You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เหตุใดกลุ่มคริสเตียนขวาจัดเชื่อว่า “พระเจ้าส่งทรัมป์มาเป็นผู้นำสหรัฐฯ” ?
- Author, เซซิเลีย บาร์เรีย
- Role, บีบีซี นิวส์ มุนโด (แผนกภาษาสเปน)
- Reporting from, รัฐโอกลาโฮมา
ไม่กี่นาทีก่อนการประกอบพิธีทางศาสนาในวันอาทิตย์ ที่คริสตจักรแบ๊บติสต์ปฏิรูปแห่งพระคุณ (Grace Reformed Baptist Church) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเอลกิน (Elgin) ชุมชนที่มีประชากรราว 2,000 คน ในรัฐโอกลาโฮมาทางตอนใต้ของสหรัฐฯ ศิษยาภิบาล ดัสตี ดีเวอร์ วัย 36 ปี ปรากฏตัวด้วยเครื่องแต่งกายที่สง่าและเรียบร้อยไร้ที่ติ พร้อมทั้งยิ้มกว้างให้การต้อนรับกลุ่มผู้ศรัทธาราว 100 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครอบครัวคนผิวขาวที่มีบุตรหลายคน
ตรงบริเวณห้องโถงของคริสตจักร มีแผ่นพับและหนังสือเล่มเล็กจำนวนหนึ่งวางอยู่ ที่ปกของหนังสือเหล่านี้แสดงภาพวาดของทารกที่ดูเหมือนว่าจะสิ้นชีวิตไปแล้ว พร้อมทั้งข้อความที่เขียนว่า “ในขณะที่คุณกำลังอ่านข้อความนี้อยู่ ทั่วสหรัฐฯ มีเด็กถึง 3 คน ถูกสังหารไปอย่างไม่เป็นธรรมในครรภ์มารดา” หนังสือดังกล่าวยังระบุว่า การทำแท้งนั้นถือเป็น “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในยุคสมัยปัจจุบันของเรา
ประเด็นการทำแท้งรวมถึงปัญหาเศรษฐกิจและผู้อพยพ ถือเป็นหนึ่งในเรื่องใหญ่ที่สำคัญและมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของชาวอเมริกัน ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ใกล้จะมาถึงในเดือนหน้า (5 พ.ย.) หนังสือเล่มเล็กเหล่านี้จึงเป็นสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า การเมืองและศาสนามีความเกี่ยวข้องพัวพันกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ชาวคริสเตียนหรือผู้นับถือนิกายโปรเตสแตนต์ที่มีแนวโน้มทางอุดมการณ์สุดโต่งแบบขวาจัด
ท่ามกลางอากาศอันอบอ้าวของฤดูร้อน พิธีทางศาสนาเริ่มต้นขึ้นในเวลา 10.45 น. เมื่อฝนที่เทลงมาอย่างหนักเริ่มซาลง โดยศิษยาภิบาลเล่นกีตาร์และร้องเพลงร่วมกับเหล่าผู้ศรัทธา ในโบสถ์ของคริสตจักรซึ่งมีเพียงผนังสีขาวที่ปราศจากการตกแต่ง ทำให้บรรยากาศดูประหยัดมัธยัสถ์และเรียบง่ายอย่างยิ่ง
ศิษยาภิบาลดีเวอร์นั้นดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิกด้วย เขาเกิดที่เมืองแห่งนี้และมีบุตรถึง 6 คน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทในสาขาศาสนศึกษา และมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นของตัวเอง ในวันอาทิตย์ผู้คนจะเห็นเขาเทศนาอยู่เป็นประจำที่คริสตจักร แต่ในวันจันทร์ของทุกสัปดาห์ ผู้คนจะพบว่าเขาทำหน้าที่เสนอกฎหมายอยู่ในสภาของรัฐโอกลาโฮมา
นับเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่นักการเมืองของรัฐนี้จะครองตำแหน่งสำคัญในคริสตจักรท้องถิ่นไปด้วย หรือไม่พวกเขาก็มักจะมีสายสัมพันธ์อันเหนียวแน่นกับองค์กรศาสนาในทางใดทางหนึ่ง
ความเป็นผู้นำแบบควบคู่ทั้งในทางการเมืองและศาสนาเช่นนี้ พบได้ทั่วไปในภูมิภาค “ไบเบิล เบลต์” (Bible Belt) หรือพื้นที่ของขบวนการอนุรักษ์นิยมทางศาสนาในแถบตอนใต้ของสหรัฐฯ ภูมิภาคเคร่งศาสนาที่กว้างใหญ่นี้ ประกอบไปด้วยรัฐที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือนิกายโปรเตสแตนต์และสนับสนุนพรรครีพับลิกันอย่างน้อย 9 รัฐ ซึ่งเขตพื้นที่นี้ทรัมป์เคยได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่แล้ว เว้นแต่ในรัฐจอร์เจียเท่านั้น
ภูมิภาคไบเบิล เบลต์ หรือ “แถบเข็มขัดพระคัมภีร์ไบเบิล” ในทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางของอิทธิพลทางการเมืองในหมู่ผู้นำฝ่ายอนุรักษ์นิยมของคริสตจักรโปรเตสแตนต์ ซึ่งอิทธิพลที่ว่านี้กำลังเติบโตแข็งแกร่งขึ้นทุกที
ใจกลางของภูมิภาคไบเบิล เบลต์ มีรัฐโอกลาโฮมาที่ประชากรส่วนใหญ่เคร่งศาสนาอย่างมาก นอกจากนี้กว่า 80% ของสมาชิกรัฐสภาที่มาจากรัฐดังกล่าว ยังสังกัดพรรครีพับลิกันอีกด้วย
ปัจจุบันหัวข้อสนทนาในเรื่องของพระเจ้าและประเทศชาติ กำลังเป็นกระแสร้อนแรงในแวดวงการเมืองของรัฐโอกลาโฮมา เนื่องจากกลุ่มคริสเตียนอนุรักษ์นิยมเริ่มรู้สึกว่า วิถีชีวิตที่ดำเนินตามขนบธรรมเนียมดั้งเดิมของตน กำลังถูกคุกคามจากพวกเสรีนิยมฝ่ายซ้าย
สายสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการเมือง
หลังจากที่ศิษยาภิบาลดีเวอร์เอ่ยถามถึงความเห็นของผู้สื่อข่าวบีบีซีเกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนาในวันนั้น โดยพยายามจะหยั่งเชิงถึงจุดยืนทางศาสนาและความเชื่อของผู้สื่อข่าว เขาก็ได้เริ่มอธิบายถึงเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง ซึ่งในระยะสั้นมีวัตถุประสงค์จะยุติการทำแท้ง, ขจัดสื่อลามกอนาจาร, ยกเลิกการเก็บภาษีเงินได้รวมทั้งภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
แต่ในระยะยาวแล้ว เขามีความทะเยอทะยานที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศชาติ โดยทำให้สหรัฐฯ เป็นดินแดนของคริสตจักรอย่างแท้จริง ซึ่งส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่ใช้เพื่อบรรลุความสำเร็จในภารกิจดังกล่าว คือการให้คนของตนเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองในระดับสูงสุด
เมื่อผู้สื่อข่าวบีบีซีถามว่า เขาต้องการให้ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลายเป็น “ราชอาณาจักรของพระเจ้า” (Kingdom of God) หรือไม่ ศิษยาภิบาลดีเวอร์ตอบว่า “ทุกสิ่งบนโลกนี้คือราชอาณาจักรของพระเจ้า”
ในฐานะวุฒิสมาชิกสังกัดพรรครีพับลิกัน ดีเวอร์กล่าวต่อไปว่า “เราต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอำนาจ” อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้มองว่าทรัมป์เป็นตัวแทนของขบวนการทางศาสนาฝ่ายขวาอย่างสมบูรณ์ เหมือนกับที่เหล่าศิษยาภิบาลคนอื่น ๆ ในภูมิภาคไบเบิล เบลต์ เชื่อถือกัน เนื่องจาก “ทรัมป์ทำให้พรรครีพับลิกันเริ่มเอียงซ้าย”
ด้านอารอน ฮอฟฟ์แมน วัย 37 ปี พ่อของลูกสาว 5 คน ผู้เป็นศิษยาภิบาลฝึกหัดที่ร่วมงานกับดีเวอร์ เพื่อเตรียมเข้าทำหน้าที่ในคริสตจักรแบ๊บติสต์แห่งใหม่ของรัฐโอกลาโฮมา เชื่อว่าการขีดเส้นแบ่งระหว่างศาสนากับการเมืองให้แยกออกจากกันนั้น ถือเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลอย่างยิ่ง “ไม่มีทางที่เราจะตัดขาดความเป็นคริสตชนให้แยกออกจากการเมืองได้ เพราะทุกวันนี้คนอเมริกันได้ลืมพระคริสต์ไปแล้ว” ฮอฟฟ์แมนกล่าวทั้งน้ำตา
คำตัดสินจากศาสนา
น่าสงสัยว่าวัฒนธรรมเคร่งศาสนาแบบนี้ มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของคนทั่วไปด้วยหรือไม่ คำตอบในประเด็นดังกล่าวคือมีอย่างแน่นอน เพราะในปีนี้เพียงปีเดียว มีการตัดสินใจทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับมิติทางศาสนาหลายครั้ง ในพื้นที่อย่างน้อย 3 รัฐ ของภูมิภาคไบเบิล เบลต์
ที่รัฐลุยเซียนา มีการสั่งให้โรงเรียนทุกแห่งติดป้ายข้อความ “บัญญัติสิบประการ” บนผนังของห้องเรียนทุกห้อง ส่วนที่รัฐแอละแบมา ศาลสูงสุดของรัฐมีคำพิพากษาให้ตัวอ่อนที่ถูกแช่แข็งไว้มีสถานะเป็นทารก ทำให้คลินิกเด็กหลอดแก้วหลายแห่งต้องปิดตัวลงชั่วคราว
ส่วนที่รัฐโอกลาโฮมา นายไรอัน วอลเทอร์ส เจ้าหน้าที่ศึกษาธิการระดับสูงสุดของรัฐ ตกเป็นข่าวใหญ่เมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา หลังเขาออกคำสั่งให้โรงเรียนของรัฐบาลสอนเนื้อหาในคัมภีร์ไบเบิลเป็นวิชาบังคับ ทำให้เกิดกระแสต่อต้านในหมู่ครูอาจารย์ของรัฐโอกลาโฮมา ซึ่งปัจจุบันประสบปัญหากำลังคนขาดแคลนมากที่สุดในประเทศจนไม่เพียงพอต่องานในโรงเรียนต่าง ๆ โดยครูอาจารย์กลุ่มนี้เห็นว่า คำสั่งดังกล่าวขัดต่อเสรีภาพในการนับถือศาสนา
ซูซี สตีเฟนสัน วัย 44 ปี หนึ่งในผู้นับถือนิกายโปรเตสแตนต์จากรัฐโอกลาโฮมา และอดีตครูโรงเรียนประถมศึกษาที่ได้ลาออกไปแล้ว แสดงความเห็นอย่างหนักแน่นว่า “เราต้องแยกรัฐและศาสนาออกจากกัน” เธอยังวิพากษ์วิจารณ์วอลเทอร์สซึ่งเป็นชาวคริสต์ที่สนับสนุนพรรครีพับลิกันอย่างรุนแรง เนื่องจากก่อนหน้านี้ในปี 2023 เขาเรียกสหภาพแรงงานครูรัฐโอกลาโฮมาว่า “องค์กรก่อการร้าย” เขายังปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับบีบีซีด้วย แม้ตำแหน่งศึกษาธิการสูงสุดของรัฐนั้นมาจากการเลือกตั้งก็ตาม
ผู้ปกครองของนักเรียนจำนวนไม่น้อย ไม่พอใจกับคำสั่งที่บังคับสอนคัมภีร์ไบเบิล หนึ่งในนั้นคือนางเอริกา ไรต์ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม “พันธมิตรโรงเรียนชนบทรัฐโอกลาโฮมา” เธอแสดงความเห็นว่า “แทนที่จะมาบังคับสอนคัมภีร์ไบเบิล พวกเขาควรจะเป็นห่วงเรื่องปัญหาความยากจนในโรงเรียนดีกว่า”
ไรต์เป็นชาวโอกลาโฮมาผู้นับถือนิกายโปรเตสแตนต์ ทั้งยังสนับสนุนพรรครีพับลิกันอีกด้วย เธอบอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า โรงเรียนหลายแห่งที่นี่ได้รับงบประมาณสนับสนุนไม่เพียงพอ และเด็กบางคนในพื้นที่ชนบทได้กินแต่อาหารที่ปราศจากคุณค่าทางโภชนาการที่บ้าน
ผู้สื่อข่าวบีบีซียังสังเกตเห็นว่า ที่เมืองโนเบิล (Noble) ซึ่งอยู่ทางใต้ของเมืองโอกลาโฮมาซิตี มีคนยากจนจำนวนไม่น้อยต้องอาศัยอยู่ในรถบ้าน ไรต์บอกว่าคนเหล่านี้และครอบครัวไม่มีเงินพอจะซื้อคัมภีร์ไบเบิลด้วยซ้ำ ส่วนจำนวนของผู้ที่มีฐานะยากจนก็ได้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 15% ของประชากรทั้งรัฐแล้ว โดยในบางพื้นที่ตัวเลขสถิติดังกล่าวยิ่งสูงกว่านั้นอีก
ท่ามกลางสงครามทางวัฒนธรรมนี้ ศาสตราจารย์แซมมวล เพอร์รี จากมหาวิทยาลัยโอกลาโฮมา ซึ่งเคยตีพิมพ์หนังสือว่าด้วยศาสนากับการเมืองมาแล้วหลายเล่ม เชื่อว่าคำสั่งที่บังคับสอนเนื้อหาในคัมภีร์ไบเบิล เป็นเพียงส่วนหนึ่งของจุดประสงค์ทางการเมืองซึ่งหวังผลในเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นมาก
ศ.เพอร์รีมองว่า แท้จริงแล้วประเด็นดังกล่าวถูกนำมารับใช้อุดมการณ์ “ชาตินิยมคริสเตียน” โดยเหล่าผู้นำหัวสุดโต่งเป็นผู้ผลักดันกระแสนี้ เพื่อส่งเสริมให้มีการผสมผสานทางวัฒนธรรม ระหว่างวิถีชีวิตแบบประชาสังคมของอเมริกันชน กับธรรมเนียมโปรเตสแตนต์แบบอังกฤษที่มีความเป็นอนุรักษ์นิยม ซึ่งศ. เพอร์รีชี้ว่า “การแผ่ขยายของแนวคิดชาตินิยมคริสเตียน ถือเป็นภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐฯ”
“ทรัมป์คือคนที่พระเจ้าส่งมา”
เหล่าศิษยาภิบาลในภูมิภาคไบเบิล เบลต์ สามารถจะมีอิทธิพลอย่างสูงต่อบรรดาผู้ศรัทธา เพราะมีการก่อตั้งคริสตจักรท้องถิ่นจำนวนมากตามชุมชนที่มีฐานะยากจน ทั้งยังชักจูงให้สมาชิกของคริสตจักรขนาดเล็กเหล่านี้ โน้มเอียงไปเข้ากับกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่หัวสุดโต่งแบบขวาตกขอบในพรรครีพับลิกันอีกด้วย
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กลายเป็นพาหนะที่ช่วยนำพาขบวนการดังกล่าวให้เติบโต และยังเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยศิษยาภิบาล แจ็กสัน ลาห์เมเยอร์ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม “ศิษยาภิบาลเพื่อทรัมป์” (Pastors4Trump) ก็เป็นผู้หนึ่งที่จงรักภักดีและสนับสนุนทรัมป์อย่างสุดตัว เขาถึงกับกล่าวว่า “ทรัมป์คือคนที่พระเจ้าส่งมาปกครองประเทศนี้”
วัตถุประสงค์ในการก่อตั้งกลุ่มศิษยาภิบาลเพื่อทรัมป์ ก็คือการรวบรวมและระดมคะแนนเสียงจากสมาชิกคริสตจักรอีแวนเจลิคอล (Evangelical church) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนิกายโปรเตสแตนต์ให้ได้มากที่สุด เพื่อหนุนให้ทรัมป์คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ศิษยาภิบาลลาห์เมเยอร์ซึ่งเคยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิก บอกว่าเหตุการณ์ที่ทรัมป์รอดชีวิตจากการลอบสังหาร ระหว่างการหาเสียงช่วงกลางเดือนก.ค. มาได้นั้น ถือเป็น “ปาฏิหาริย์จากพระเจ้า” เขายังบอกว่า “ตอนนี้สหรัฐฯ อยู่ใกล้ภาวะสงครามกลางเมืองเพียงก้าวเดียวแล้ว”
อย่างไรก็ตาม เขาปฏิเสธที่จะยอมรับว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการชาตินิยมคริสเตียน “นั่นเป็นเพียงการติดป้ายตีตราที่สื่อพยายามจะทำกับพวกเรา เพื่อให้เราดูเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตย ซึ่งมันไม่จริง”
ด้านศิษยาภิบาล พอล แบลร์ จากคริสตจักรแบ๊บติสต์แฟร์วิว (Fairview Baptist Church) ในย่านชานเมืองโอกลาโอมาซิตี ไม่ยอมรับว่าเขาเป็นพวกชาตินิยมคริสเตียนเช่นกัน “ผมเป็นชาวคริสเตียนไหม ? ใช่แน่นอน เป็นคนชาตินิยมไหม ? ก็ใช่อีก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ผมเป็นพวกชาตินิยมคริสเตียนอย่างที่เขาอยากจะตีตราให้เป็น คำนี้มันกลายเป็นการกล่าวหาให้เสียชื่อเสียงไปแล้ว”
ศิษยาภิบาลแบลร์ซึ่งเคยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกมาก่อน ทั้งยังเคยเป็นนักกีฬาอาชีพผู้เล่นอเมริกันฟุตบอลให้กับทีมชิคาโกแบร์สในช่วงทศวรรษ 1980 บอกว่าปัจจุบันเขาทำหน้าที่ดูแลค่ายอบรม “ศิษยาภิบาลแห่งเสรีภาพ” ซึ่งฝึกฝนให้เหล่าผู้นำในนิกายโปรเตสแตนต์ รู้จักวิธีส่งเสริมผลักดันประเด็นทางศาสนาในแวดวงการเมือง โดยเน้นศึกษาหัวข้ออย่างอิทธิพลของกลุ่มคริสเตียนในรัฐบาลสหรัฐฯ หรือการปกป้องเสรีภาพของพลเมือง “ค่ายอบรมนี้ถูกออกแบบมา เพื่อฝึกให้ศิษยาภิบาลใช้แนวคิดจากคัมภีร์ไบเบิลกับทุกเรื่อง ในทุกแง่มุมของชีวิต” แบลร์กล่าว
เขายังเป็นสมาชิกของกลุ่ม “ศิษยาภิบาลรักชาติ” (Patriot Pastors) ซึ่งเป็นเครือข่ายผู้นำท้องถิ่นที่กระจายตัวกันอยู่ทั่วประเทศ คนกลุ่มนี้เชื่อว่าสังคมอเมริกันควรกลับไปยึดถือระบบคุณค่าดั้งเดิม ซึ่งเคยมีอยู่ในช่วงการก่อตั้งประเทศ และปรากฏอยู่ในคำประกาศอิสรภาพที่มีการลงนามเมื่อปี 1776 “ในทางประวัติศาสตร์แล้ว คริสตจักรมีอิทธิพลต่อการปกครองประเทศมาโดยตลอด” แบลร์กล่าว
ศิษยาภิบาลผู้นี้ยังเชื่อว่า ทรัมป์คือผู้ชนะที่แท้จริงในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปี 2020 ส่วนกลุ่มผู้ประท้วงผลการเลือกตั้งที่ก่อเหตุจลาจลในกรุงวอชิงตันดีซี เมื่อเดือนม.ค. ปี 2021 ก็ถูกจับกุมคุมขังอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้พวกเขาไม่ต่างจาก “นักโทษการเมือง” เลยแม้แต่น้อย
แบลร์หวังว่าในวันที่ 5 พ.ย.นี้ ทรัมป์จะได้กลับมาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศอีกครั้ง หลังจากที่เมื่อสี่ปีก่อน เขาเคยได้รับคะแนนเสียงถึง 65% ในรัฐโอกลาโฮมา ซึ่งถือว่าเป็นคะแนนเสียงข้างมากในระดับสูงสุดของประเทศตัวเลขหนึ่ง
นี่เป็นความฝันของบรรดาผู้นำขวาจัดในนิกายโปรเตสแตนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคไบเบิล เบลต์ ซึ่งต่างก็ยึดถือ “ภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์” ในการเผยแผ่ความเชื่อทางศาสนาโดยใช้อำนาจทางการเมืองเป็นเครื่องมือ โดยในครั้งนี้มีทรัมป์และเจดี แวนซ์ คู่หูผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน เป็นสัญลักษณ์ที่พวกเขาเชิดชูในการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อศาสนา
ทรัมป์กับการทำแท้ง
เหล่าผู้สนับสนุนทรัมป์รู้สึกขอบคุณต่อเขาอย่างยิ่ง ที่ก่อนหน้านี้เขาได้ทำการแต่งตั้งครั้งประวัติศาสตร์ โดยให้ผู้พิพากษา 3 คน เข้าดำรงตำแหน่งในศาลฎีกา ทำให้เสียงข้างมากในองค์คณะของผู้พิพากษาประจำศาลสูงสุดของประเทศ ตกเป็นของฝ่ายอนุรักษ์นิยมในทันที และมันจะยังคงเป็นเช่นนั้นต่อไปในอีกหลายสิบปีข้างหน้า
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เมื่อปี 2022 ศาลฎีกาของสหรัฐฯ ได้กลับคำตัดสินที่คุ้มครองสิทธิการทำแท้งของสตรีทั่วประเทศ ซึ่งเคยมีมายาวนานเกือบครึ่งศตวรรษ ทำให้สิทธิการตัดสินใจในประเด็นนี้ ตกไปอยู่ในดุลยพินิจของแต่ละรัฐที่จะออกกฎหมายควบคุมการทำแท้งในแนวทางของตนเอง
รัฐในภูมิภาคไบเบิล เบลต์ อย่างโอกลาโฮมาและอาร์คันซอ มีกฎหมายควบคุมการทำแท้งที่เข้มงวด โดยแม่จะยุติการตั้งครรภ์ได้ก็ต่อเมื่อการอุ้มท้องเป็นอันตรายต่อชีวิตเท่านั้น แต่ก็เป็นเรื่องยากที่แพทย์จะพิสูจน์ได้ว่า ร่างกายของหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงชนิดร้ายแรงจริง
ปัญหาเรื่องการทำแท้งเป็นประเด็นใหญ่สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในครั้งนี้ เนื่องจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมขวาจัดของพรรครีพับลิกัน ซึ่งส่วนใหญ่ครองอำนาจอยู่ในภูมิภาคไบเบิล เบลต์ ต่างก็ปรารถนาให้ออกกฎหมายห้ามการทำแท้งในทุกกรณี ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงหากทรัมป์ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำประเทศอีกสมัย
ทรัมป์มีความแตกต่างจากนายโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีคนก่อน ซึ่งถูกมองว่าเป็นพวกเสรีนิยมจากนครนิวยอร์ก ที่ไม่ได้ยึดถือคุณธรรมหรือคำสอนทางศาสนาอย่างลึกซึ้งมั่นคงอะไรนัก โดยในตอนที่ทรัมป์ยังดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ เขาเคยเปิดทำเนียบขาวต้อนรับผู้นำนิกายโปรเตสแตนต์ที่เป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม และปัจจุบันยังคงเข้าร่วมงานพิธีทางศาสนาครั้งใหญ่ ๆ กับเหล่าศิษยาภิบาลของคริสตจักรอีแวนเจลิคอลอีกด้วย
อีแวนเจลิคอลในทำเนียบขาว
ขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศเมื่อหลายปีก่อน ทรัมป์เคยลงนามในคำสั่งให้ก่อตั้งหน่วยงานของรัฐแห่งใหม่ ชื่อว่า “ความริเริ่มด้านศรัทธาและโอกาส” (Faith and Opportunity Initiative) ซึ่งทรัมป์กล่าวขณะลงนามในคำสั่งว่า “ศรัทธานั้นมีพลังอำนาจยิ่งกว่ารัฐบาล และไม่มีสิ่งใดทรงพลังเหนือกว่าพระเจ้า”
ต่อมาเมื่อทรัมป์พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2020 องค์กรทางศาสนาอย่าง “ศิษยาภิบาลรักชาติ” หรือ “ศิษยาภิบาลมากา” (Make America Great Again - MAGA) พากันออกมาประท้วงว่าทรัมป์ถูกปล้นชัยชนะ หลายคนถึงกับเข้าร่วมกับขบวนการขวาจัดที่ก่อตั้งใหม่อย่าง ReAwaken America Tour ซึ่งหมายถึงการเดินทางเพื่อปลุกอเมริกาให้ฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้ง โดยนายเคลย์ คลาร์ก นักธุรกิจชาวโอกลาโฮมา เป็นผู้ร่วมก่อตั้งขบวนการนี้
ปัจจุบันขบวนการดังกล่าวยังคงจัดงานชุมนุมบ่อยครั้ง โดยมีผู้คนจากคริสตจักรอีแวนเจลิคอล รวมทั้งกลุ่มผู้สนับสนุนอาวุธปืน กลุ่มต่อต้านผู้อพยพและผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) กลุ่มผู้ต่อต้านคอมมิวนิสต์ และกลุ่มอื่น ๆ ที่ชื่นชมนโยบายของทรัมป์ พากันมาเข้าร่วมอย่างล้นหลาม
สมาชิกบางคนของกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์เหล่านี้ ถึงกับอ้างว่าตนเองคือ “นักรบของพระเจ้า” ผู้กำลังต่อสู้ในสงครามทางจิตวิญญาณเพื่อปราบปรามพวกเสรีนิยมฝ่ายซ้าย หนึ่งในแนวคิดพิลึกพิลั่นเช่นนี้คือ “โครงการ 25” (Project 25) ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปรัฐบาลกลางและวิถีชีวิตของชาวอเมริกัน ซึ่งอดีตคณะที่ปรึกษาของทรัมป์เป็นผู้จัดทำขึ้น และในตอนนี้ข้อเสนอดังกล่าวได้จุดชนวนให้เกิดการอภิปรายถกเถียงที่ดุเดือดร้อนแรงในวงกว้าง
แม้ทรัมป์จะพยายามตีตัวออกห่าง โดยอ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่แนวคิดของโครงการ 25 แต่หลายคนเชื่อว่ากลุ่มอนุรักษ์นิยมและองค์กรทางศาสนาที่ทรงพลัง จะกดดันให้เขาต้องยอมรับมัน หากทรัมป์และพรรครีพับลิกันได้หวนคืนกลับมาครองอำนาจในเวทีการเมืองอีกครั้ง