เพื่อทำแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการมากกว่าระยะเวลาไถ่ถอน

"ที่ตัดสินใจซื้อหุ้นกู้ ดิฉันไม่ได้พิจารณาเรื่องผลตอบแทนอย่างเดียว เพราะจริง ๆ แล้วดอกเบี้ยที่ได้ไม่สูงมากเกินไป และที่มองคือต้องการถือครองไม่ยาวมากนักไม่เกินสองปี แต่เน้นในเรื่องความน่าเชื่อถือของบริษัท เรตติ้งดี ๆ เพราะตอนนี้อายุดิฉันก็มากแล้ว 80 ปีแล้ว"

เธอตัดสินใจใช้เงินเก็บ 2 ล้านบาท ไปซื้อหุ้นกู้สองรุ่น คือ STARK242A และ STARK254A พร้อม ๆ กับพี่สาวของเธอสองคนที่มีอายุไล่เลี่ยกัน 82 ปี และ 84 ปี คนละ 2 ล้านบาท ทำให้ทุกวันนี้เธอต้องอาศัยยานอนหลับเพื่อทำให้เธอข่มตาหลับได้

เพราะความไว้วางใจ

เมื่อสอบถามว่า ปัจจัยใดที่ทำให้เธอตกลงปลงใจมาลงทุนกับบริษัทแห่งนี้ สิ่งเดียวที่ผู้ถือหุ้นกู้สตาร์คบอกคือ "ความไว้วางใจ" ทั้งจากความแข็งแกร่งของผลประกอบการนับตั้งแต่บริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ องค์กรที่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ รวมทั้งภูมิหลังของผู้บริหาร

"หุ้นตัวนี้ได้รับการแนะนำโดยหลานที่เป็นลูกของลูกพี่ลูกน้อง ซึ่งเขาดูงบบัญชีเป็น ดูบัญชีย้อนหลังก็ดี และบอกว่า บริษัทนี้มีกำไรถึงสองพันกว่าล้าน"

ภาพประกอบ

ที่มาของภาพ, สภาองค์กรของผู้บริโภค

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ประสบการณ์ส่วนตัวของเธอที่ในอดีตเธอเคยทำงานในวงการธุรกิจวัสดุก่อสร้าง เมื่อเธอพิจารณาภูมิหลังของผู้บริหารของบริษัท ซึ่งอยู่ในแวดวงธุรกิจเดียวกัน ก็ทำให้เธอเองเชื่อมั่นว่า บริษัทที่เธอจะใช้เงินที่เธอเก็บหอมรอมริบมาตลอดชีวิต เข้าร่วมลงทุนไปสามารถผลิดอกออกผลให้เธอได้เก็บกินในช่วงเวลาที่เหลือของชีวิตได้

"ชื่อเสียงของเจ้าสัวดีอยู่แล้ว เพราะฉันเคยทำงานขายเหล็กเส้น ก็เลยไม่ลังเลที่จะซื้อ พี่สาวสองคนก็ซื้อเหมือนกัน และทุก ๆ คนก็ต่างไม่มีครอบครัวกัน ก็หวังว่า เงินที่ลงทุนไปจะช่วยเหลือเจือจุนให้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างสุขสบาย"

แต่เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะทำอย่างไรต่อ เธอกล่าวพร้อมน้ำเสียงสิ้นหวังว่า "พูดตรง ๆ นะคะ เงินที่ลงทุนไป ในชาตินี้ก็ไม่มีปัญญา หาไม่ได้แล้ว เพราะตอนนี้ก็ไม่ได้ทำงานแล้ว"

มาลีไม่ใช่นักลงทุนหน้าใหม่ เพราะเธอก็กระจายความเสี่ยงด้วยการซื้อและถือครองตราสารหนี้จากสถาบันการเงินอื่น ๆ ด้วย แต่เธอก็ไม่คาดคิดว่า ชะตากรรมที่เหลือของเธอต้องมาเจอกับวิบากกรรมนี้

ภาพประกอบ

ที่มาของภาพ, สภาองค์กรของผู้บริโภค

ขณะที่อมริสา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี บอกว่า เงินลงทุนที่นำมาซื้อหุ้นกู้สตาร์ครุ่น 242A มูลค่าราว 2 ล้านบาทจากปีที่แล้ว เป็นเงินจากการหยิบยืมมาจากพ่อและแม่ที่เกษียณอายุราชการแล้ว

"ข้อมูลที่ได้รับทั้งจากฝ่ายการตลาดและสื่อมวลชน ก็บ่งชี้ว่า บริษัทได้การจัดอันดับที่ดีในตลาด หรือ investment grade ซึ่งเราก็คิดว่าน่าจะปลอดภัยพอตัว และยังมีข่าวว่าเขามียอดสั่งซื้อไว้แล้วประมาณหมื่นล้านบาท ทำให้เราเข้าใจว่า เขาน่าจะมีกระแสเงินสดจำนวนมากและสามารถคืนเงินต้นให้เราได้ จึงยังไม่เห็นสัญญาณผิดปกติใด ๆ "

จากบริษัทดาวรุ่ง SET100 สู่หุ้น 1 สตางค์

การกลับมาเปิดการซื้อขายอีกครั้งหลังจากถูกระงับมาเป็นเวลา 3 เดือน แม้ว่าจะส่งงบประจำปี 2565 ไปแล้ว แต่ด้วยความมีพิรุธและผู้ตรวจสอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงิน รวมทั้งกรณีการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษที่ขอขยายระยะเวลาออกไปอีก 30 วัน (สิ้นสุดวันที่ 17 ก.ค.) ทำให้สถานการณ์ของบริษัทยังมีแนวโน้มน่าเป็นห่วง

ราคาหุ้นดิ่งลงทุกวัน โดยในวันที่ 21 มิ.ย. ราคาหล่นมาอยู่ที่ 0.01 บาทต่อหุ้น ถือว่าต่ำที่สุด ขณะที่ราคาที่เคยทำได้สูงสุดอยู่ที่ 5.10 บาท ในเดือน พ.ค. 2565

ภาพประชาสัมพันธ์จาก บมจ.สตาร์ค ที่อ้างอิงถึงผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือโดยทริสเรตติ้ง

ที่มาของภาพ, บมจ.สตาร์ค คอร์ปอเรชั่น

คำบรรยายภาพ, ภาพประชาสัมพันธ์จาก บมจ.สตาร์ค ที่อ้างอิงถึงผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือโดยทริสเรตติ้ง

ย้อนหลังกลับไป บมจ.สตาร์ค ครั้งหนึ่งเคยเป็นองค์กรที่น่าจับตาที่สุดแห่งหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ด้วยการติดทำเนียบ "SET100" หรือ หุ้น 100 อันดับแรกที่คัดเลือกโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หลังจากเข้าสู่ตลาดหุ้นได้ไม่นานก็สามารถทำกำไรแบบก้าวกระโดดจากหลักร้อยล้านสู่หลักพันล้าน

ขณะที่ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ผู้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ได้เคยให้อันดับเครดิตองค์กรของ บมจ. สตาร์ค ที่ระดับ “BBB+” เมื่อช่วง มี.ค. 2564 อีกด้วย เนื่องจากมองว่ากลยุทธ์ของบริษัทที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสายไฟฟ้าแรงดันปานกลางจนถึงแรงดันสูงเป็นพิเศษนั้นมีบทบาทสำคัญที่ทำให้ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลังจาก บมจ. สตาร์ค เผชิญกับปัญหาการส่งงบการเงิน ทำให้ถูกปรับอันดับลงเรื่อย ๆ จนครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. หลังจากที่บริษัทได้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยสำหรับหุ้นกู้บางรุ่น (STARK239A และ STARK249A) ทำให้ทริสเรทติ้งปรับลดอันดับเครดิตองค์กรลงสู่ระดับ “D” ซึ่งถือว่าเป็นระดับเครดิตที่แย่ที่สุด

คาดมูลค่าความเสียหายหมื่นล้านบาท

ภาพในตลาดหลักทรัพย์

ที่มาของภาพ, Getty Images

มาลีไม่ใช่ผู้เสียหายคนเดียวที่ต้องเจอกับปัญหานี้ เพราะตอนนี้ บมจ. สตาร์ค ยังมีหุ้นกู้ที่ต้องชำระให้กับนักลงทุนถึง 5 รุ่น เป็นจำนวนเงินรวมกว่า 9,200 ล้านบาท หลังจากที่บริษัทไม่สามารถส่งงบการเงินปีที่แล้วได้ตามกำหนด

ภายหลังการแจ้งงบการเงินประจำปี 2565 ต่อตลาดหลักทรัพย์แล้ว กลับพบกับข้อพิรุธต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรับแต่งบัญชี การสร้างยอดขายปลอม รวมทั้งการระดมเงินไปแล้วกลับเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการใช้เงิน แต่กลับไม่คืนเงินแก่ผู้ลงทุน

สิ่งที่ทำให้บรรดานักลงทุนประหลาดใจคือ การแต่งบัญชีให้มีกำไร ทั้งที่จริง ๆ แล้วในปี 2565 ขาดทุนกว่า 6,651 ล้านบาท ขณะที่ปี 2564 จากเดิมที่เคยรายงานว่ามีกำไรกว่า 2,794.9 ล้านบาท แต่เมื่อปรับปรุงตัวเลขแล้ว พบว่ากลับเป็นขาดทุนกว่า 5,989.3 ล้านบาท

ผลประกอบการประจำปี 2565 และ 2564 ที่ได้รับการแก้ไข

ที่มาของภาพ, บมจ.สตาร์ค คอร์ปอเรชั่น

คำบรรยายภาพ, ผลประกอบการประจำปี 2565 และ 2564 ที่ได้รับการแก้ไขแล้ว

พ่อและแม่ของอุกฤษณ์ อภิวัฒนานนท์ เป็นอีกสองผู้เสียหายที่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงแบบเดียวกันกับมาลีและอมริสา โดยตัวเขาเองหวังเพียงให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ และขอเพียงให้ได้เงินต้นคืนก็ถือว่าดีแล้ว เพราะเงินที่พ่อแม่ของเขานำไปลงทุนก็เป็นมูลค่าสูงเช่นกัน

"ทั้งพ่อและแม่ มองว่าหุ้นสตาร์คมีพื้นฐาน และมีหน่วยงานการันตี รวมทั้งผ่านหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ทั้งตลาดหลักทรัพย์และ ก.ล.ต. ตรวจสอบ จึงไม่ได้ระแคะระคายใด ๆ ทำให้ทั้งสองคนยอมใช้เงินเก็บคนละ 1.5 ล้านบาท ไปลงทุนกับหุ้นกู้" เขาอธิบาย

"คนที่มีความคาดหวังในการลงทุนเพื่อจะมีรายได้เข้า แต่เงินต้นกลับหาย เงินที่คาดว่าจะได้ก็ไม่ได้ ความทุกข์ใจของเขาก็ต้องเก็บไว้ เพื่อไม่ให้ลูกรู้สึกเครียด อยู่ในภาวะน้ำท่วมปาก"

ผู้บริหารควรแสดงวุฒิภาวะ-ความรับผิดชอบมากกว่านี้หรือไม่

สิ่งที่ผู้ถือหุ้นทั้ง 3 รายเห็นตรงกันคือ อยากเห็นผู้บริหารออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่านี้ พร้อมกับอยากให้ชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและมาตรการต่อไปสำหรับผู้ถือหุ้นทุกกลุ่ม

แม้ว่าอุกฤษณ์ จะไม่ใช่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่เขาเทียบเคียงกับประสบการณ์ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจคนหนึ่งว่า "ถ้ามองในความเป็นจริง จากงบการเงิน ไม่มีทางที่บริษัทนี้ (สตาร์ค) จะไปต่อได้เลย"

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าธุรกิจจะประสบกับปัญหา "ความจริงใจต่อลูกค้า" ก็สำคัญเช่นกัน

"สำหรับธุรกิจวัตถุดิบอาหาร สิ่งหนึ่งที่ผมมีคือ ความซื่อสัตย์กับลูกค้า ถ้ามีปัญหาอะไรก็ต้องแจ้งกับลูกค้า แต่การที่เป็นบริษัทมหาชนที่ยิ่งใหญ่และเปิดขายหุ้นให้กับประชาชน โดยไม่เปิดข้อมูลใด ๆ ที่มีประโยชน์ให้กับผู้ถือหุ้นที่เป็นเจ้าหนี้ โดยเฉพาะประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายย่อย ไม่มีอำนาจจะรู้ความเป็นจริงเป็นอย่างไร ให้เข้าใจสถานการณ์อย่างไร จะดำเนินการต่อไปอย่างไร" เขาตั้งคำถาม

บรรยากาศการหารือระหว่างผู้ถือหุ้นกู้สตาร์คและเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.

ที่มาของภาพ, สภาองค์กรของผู้บริโภค

คำบรรยายภาพ, บรรยากาศการหารือระหว่างผู้ถือหุ้นกู้สตาร์คและเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.

นอกจากนี้ เขายังได้ยกตัวอย่างกรณีคุณพ่อที่ก็เคยประสบปัญหาในลักษณะเดียวกันจากการถือหุ้นของบริษัทภูเก็ตแฟนตาซี ที่ขาดสภาพคล่องหลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้นักท่องเที่ยวลดลง ทางบริษัทฯ ก็ได้ติดต่อประสานงานมาเพื่อเสนอช่องทางในการแก้ไขให้กับผู้ถือหุ้นกู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอธิบายว่า ไม่สามารถทยอยจ่ายดอกเบี้ยให้ได้ โดยขอยื่นเสนอขยายอายุสัญญาออกไป

"ผมเชื่อว่าการเป็นลูกหนี้ที่ดีคุณจะต้องมีการบริหารจัดการที่ถูกต้อง แต่ไม่ใช่คุณหลบหน้า แสดงว่าคุณไม่มีวุฒิภาวะหรือความเป็นผู้นำเลยหรือไม่" เขาตั้งคำถาม

ขณะที่มาลี ก็ขอเรียกร้องผู้บริหารของสตาร์คเช่นกัน

"ดิฉันอยากให้เขาออกมารับผิดชอบเรื่องนี้ เพราะทุก ๆ คนที่เสียหายต่างพูดกันไม่ออกแล้ว น้ำตาจะไหลแล้ว บางคนบอกว่า ในส่วนของเขา (ที่ลงทุนไป) ก็ไม่เยอะ แต่เขาเก็บหอมรอมริบมาแทบตาย และคิดว่าจะได้ดอกเบี้ยมา แต่ก็กลับกลายเป็นอย่างนี้ ดอกเบี้ยไม่ได้ ต้นก็ไม่ได้ แล้วจะให้ฉันทำอย่างไร"

logo STARK Corp

ที่มาของภาพ, บมจ.สตาร์ค คอร์ปอเรชั่น

ขณะที่วันที่ 21 มิ.ย. ที่ผ่านมา บมจ. สตาร์ค ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ได้ยกเลิกการจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ครั้งที่ 3/2566 สำหรับหุ้นกู้ 3 รุ่น ประกอบด้วย STARK245A, STARK255A และ STARK242A ไปแล้ว เนื่องจากเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ได้ส่งหนังสือถึง บมจ. สตาร์ค ขอให้ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยคงค้างหุ้นกู้ทั้งหมดโดยพลัน โดยอาศัยเหตุผิดนัดเนื่องจากผู้ออกหุ้นกู้ได้ผิดนัดชำระหนี้เกินกว่า 3.00% ของส่วนของผู้ถือหุ้นของผู้ออกหุ้นกู้โดยคำนวณจากงบการเงินรวมปี 2565

อย่างไรก็ตาม การยกเลิกดังกล่าว บริษัทฯ อ้างว่าเพื่อรักษาความเป็นธรรมต่อกลุ่มเจ้าหนี้ทางการเงินรายอื่น ๆ ด้วย

บทเรียนของผู้กำกับตลาด

หลายกรณีที่เกิดขึ้นที่ส่งผลกระทบต่อผู้ลงทุนหรือผู้ถือหุ้นกู้ จากบริษัทที่ดำเนินการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำให้เกิดคำถามต่อผู้ที่กำกับดูแลว่า มีมาตรการในการควบคุมและตรวจสอบบริษัทเหล่านั้นเพียงพอหรือไม่

ล่าสุดวันที่ 21 มิ.ย. คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ มีมติเห็นชอบแนวทางให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์สำหรับบริษัทจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ทั้งกระบวนการ เพื่อสนับสนุนบริษัทที่มีฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง ให้สามารถใช้ประโยชน์จากตลาดทุนได้

ป้ายตลาดหลักทรัพย์ฯ

ที่มาของภาพ, Getty Images

ในเอกสารประชาสัมพันธ์ที่อ้างอิงถึงคำพูดของนายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังระบุเพิ่มเติมอีกว่าต้องการยกระดับการกำกับดูแลเพิ่มมากขึ้นด้วยการปรับปรุงเกณฑ์เครื่องหมาย "C (Caution)" เกณฑ์เพิกถอน ตลอดจนเกณฑ์การเข้าสู่ตลาดหุ้นโดยทางอ้อม หรือ Backdoor Listing เพื่อเพิ่มคุณภาพบริษัทจดทะเบียน และดูแลผู้ลงทุน โดยจะเปิดรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องภายในไตรมาส 3 ปีนี้

ที่มาผ่าน มีหลายบริษัทใช้วิธีการเข้าสู่ตลาดหุ้นโดยทางอ้อม หนึ่งในจำนวนนั้นคือ บมจ.สตาร์ค ที่ให้ บมจ.สยามอินเตอร์ มัลติมีเดีย ซึ่งอยู่ในกลุ่มธุรกิจสิ่งพิมพ์ เข้าไปซื้อกิจการในปี 2562 ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อบริษัทและวัตถุประสงค์การทำธุรกิจมาเป็นผู้ผลิตสายไฟฟ้าและสายเคเบิล เพื่อให้บริการภาคอุตสาหกรรม