อนุทิน ชาญวีรกูล รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกฯ คนที่ 32 ย้ำแก้ปัญหา 4 ด้าน ยึดคำมั่นยุบสภาใน 4 เดือน

ที่มาของภาพ, โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.)
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ขอมุ่งมั่นปฎิบัติหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและมีคุณธรรม ให้สมกับที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย เพื่อความผาสุกของประชาชนชาวไทย
เวลาประมาณ 11.30 น. ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อัญเชิญพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี มายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน ก่อนอ่านพระบรมราชโองการ ความว่า
"พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
ด้วยความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) (5) และประธานสภาผู้แทนราษฎรได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาว่าสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 เห็นชอบด้วย ในการแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 7 กันยายน พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบันผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร
จากนั้น นายอนุทิน ถวายความเคารพพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วเปิดกรวยกระทงดอกไม้ รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกฯ ต่อด้วยการถวายบังคม 3 ครั้ง ทำความเคารพพระบรมสาทิสลักษณ์อีกครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี
สำหรับพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี จัดขึ้นที่ทำการพรรคภูมิใจไทย สำนักงานใหญ่ ถนนพหลโยธิน โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย พรรคร่วมรัฐบาล และสมาชิกในครอบครัว เข้าร่วมพิธีรับสนองพระบรมราชโองการ

ที่มาของภาพ, Reuters
ภายหลังได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี นายอนุทินได้กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยระบุว่า
"ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม เนื่องในโอกาสที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าพระพุทธเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
นับเป็นศุภสิริมงคลและเกียรติยศอันไพบูลย์แก่ข้าพระพุทธเจ้าและครอบครัวอย่างหาที่สุดไม่ได้ พระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมนี้ จะเป็นที่สำนึกและเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมของข้าพเจ้าและครอบครัวตลอดไป
ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายสัตย์ว่าจะมุ่งมั่นปฎิบัติหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและมีคุณธรรม ให้สมกับที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย เพื่อความผาสุกของประชาชนชาวไทยและความวัฒนาสถาพรของประเทศชาติ ตามพระราชปณิธานและเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ"
จากนั้นนายอนุทินได้เดินไปคุกเข่าลงกราบที่ตักบิดา และมารดา ก่อนจะพูดคุยกับครอบครัว จากนั้นก็เดินไปยกมือไหว้ขอบคุณและจับมือกับบรรดานักการเมืองพรรคต่าง ๆ ที่เข้าร่วมพิธี

ที่มาของภาพ, โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.)
ให้คำมั่นแก้ปัญหา 4 ด้านให้กับประเทศ

ที่มาของภาพ, Reuters
ต่อมา 12.15 น. นายอนุทิน กล่าวถ้อยแถลงต่อสื่อเป็นครั้งแรกภายหลังได้รับสนองพระบรมราชโองการเป็นนายกรัฐมนตรี การแถลงข่าวใช้เวลาเกือบ 20 นาที โดยนายอนุทินกล่าวขอบคุณและให้คำมั่นสัญญาในหลายประเด็น ทั้งการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของประเทศ รวมถึงการทำงานของรัฐบาลหลังจากนี้ในช่วงเวลาก่อนที่จะมีการยุบสภาตามกรอบเวลาที่ได้ตกลงกับพรรคประชาชน
บีบีซีไทยสรุปประเด็นในคำกล่าวแรกของนายกฯ "อนุทิน" ได้ดังนี้
- สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ - ขอบคุณประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาล
นายกรัฐมนตรี 'ป้ายแดง' เริ่มจากการกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก่อนจะกล่าวว่าการเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเขามีข้อจำกัดหลายประการ แต่เขาขอให้ความมั่นใจว่าเขาและคณะรัฐมนตรีจะทุ่มเททำงานเพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากวิกฤตต่าง ๆ
จากนั้นนายอนุทินได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่ให้ความมั่นใจในตัวเขา ผ่านการลงคะแนนเสียงจาก สส. โดยเน้นย้ำถึงพรรคประชาชน (ปชน.) ที่เสียสละเพื่อให้ประเทศไทยมีทางออก ซึ่งภายหลังการลงคะแนนเสียงแล้วก็ได้กลับไปสู่เจตนารมณ์เดิมของพรรคคือการเป็นฝ่ายตรวจสอบ
และเขายังกล่าวขอบคุณ สส.ที่มาจากพรรคร่วมรัฐบาล อาทิ พรรคกล้าธรรม พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปไตยใหม่ รวมถึง สส. ที่ได้ให้การสนับสนุนและไว้วางใจให้เกิดรัฐบาลภายใต้การนำของเขา
"ผมต้องขอขอบพระคุณพี่น้องประชาชนที่ได้ให้ความมั่นใจ โดยผ่านความไว้วางใจและการลงคะแนนเสียงของบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชนที่ได้ให้การสนับสนุนตัวกระผมให้เข้ามาแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า" นายอนุทิน ระบุในช่วงแรกของการแถลงข่าว
"ท่านได้เสียสละให้ประเทศไทยมีทางออก และหลังจากลงคะแนนเสียงเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ได้กลับไปอยู่ในเจตนารมณ์เดิมของท่านคือการเป็นฝ่ายตรวจสอบ" เขาระบุ

ที่มาของภาพ, Reuters
- ให้คำมั่นแก้ปัญหา 4 ด้านของประเทศ
ต่อมานายกฯ จากพรรคภูมิใจไทยกล่าวยืนยันว่าเขาจะเร่ง "แก้ไขปัญหา 4 ด้านที่เป็นภัยคุกคามและส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน ประกอบด้วย
- ปัญหาเศรษฐกิจ – จะเร่งดำเนินมาตรการ "ลดรายจ่าย ลดค่าครองชีพ ลดค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ค่าขนส่งต่าง ๆ" ให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ รวมถึงจะ "แก้ไขปัญหาหนี้สินให้แก่เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย" และหามาตรการต่าง ๆ มาเสริมสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและประชาชน รวมถึงทำให้รายได้ของชุมชนท้องถิ่นมั่นคงแข็งแรงขึ้น
- ปัญหาความมั่นคง – จะ "เร่งแก้ไขปัญหากรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาด้วยแนวทางสันติภาพ" เพื่อ "ลดความสูญเสียของประชาชนของทั้งสองประเทศ" อย่างไรก็ตาม จะต้องยึดหลักการไม่ให้ไทยเสียดินแดน "แม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว" และรัฐบาลจะเร่งดำเนินการชดเชยให้กับประชาชนผู้ประสบภัย ซึ่งเขากล่าวว่า "ในช่วงที่ผ่านมาอาจมีการล่าช้าไปบ้าง"
- ปัญหาภัยธรรมชาติ - ต่อยอดจัดทำระบบเตือนภัย ระบบเยียวยาและฟื้นฟูต่าง ๆ รวมถึงเร่งชดเชยค่าเสียหายประชาชนผู้ประสบภัยตามธรรมชาติ ซึ่งนายอนุทินย้ำในช่วงนี้ว่าเป็นเรื่องที่ตนเองคุ้นเคยเป็นอย่างดีเพราะติดตามมาตั้งแต่ตอนที่เป็น รมว.มหาดไทย และให้คำมั่นว่าเขาจะทำต่อเนื่อง เนื่องจากจะควบตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ต่อจากนี้ด้วย
- ปัญหาภัยสังคม – เร่งปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ การพนันและพนันออนไลน์ โดยสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน
- ยันพร้อมประสานงานกับข้าราชการ
ช่วงหนึ่งที่พูดถึงการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของประเทศ นายอนุทินเน้นย้ำว่าเขามั่นใจว่าการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ตามที่เขาตั้งใจจะไม่มีปัญหาอุปสรรคใด ๆ เพราะเชื่อว่าจะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากข้าราชการที่คุ้นเคย
เขายังย้ำอีกว่า เขาไม่เพียงคุ้นเคยแต่กับข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยหรือกระทรวงสาธารณสุขที่เคยทำงานด้วยในสมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการเท่านั้น แต่ในช่วงที่เขาเป็นรองนายกฯ เกือบ 6 ปี เขามีความสัมพันธ์และมีเครือข่ายความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน ทั้งด้านฝ่ายพลเรือน รวมถึงฝ่ายความมั่นคง ตำรวจ และกองทัพ
"การแก้ไขปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่ผมได้กล่าวมา 4 ปัญหาหลัก ๆ ผมขอให้ความมั่นใจว่า ผมจะต้องได้รับความร่วมมือการประสานงานเพื่อให้เจตนารมณ์ของผม ซึ่งก็คือเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนทุกคน ได้ขับเคลื่อนไปด้วยประสิทธิภาพและความรวดเร็ว โดยปราศจากอุปสรรคและสิ่งกีดขวางใด ๆ" นายอนุทินกล่าว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- ชี้แจงประเด็นข้อกังขา
นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทยยังใช้โอกาสถ้อยแถลงแรกชี้แจงข้อกังขาต่าง ๆ ต่อตัวเขา ซึ่งเขามองว่าในบางครั้งพวกเขาก็ "ไม่ได้รับความยุติธรรม มีการกลั่นแกล้ง ใส่ร้าย" โดยยืนยันว่าเขาและรัฐมนตรีทุกคนจะทำงานโดยยึดความถูกต้องตามเป็นหลัก และจะไม่แทรกกระบวนการยุติธรรม
"เรื่องที่เป็นสิ่งที่กังวลใจของพี่น้องประชาชน ผมขอเรียนยืนยันว่า ตัวผมและรัฐบาล ซึ่งก็หมายถึงรัฐมนตรีทุกคน จะทำงานโดยยึดความถูกต้องของกฎหมายเป็นหลักเท่านั้น และผมขอย้ำว่าจะไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมตามที่มีผู้ห่วงใยและกังวล แต่จะปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำงานด้วยกลไกซึ่งกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกำหนดไว้ในกฏหมายต่าง ๆ " นายอนุทินระบุ
เขายังเน้นย้ำอีกว่านอกจากที่เขาจะไม่เข้าไปแทรกแซงแล้ว เขาจะ "เร่งรัด" และ "เปิดเผยให้กระบวนการยุติธรรมทุกอย่างอยู่บนโต๊ะ" โดยต้องอธิบายต่อประชาชนและคู่ความได้ ซึ่งหากผิดในส่วนไหนก็พร้อมดำเนินการทันที แต่ "ต้องดำเนินการด้วยกฎหมายไม่ใช่กดหมู่"
- ย้ำจะยุบสภาตามเงื่อนไข
นายกฯ อนุทิน ยังยืนยันต่อกรณีที่ สส. พรรค ปชน. ห่วงใยถึงข้อตกลงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อตกลงร่วมกันนั้น เขาย้ำว่า "รัฐบาลของผมจะมีจุดมุ่งหมายที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น ตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในหมวดของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนอกจากนี้ยังน่าจะมีกระบวนการตามที่ศาลรัฐธรรมนูญจะได้กรุณาวินิจฉัยในเร็ว ๆ นี้"
"หลังจากนั้น ผมจะยุบสภา ภายในกรอบเวลา 4 เดือนที่ได้มีข้อตกลงไว้ เพื่อที่เราจะได้คืนอำนาจให้กลับคืนสู่พี่น้องประชาชน ให้พี่น้องประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตของประเทศต่อไป" นายอนุทินให้คำมั่น
- ให้ความมั่นใจทำงานเต็มที่ภายใต้เวลาที่มี
นายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยยังยืนยันว่าภายใต้ช่วงเวลาที่รัฐบาลของเขามีอยู่ไม่มาก เขาและรัฐมนตรีทุกคนจะทำงานอย่างเต็มที่ โดยรัฐมนตรีจะคัดสรรมาอย่างดี "ไม่มีเวลาทดลองงาน" ซึ่งหลังจากถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วก็ "จะปฏิบัติงานได้ทันทีด้วยความมีประสิทธิภาพ"
"ตัวผมและคณะรัฐมนตรีจะไม่มีวันหยุด ไม่มีพักร้อน และถ้าเป็นไปได้ต้องไม่มีการเจ็บป่วย ไม่มี holiday (วันหยุดยาว) ไม่มีวันที่จะบอกว่าจะพักผ่อน ยกเว้นพักผ่อนตามความต้องการของร่างกายในทุก ๆ วัน" นายอนุทินกล่าว
"ผมเชื่อว่า 4 เดือน คนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีของผม รวมทั้งตัวผมเอง จะสามารถมีสุขภาพที่จะยืนหยัดทำงานให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มที่ เราจะต้องเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยให้หลุดพ้นจากสถานการณ์วิกฤติให้จงได้ในระยะเวลาที่มีอยู่"
"และนอกจากนั้นเราก็จะสร้างรากฐานที่มั่นคง เพื่อที่รัฐบาลชุดต่อไปจะได้มาสานต่อการทำงาน โดยดำรงเจตนารมณ์ให้พี่น้องประชาชนมีความอยู่ดีมีสุข มีความมั่นคงในชีวิต ด้วยความยั่งยืนตลอดไป รวมทั้งจะสร้างความรักความสามัคคีของคนในชาติ เพื่อร่วมกันเป็นพลังในการพัฒนาประเทศไทยที่รักของเราสืบต่อไป"
"ผมจะไม่ทำให้เจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนที่มอบความไว้วางใจในตัวผมต้องสูญเปล่า และผมจะทุ่มเทอย่างสุดความสามารถที่จะตอบแทนบุญคุญแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะรับใช้พี่น้องประชาชนของผมให้สมกับความไว้วางใจที่ท่านได้กรุณามีให้แก่ผมในการเป็นนายกรัฐมนตรีของท่านในวันนี้" เขากล่าวทิ้งท้าย
เปิดตัว 4 ว่าที่ รมต.ใหม่ คนนอก หนึ่งวันก่อนโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกฯ

ที่มาของภาพ, Facebook/พรรคภูมิใจไทย
เมื่อวานนี้ (6 ก.ย.) นายอนุทิน ได้นำนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสมัยนายปานปรีย์ พหิทธานุกร, อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ พร้อมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ดื่มกาแฟร่วมกัน ภายหลังการหารือร่วมกันที่ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย
นายสีหศักดิ์ ยอมรับว่า ได้มีการพูดคุยกับนายอนุทิน เกี่ยวกับการถูกทาบทาม ดำรงตำแหน่ง "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ"
ขณะที่ นายเอกนิติ คาดว่า จะถูกทาบทามมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ด้านนายสันติ คาดว่าจะมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ต่อมา นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ตามมาสมทบในภายหลัง โดยคาดว่า จะได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
ทั้งนี้ นายอนุทินยืนยันว่า ความชัดเจนในการจัดสรรตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีมีความแน่นอนแล้ว 100% แล้ว ซึ่งทุกคนที่มาทำหน้าที่ในคณะรัฐมนตรี ทราบดีถึงเงื่อนไข และข้อจำกัดต่าง ๆ โดยจะต้องเริ่มทำงานทันที หลังเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน พร้อมยืนยันว่า รัฐมนตรีทุกคน จะต้องมีคุณสมบัติไม่ขัดต่อกฎหมาย และข้อจำกัด จะต้องทุ่มเททำงานด้วยความรู้ความสามารถ เป็นมืออาชีพ
อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งรัฐบาลของนายอนุทิน ต้องเผชิญกับความท้าทายทางกฎหมาย เมื่อในวันที่ 7 ก.ย. มี สส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสภาฯ ได้ร่วมกันเข้าชื่อยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการกระทำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ปมทำ MOA 'ยุบสภา 4 เดือน-ทำประชามติแก้ รธน.' แลกโหวตนั่งนายกฯ เข้าข่ายครอบงำชี้นำพรรคการเมือง ก้าวก่ายแทรกแซงเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 185 (1) และ (2) ของรัฐธรรมนูญ จึงทำให้สมาชิกภาพของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (7) หรือไม่
ย้อนเส้นทางชีวิตทางการเมือง อนุทิน ชาญวีรกูล

ที่มาของภาพ, พรรคภูมิใจไทย/Facebook
อนุทิน ชาญวีรกูล ก้าวขึ้นเป็นนายกฯ คนที่ 32 ของประเทศไทย 32 ถือเป็นนายกฯ คนที่ 3 ของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 ภายหลังการเลือกตั้ง 2566
ปัจจุบันอายุเกือบ 59 ปี ใคร ๆ ก็เรียกเขาว่า "เสี่ยหนู" เพราะเป็นทายาทรุ่นสองชิโน-ไทย ยักษ์ใหญ่วงการก่อสร้าง ซึ่งพ่อของเขา นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร สมัยแรก เป็นผู้ก่อตั้ง
อนุทิน ก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการครั้งแรกในรัฐบาล "ทักษิณ" เมื่อปี 2547 ขณะที่เขามีอายุ 37 ปี เท่ากับอายุ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ตอนเข้ามาเป็นนายกฯ
เขาเคยนั่งเก้าอี้รองนายกฯ 2 สมัย และรัฐมนตรีว่าการ 2 กระทรวง ในช่วงปี 2562-2568 ซึ่งนำมาสู่ฉายา "หมอหนู" ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และตามรอยบิดา คุมอาณาจักรสิงห์หลากสีของกระทรวงมหาดไทย ในฐานะ "มท. 1" ในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องมายังรัฐบาลแพทองธาร
อนุทินอยู่กับพรรคไทยรักไทย (ทรท.) จนวาระสุดท้ายของทักษิณ ซึ่งเขาพ้นอำนาจไปพร้อมกันด้วยรัฐประหาร ปี 2549 เขาถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปีหลังจาก ทรท. ถูกยุบ ระหว่างเว้นวรรคทางการเมือง เขาส่งบิดาไปสังกัดพรรคพลังประชาชน (พปช.) ด้วย
ต่อมาหลังจากเนวิน ชิดชอบ ประกาศแยกทางกับทักษิณอันก่อเกิดวลีดัง "มันจบแล้วครับนาย" เนวินพร้อมด้วยอนุทิน หอบหิ้วสมาชิก "กลุ่มเพื่อนเนวิน" ออกมาตั้งพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เปลี่ยนจากขั้ว "สีแดง" มาสวมเสื้อ "สีน้ำเงิน" ในปี 2552 ก่อนที่อนุทินจะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค ภท. ในปี 2555 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
เส้นทางการเมืองของอนุทินเติบโตขึ้นมาท่ามกลางสายสัมพันธ์อับแนบชิดของสองตระกูลการเมือง "ชาญวีรกูล" และ "ชิดชอบ" บ้านใหญ่บุรีรัมย์
เขาประกาศตัวเป็น "ลูกชาย" อีกคนของปู่ชัย หลายครั้งหลายหน เคยบอก "รักพี่ชายสุดหัวใจ" ต่อเนวิน ซึ่งเคยอวยพรผูกแขนให้อนุทินเมื่อปี 2567 ว่า "ผูกให้ได้เป็นนายกฯ" ในงานเลี้ยงวันเกิดครบรอบ 66 ปีของเนวินที่ จ.บุรีรัมย์
ความผูกพันกับบ้านใหญ่แดนอีสานใต้ยังสะท้อนจากการที่เขามีชื่อในทะเบียนบ้านอยู่ที่ จ.บุรีรัมย์ ฐานที่มั่นของพรรค ภท. ด้วย
คำพูดประจำใจของอนุทิน และ ภท. คือ "พูดแล้วทำ" ในช่วงเลือกตั้ง เขาให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยโดยพูดถึงคุณสมบัติ "ผู้นำที่พึงประสงค์" ซึ่งสอดคล้องกับจุดแข็งของตัวเองรวม 6 ข้อ ได้แก่ มีประสบการณ์ และมีความสามารถในการทำงาน ไม่ต้อง "รำมวย" หรือ "ทดลองงาน", มีพื้นฐานทางการเมืองค่อนข้างมั่นคง เป็นตัวของตัวเอง, มีความชำนาญในงานของทั้ง 2 สภา, รู้จักประชาชนในพื้นที่, เข้าใจระบบการบริหารงานภาครัฐ/ภาคราชการ ผลักดันนโยบายได้อย่างรวดเร็ว และท้ายสุด คือ มีสายสัมพันธ์อันดีและประสานได้กับทุกขั้ว ทั้งทางราชการ และทางการเมือง
ในด้านผลงานของพรรค ภท. แม้หลายนโยบายจะ "พูดแล้วทำ" จนทำให้ฐานเสียงนิยมชมชอบ แต่อนุทินก็มีคน "คนชัง" พอควร ด้วยสารพัดผลงานที่คนไม่เห็นด้วย ตั้งแต่สมัยเป็น "หมอหนู" รมว. สาธารณสุข ในรัฐบาลประยุทธ์ อย่างนโยบายกัญชาทางการแพทย์ ที่เมื่อปลดล็อกจริง กลับกลายเป็นกัญชาเสรี โดยมีผู้ต่อต้านคนดัง คือ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์
นอกจากนี้ยังมีความล้มเหลวในการจัดการกับโรคระบาดโควิด-19 และการจัดหาวัคซีน, การจัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูู่บ้าน หรือ อสม. ที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็น "กลไกระบบหัวคะแนน" แบบใหม่
เขายังเป็นคู่ขัดแย้งกับแพทย์ชนบทคนดังอย่าง หมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ซึ่งออกมาวิจารณ์นโยบายกัญชาและการจัดการโควิด ก่อนที่หมอชนบทคนนี้จะถูกผู้ตรวจราชการกระทรวงเซ็นคำสั่งย้าย สมัยที่อนุทินเป็น รมว.สธ. เมื่อปี 2566

ที่มาของภาพ, Anutin Charnvirakul/Facebook
ด้านชีวิตสมรส อนุทินแต่งงานมาแล้ว 3 ครั้ง เขาเคยสร้างความฮือฮา เมื่อแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ว่าจ่ายเงินให้อดีตภรรยา 50 ล้านบาทจากข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า
ส่วน "หวานใจ" ภริยาคนปัจจุบัน คือ "จ๋า" ธนนนท์ นิรามิษ ลูกสาวคหบดี จ.ระนอง เจ้าของกิจการร้านกาแฟชื่อดังของจังหวัด ซึ่งเธอเคยเผยกับประชาชาติธุรกิจว่า ประทับใจอนุทิน เพราะ "เป็นคนอบอุ่น มีอารมณ์ขัน กวนเล็ก ๆ ละเอียด และให้เกียรติคนข้าง ๆ เสมอ" และเผยว่าเขาจีบด้วยการ "เข้าทางแม่"
ในด้านไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ว่าที่นายกฯ คนที่ 32 ชื่นชอบการเล่นดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ มักปรากฏภาพเขาบรรเลงแซ็กโซโฟนในวาระต่าง ๆ หรือเล่นเปียโน นอกจากนี้เขามักมีภาพไปนั่งกินอาหารข้างทางร้านดังอยู่บ่อยครั้ง และยังเป็นนักบินจิตอาสาในโครงการ "หัวใจติดปีก" ปฏิบัติหน้าที่ส่งอวัยวะช่วยชีวิตผู้คนอยู่เนือง ๆ
ในปี 2568 เส้นทางของอนุทิน มาสู่จุดเปลี่ยน เมื่อเกิดความขัดแย้งในการจัดเก้าอี้ ครม. พรรค ภท. ซึ่งมี สส. อยู่ 69 เสียง ได้ชิงถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลในวันที่ 18 มิ.ย. 2568 วันเดียวกับที่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ปล่อยคลิปเสียงสนทนาทางโทรศัพท์กับ น.ส.แพทองธาร ท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยการชิงถอนตัวออกจากรัฐบาลเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการโปรดเกล้า ครม. "แพทองธาร 1/1" เมื่อ 1 ก.ค. 2568











