เปิดงบการเงิน "สตาร์ค" ปี 64-65 พบความผิดปกติทางบัญชี รวม 2 ปีขาดทุนหนัก 12,640 ล้าน

ที่มาของภาพ, บมจ.สตาร์ค คอร์ปอเรชัน
หลังเลื่อนการแจ้งงบการเงินประจำปี 2565 มาแล้วหลายครั้ง ผู้บริหาร บมจ. สตาร์ค คอร์ปอเรชัน เปิดเผยว่าตรวจพบข้อผิดพลาดในการจัดทำงบการเงินทั้งในปี 2564 และ 2565 จึงต้องดำเนินการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งมีความคืบหน้าไม่มากนัก
ส่วนในการแจ้งตลาดหลักทรัพย์ของบริษัทฯ เมื่อวานนี้ (16 มิ.ย.) พบว่ามีการปรับปรุงงบการเงินประจำปี 2564 และ 2565 ด้วย เนื่องจาก ผู้บริหารชุดใหม่ของบริษัทตรวจพบข้อผิดพลาดหลายประการในงบการเงินปี 2564 ที่เกี่ยวข้องกับหลายบัญชีในงบการเงินและเป็นจำนวนเงินที่เป็นสาระสำคัญ รวมถึงรายได้จาการขายและต้นทุนขาย รายได้จากการให้บริการและต้นทุนให้บริการ สินค้าคงเหลือ ลูกหนี้และค่าเผื่อขาดทุน ด้านเครดิต และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง
รายการดังกล่าวข้างต้นถือเป็น "รายการที่ผิดปกติ" และทำให้ผู้บริหารของบริษัททำการปรับตัวเลขเปรียบเทียบย้อนหลังสำหรับปี 2564 สำหรับงบการเงินรวมที่ออกสำหรับปี 2565 ให้ถูกต้อง
รายงานที่ บมจ. สตาร์ค ได้ปรับแก้ไขประกอบด้วย
งบดุลประจำปี 2564 ในส่วนลูกหนี้การค้าจากเดิม 15,570.8 ล้านบาท แก้ไขเป็น 6,306.2 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ เจ้าของ จากเดิม 6,591.2 ล้านบาท แก้ไขเป็น 2,844.9 ล้านบาท

ที่มาของภาพ, บมจ. สตาร์ค
ในส่วนงบกำไรขาดทุน พบกว่ามีการแก้ไขรายได้จากการขายเป็น 17,486.6 ล้านบาท จากเดิม 25,217.2 ล้านบาท และในส่วนกำไรสุทธิปี 2564 จากเดิมมีกำไรสุทธิ 2,794.9 ล้านบาท มาเป็นขาดทุนขาดทุน 5,689.3 ล้านบาท
เมื่อมีการปรับแก้ไขข้อมูล ส่งผลให้กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการในปี 2565 จำนวน 25,213 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,158 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 32.31% จากปี 2564 และมีรายได้รวมจำนวน 25,725 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,609 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 34.57% เปรียบเทียบกับปี 2564
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกำไรสุทธิ พบว่า ทั้งปี 2564 และ 2565 บริษัทประสบกับภาวะขาดทุนอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่สอง โดยในปี 2564 บริษัทขาดทุนสุทธิที่ 5,989 ล้านบาท และในปี 2565 บริษัทขาดทุนเป็นจำนวน 6,651 ล้านบาท ถือเป็นการขาดทุนเพิ่มขึ้น 662 ล้านบาท หรือคิดเป็น 11% จากปีก่อนหน้า
บริษัทอธิบายว่า ผลการขาดทุนมาจากการขาดทุนจากการดำเนินงาน การตั้งสำรองการด้อยค่าของทรัพย์สินและเงินลงทุน ผลขาดทุนด้านเครดิตทั้งจากลูกค้าและเงินให้กู้ยืมระหว่างกัน รวมถึงการขาดทุนจากสินค้าสูญหาย
คณะกรรมการและคณะผู้บริหารชุดใหม่ของกลุ่มบริษัทฯ ระบุว่าขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการร่วมกับเจ้าหนี้สถาบันการเงินอย่างเร่งด่วน เพื่อหาทางแก้ปัญหาให้ กลุ่มบริษัทฯ สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องต่อไป รวมทั้งกำลังเร่งแก้ไขสาเหตุหลักของปัญหาที่ทำให้กลุ่มบริษัทฯ ประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก ทั้งการปรับปรุงการบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายใน เพื่อป้องกันไมให้เกิดปัญหาซ้ำขึ้นมาอีก
ขอขยายเวลาตรวจสอบกรณีพิเศษเพิ่มเติมอีก 30 วัน
สืบเนื่องจากการพบความผิดปกติในงบการเงินของบริษัท ผู้บริหารของสตาร์คได้ดำเนินการตรวจสอบกรณีพิเศษ ที่ตามนัยมาตรา 89/25แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
คณะกรรมการตรวจสอบได้มอบหมายให้ว่าจ้างบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ เอบีเอเอส จำกัด เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (special audit) ในเดือน มี.ค. โดยตรวจสอบครอบคลุมรายการผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับบัญชีลูกหนี้การค้าที่ผู้สอบบัญชีได้รับหนังสือยืนยันยอด (A/R confirmation) ที่แตกต่างกัน เงินจ่ายล่วงหน้าค่าสินค้าที่จำนวนเงินสูงผิดปกติ เอกสารแจ้งหนี้ (invoices) ที่มีมูลค่าและจำนวนมากเป็นพิเศษในช่วงสิ้นงวด สินค้าคงคลังสูญหาย และรายงานวิเคราะห์อายุลูกหนี้ที่ไม่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม จากเอกสารหลายฉบับที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ระบุว่า แม้ว่าจะมีความคืบหน้าในการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ แต่ยังไม่แล้วเสร็จจึงได้ขอขยายระยะเวลาเพิ่มเติมอีก 30 วัน ไปจนถึงวันที่ 17 ก.ค. นี้
ผู้เสียหายจากกรณีหุ้นสตาร์คมีใครบ้าง

ที่มาของภาพ, สภาองค์กรผู้บริโภค
เว็บไซต์ไทยบีพีเอส รายงานเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ว่า นับตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปี 2568 สตาร์คต้องหาเงินมาไถ่ถอนหุ้นกู้หรือใช้หนี้เกือบ 10,000 ล้านบาท ให้กับเจ้าหนี้ที่มีประมาณ 4,500 คน และจากความกังวลต่อทิศทางการดำเนินกิจการของสตาร์คที่อาจผิดนัดชำระหนี้กับผู้ถือหุ้นกู้
ขณะที่ยังมีกลุ่มผู้ถือหุ้นกู้สตาร์คที่เป็นกลุ่มรายย่อยราว 600 คน ด้วยเงินลงทุนเกือบพันล้านบาท โดยการลงทุนรายบุคคลมูลค่าตั้งแต่ 100,000 บาทไปจนถึง 30 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีหนี้ธนาคารอีก 8,000 ล้านบาท หุ้นกู้ 9,100 ล้านบาท หุ้นเพิ่มทุนเฉพาะเจาะจงให้กับสถาบันการเงิน 5,800 ล้านบาท
เกิดอะไรขึ้นกับหุ้นสตาร์ค
บมจ.สตาร์ค กลายเป็นที่สนใจของบรรดานักลงทุนในตลาดหุ้นไทย หลังจากการเข้าสู่ตลาดหุ้นโดยทางอ้อม หรือ Back-door Listing ด้วยการให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว คือ บมจ.สยามอินเตอร์ มัลติมีเดีย ซึ่งอยู่ในกลุ่มธุรกิจสิ่งพิมพ์ เข้าไปซื้อกิจการในปี 2562
หลังจากนั้นบริษัทได้เปลี่ยนชื่อบริษัทและวัตถุประสงค์การจดทะเบียนธุรกิจมาเป็นชื่อ บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชัน เพื่อทำธุรกิจผลิตสายไฟฟ้าและสายเคเบิล เพื่อให้บริการภาคอุตสาหกรรม ด้วยมูลค่าทรัพย์สินเกือบ 40,000 ล้านบาท โดยมีบริษัทที่ประกอบธุรกิจหลักประกอบด้วย บริษัท เฟ้ลปส์ ดอด์จ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัท อดิสรสงขลา จำกัด ซึ่งทำธุรกิจให้บริการด้านทรัพยากรบุคคล
ในปีแรกหลังจากเข้าตลาดหุ้น บมจ.สตาร์ค สร้างผลกำไรทางธุรกิจจนเป็นที่จับตาและดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่และกองทุนทั้งในและต่างประเทศ
ในปี 2562 มีกำไร 124 ล้านบาท ตามมาด้วยปี 2563 กำไรก้าวกระโดดไปอยู่ที่ 1,600 ล้านบาท ในปี 2564 กำไรพุ่งทยานไปที่ 2,780 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการในรอบ 3 ไตรมาสแรกของปี 2565 บมจ.สตาร์คมีรายได้สูงถึง 21,800 ล้านบาท ขณะที่มีกำไร 2,200 บาท อย่างไรก็ตาม นี่เป็นตัวเลขผลประกอบการก่อนมีการตรวจพบความผิดปกติในทางบัญชีดังที่รายงานไปข้างต้น

ที่มาของภาพ, สำนักงาน ก.ล.ต.
ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้สวย ในช่วงกลางปี 2565 บริษัทประกาศเข้าซื้อหุ้นในบริษัท LEONI Kabel GmbH ของเยอรมนีที่ทำธุรกิจสายเคเบิลและการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีมูลค่าการซื้อขายราว 20,572 ล้านบาท ต่อมาบริษัทอนุมัติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนเพื่อรองรับการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนเป็นมูลค่าราว 5,580 ล้านบาท ให้แก่ผู้ลงทุนที่จองซื้อและที่ได้รับการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 12 ราย
ในวันที่ 13 ธ.ค. 2565 บมจ.สตาร์คได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์เพื่อยกเลิกดีลธุรกิจดังกล่าวโดยชี้แจงเหตุผลว่า "เห็นว่ามีเหตุการณ์ต่าง ๆ และมีการเปลี่ยนแปลงในทางลบหลายประการ" พร้อมกับแจ้งว่าจะนำเงินเพิ่มทุน 5,580 ล้านบาทดังกล่าว ไปใช้กับโครงการอื่น หรืออาจชำระหนี้ระยะสั้นแทน
ต่อมาในต้นปี 2566 บมจ.สตาร์คกลายเป็นที่จับตาของนักลงทุนอีกครั้งในข้อพิรุธที่เกิดขึ้น โดยวันที่ 28 ก.พ. บมจ.สตาร์คได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่ามีความจำเป็นต้องเลื่อนส่งงบการเงินรวมและงบการเงินเฉพาะกิจการปี 2565 ออกไป โดยจะนำส่งภายในวันที่ 31 มี.ค.
ทว่า ในวันรุ่งขึ้น (1 มี.ค.) ตลาดหลักทรัพย์ขึ้นเครื่องหมาย SP หรือ ระงับการซื้อขายหุ้นชั่วคราวเป็นเวลา 3 เดือน ต่อมาในเดือน เม.ย. ผู้บริหารบริษัทชุดเดิมทยอยลาออก อาทิ นายชนินทร์ เย็นสุดใจ ประธานกรรมการบริษัท ลาออก พร้อมกรรมการคนอื่นรวม 7 ราย พร้อมแจ้งเปลี่ยนแปลงรายชื่อประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน (Chief Financial Officer: CFO) และผู้ควบคุมดูแลการทำบัญชี ขณะที่งบการเงินจำเป็นต้องส่งตามกำหนดถูกเลื่อนมาแล้วเป็นครั้งที่ 3 และสิ้นสุดการส่งงบวันสุดท้ายในวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา
มรสุมยังไม่จบ เพราะหุ้นสตาร์คกลับมาทำการซื้อขายอีกครั้งในวันที่ 1 มิ.ย. ปรากฏว่าราคาหุ้นเปิดตลาดร่วงลงทันทีและร่วงต่อเนื่องไปทำจุดต่ำสุดที่ 0.13 บาทต่อหุ้น ก่อนจะปิดตลาดที่ 0.18 บาทต่อหุ้น หรือร่วงลงกว่า 90% ภายในวันเดียว
12 มิ.ย. สตาร์คแจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่าบริษัทถูกยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นมูลค่ากว่า 2.2 หมื่นล้านบาทโดยสองบริษัทในเยอรมนี หลังจากบริษัทล้มดีลซื้อขายกิจการไป
ในวันเดียวกัน สภาผู้บริโภคพร้อมกับกลุ่มผู้เสียหายหุ้นกู้สตาร์คได้เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้เร่งตรวจสอบและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น พร้อมเสนอให้ ก.ล.ต. ออกมาตรการเข้มในการคุ้มครองผู้บริโภคเรื่องการลงทุน
ทางด้าน ก.ล.ต.ได้สั่งการให้สตาร์คชี้แจงข้อเท็จจริงและความคืบหน้าในการดำเนินการต่างๆ รวมทั้งจัดให้มีการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ
ขณะที่บริษัทฯ ได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อให้สืบสวนและสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีและลงโทษตามกฎหมาย











