ข้อพิพาทระหว่างไดกิ้นชลบุรีกับสหภาพแรงงาน แต่ละฝ่ายเรียกร้องอะไรบ้าง

ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศสัญชาติญี่ปุ่นซึ่งเพิ่งฉลองครบรอบ 100 ปีไปเมื่อปีก่อน กำลังมีข้อพิพาทแรงงานกับสหภาพแรงงานของโรงงานที่ตั้งอยู่ในไทย เนื่องจากไม่สามารถตกลงตัวเลขเงินโบนัสที่จะจ่ายให้พนักงานในปีนี้ได้

บจก.ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) "แจ้งปิดงานงดจ้าง" ต่อสหภาพแรงงานไดกิ้นอมตะรักษ์เสรี และพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน จ.ชลบุรี เมื่อวานนี้ (4 ธ.ค.) โดยในหนังสือดังกล่าวระบุว่า "บริษัทฯ ขอใช้สิทธิปิดงานงดจ้างกับสหภาพแรงงานไดกิ้นอมตะรักษ์เสรีและสมาชิกสหภาพที่เกี่ยวข้อง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค. 2568 เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป" เนื่องจากมีการพิจารณาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทมาโดยตลอดจนถึงช่วงเที่ยงของวันที่ 4 ธ.ค. ที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถตกลงกันได้

ข้อมูลจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ระบุว่า โบนัสหรือเงินรางวัลพิเศษ คือ เงินเพิ่มพิเศษที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างนอกเหนือจากเงินเดือน รายได้ประจำหรือค่าจ้างตามปกติ

กสร. อธิบายว่า สำหรับในประเทศไทยคำว่า "โบนัส" มักหมายถึงเงินเพิ่มรายปี (year-end bonus) รายหกเดือน สี่เดือน หรือสามเดือน แล้วแต่นายจ้างจะกำหนดหรือตกลงกับลูกจ้าง ส่วนจำนวนเงินที่จ่ายนั้นขึ้นอยู่กับฐานะ ผลกำไรและนโยบายของสถานประกอบการกับความสามารถ และความขยันขันแข็งของลูกจ้าง

สำหรับคำว่า "การปิดงาน" หมายความถึงการที่นายจ้างปฏิเสธไม่ยอมให้ลูกจ้างทำงานชั่วคราวเนื่องจากมีข้อพิพาทแรงงาน จากนิยามที่ระบุในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นสิทธิของฝ่ายนายจ้าง แต่จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเกิดการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานกันมาระยะหนึ่งแล้ว ดังนั้น "การปิดงาน" จึงไม่ใช่การเลิกจ้าง แต่เป็นเพียงการ "งดจ้าง" เท่านั้น

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐว่าการปิดงานงดจ้าง หมายถึงนายจ้างจะไม่จ่ายค่าจ้างในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งแตกต่างจากการเลิกจ้างแรงงาน

ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานมาแล้ว 12 รอบ

นายมานิตย์ ปิยัง ประธานสหภาพแรงงานไดกิ้นอมตะรักษ์เสรี บอกกับบีบีซีไทยว่า ในปีนี้ทางบริษัทฯ เสนอโบนัสให้คนละ 5 เดือน + เงิน 12,000 บาท ซึ่งทางสหภาพฯ ไม่สามารถยอมรับได้ เนื่องจากในปีนี้บริษัทมีผลกำไรเพิ่มขึ้นเป็น 5,900 ล้านบาท แต่กลับเสนอเงินโบนัสลดลงจากปีที่แล้วซึ่งมีกำไรประมาณ 5,500 ล้านบาท และให้เงินโบนัสพนักงานคนละ 7 เดือน + 12,000 บาท

"มันไม่มีบริษัทไหนเขาทำกัน ปกติแล้วไม่ว่าบริษัทไหนก็ตาม ถ้ามีผลกำไรเพิ่มขึ้น โบนัสก็ต้องเพิ่มขึ้น ไม่ใช่มีกำไรมากขึ้น แต่มาลดเงินโบนัสลง" นายมานิตย์ กล่าว

เขาบอกว่า หากดูจากงบการเงินในปีนี้ ยังพบว่าบริษัทฯ มีสภาพคล่องเพิ่มมากขึ้นด้วย และทางบริษัทฯ เพิ่งจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นไปราว 5,500 ล้านบาท โดยหนึ่งในผู้ถือหุ้นคือบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่น

ด้วยเหตุนี้ ทางสหภาพฯ จึงเรียกร้องเงินโบนัส 8 เดือน + เงิน 28,000 บาท ซึ่งพนักงานที่จะได้รับผลประโยชน์ในส่วนนี้มีเงินเดือนเฉลี่ยคนละ 20,000 บาท/เดือน และพวกเขามองว่าเป็นข้อเรียกร้องที่สมเหตุสมผล

ข้อเสนอล่าสุดของบริษัทฯ คือ โบนัส 6 เดือน + 12,000 บาท รวมถึงปรับเงินเดือนเพิ่มขึ้น 3% ซึ่งประธานสหภาพฯ บอกว่าไม่สามารถยอมรับได้ เพราะต่ำกว่าโบนัสปีที่แล้วอยู่ดี ทั้งที่ปีนี้มีกำไรมากกว่า

นายมานิตย์ซึ่งเป็นประธานสหภาพฯ มา 19 ปี บอกว่าการไกล่เกลี่ยเจรจาเงินโบนัสระหว่างฝ่ายนายจ้างกับสหภาพแรงงานของบริษัทเกิดขึ้นทุกปี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับทุกฝ่าย แต่ในปีนี้ข้อพิพาทแรงงานระหว่างสหภาพแรงงานไดกิ้นอมตะรักษ์เสรีกับ บจก.ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) ยืดเยื้อยาวนานมากที่สุดเท่าที่เขาเคยทำงานมา

ทั้งสองฝ่ายผ่านการเจรจาภายในมาแล้ว 8 ครั้ง และเข้าสู่การเจรจาร่วมกับพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน จ.ชลบุรี มาแล้ว 4 ครั้ง โดยครั้งต่อไปมีนัดหมายเจรจาวันที่ 8 ธ.ค. นี้

นายมานิตย์ยอมรับว่าทางสหภาพฯ ไม่คาดคิดมาก่อนว่าทางฝ่ายนายจ้างจาก บจก.ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จะใช้สิทธิปิดงานตามกฎหมาย เนื่องจากในการพูดคุยกันหลายครั้ง ทางพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้ขอร้องไม่ให้ฝ่ายสหภาพฯ ใช้สิทธินัดหยุดงาน รวมถึงขอให้ทางบริษัทฯ ไม่ใช้สิทธิปิดงาน อันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ทั้งนี้ พนักงานที่เป็นสมาชิกสหภาพฯ และถูกปิดงานมีจำนวนราว 1,500 คน จากพนักงานทั้งหมดประมาณ 4,700 คน โดยเขาบอกว่าจำนวนพนักงานราว 2,000 เป็นนักศึกษาฝึกงานและผู้รับจ้างงานช่วง (subcontractors) จึงไม่สามารถสมัครเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานได้

เหตุใดทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ ?

นายมานิตย์บอกว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเจรจาระหว่างสองฝ่ายยืดเยื้อ เป็นเพราะบริษัทฯ ยื่นข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดสวัสดิการเรื่องค่าตอบแทนพิเศษกรณีพนักงาน "ไม่ขาด ไม่ลา ไม่มาสาย" ซึ่งผู้ทำตามเงื่อนไขได้จะมีสิทธิได้รับเงินพิเศษเพิ่มเติม รวมถึงทองคำ โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ทำตามเงื่อนไขครบ 6 เดือน ได้รับเงิน 500 บาท
  • ทำตามเงื่อนไขครบ 1 ปี ได้รับเงิน 1,000 บาท
  • ทำตามเงื่อนไขครบ 2 ปี ได้รับเงิน 2,000 บาท
  • ทำตามเงื่อนไขครบ 3 ปี ได้รับเงิน 3,000 บาท
  • ทำตามเงื่อนไขครบ 4 ปี ได้รับเงิน 4,000 บาท
  • ทำตามเงื่อนไขครบ 5 ปี ได้รับเงิน 5,000 บาท และทองคำ 1 บาท
  • ทำตามเงื่อนไขครบ 6 ปี ได้รับเงิน 6,000 บาท และทองคำ 1 บาท 1 สลึง
  • ทำตามเงื่อนไขครบ 7 ปี ได้รับเงิน 7,000 บาท และทองคำ 1 บาท 2 สลึง
  • ทำตามเงื่อนไขครบ 8 ปี ได้รับเงิน 8,000 บาท และทองคำ 1 บาท 3 สลึง
  • ทำตามเงื่อนไขครบ 9 ปี ได้รับเงิน 9,000 บาท และทองคำ 2 บาท
  • ทำตามเงื่อนไขครบ 10 ปี ได้รับเงิน 10,000 บาท และทองคำ 3 บาท

ประธานสหภาพแรงงานไดกิ้นอมตะรักษ์เสรีบอกว่าทาง บจก.ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) ขอปรับเปลี่ยนเป็นไม่มีทองคำอีกแล้ว เนื่องจากราคาทองคำในตลาดสูงขึ้นมาก ประมาณบาทละ 60,000 บาท โดยเสนอเปลี่ยนเป็นให้เงินเพิ่มสูงสุดไม่เกิน 40,000 บาท เขายกตัวอย่างว่าภายใต้ข้อเสนอของ บจก.ไดกิ้น อินดัสทรีส์ฯ ผู้ที่ทำตามเงื่อนไขได้ครบ 6 ปี อาจได้เงินเพิ่มเติมเป็น 7,000 บาท แต่ไม่ได้ทองคำแล้ว ส่วนคนที่ทำตามเงื่อนไขครบ 10 ปี จะไม่ได้ทองคำอีกต่อไป แต่ได้เงิน 40,000 บาทแทน

นายมานิตย์กล่าวว่า ข้อตกลงเหล่านี้อยู่ในข้อตกลงการจ้างงานที่เซ็นสัญญากับพนักงานตั้งแต่แรก และเป็นสวัสดิการจูงใจที่ทางบริษัทฯ เสนอให้กับพนักงานเอง เนื่องจากต้องการโน้มน้าวให้พนักงานมาทำงานทุกวัน

เขาบอกว่าผู้ที่ลากิจและลาป่วยจะถือว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไข เนื่องจากพนักงานที่ต้องการค่าตอบแทนพิเศษข้อนี้มีสิทธิใช้ได้เพียงวันลาพักร้อนเท่านั้น

"สมมติว่าวันนี้ผมป่วย ผมก็ต้องไปทำงานให้ได้ สายนาทีเดียวก็คือสาย ไม่ถือว่าเข้าเงื่อนไข"

"มันจึงเป็นเรื่องยากมาก ๆ ที่ใครจะทำตามเงื่อนไขนี้ได้ พูดง่าย ๆ คือต้องไม่ลาป่วยเลย [ไม่]ลากิจเลย" ประธานสหภาพฯ กล่าว และบอกว่าในปีนี้มีพนักงานเข้าเงื่อนไขได้รับค่าตอบแทนพิเศษตรงนี้ประมาณ 1,300 คน ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่ได้รับทองคำ

นายมานิตย์มองว่าในทางกฎหมายแล้ว บริษัทฯ ไม่ควรนำสวัสดิการพนักงานซึ่งเป็นข้อตกลงกันในการจ้างงานตั้งแต่แรกมาเจรจาร่วมกันกับเงินโบนัส เพราะเป็นคนละประเด็นกัน และสหภาพแรงงานไม่มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องนี้

"ทางบริษัทฯ เป็นคนให้ [สวัสดิการ] นี้ตั้งแต่แรก เขาจะมาลดแบบนี้ไม่ได้ เพราะทางกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนแล้วว่าสวัสดิการจะลดลงไม่ได้ ทางสหภาพฯ เองก็ไม่มีอำนาจ เพราะว่ามันเป็นสัญญาที่เซ็นกันตัวต่อตัว สมมติพนักงานเข้ามา ทางบริษัทฯ ก็บอกว่ามีสวัสดิการแบบนี้ ทางข้อบังคับก็เขียนไว้ชัดเลย" เขากล่าว

ทั้งนี้ ทางบีบีซีไทยพยายามติดต่อไปยัง บจก.ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับจนถึงเวลาที่บทความนี้เผยแพร่

สหภาพฯ ระบุกำลังหารือนัดหยุดงาน

สหภาพแรงงานไดกิ้นอมตะรักษ์เสรีเป็นการรวมกลุ่มกันของแรงงานตามสิทธิที่กฎหมายให้ไว้ โดยสหภาพฯ นี้ประกอบไปด้วยพนักงานของบริษัทไดกิ้นที่ดำเนินการในไทย 3 แห่ง ด้วยกัน ได้แก่ บจก.ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศ, บจก.ไดกิ้น คอมเพรสเซอร์ อินดัสทรีส์ ใน จ.ระยอง ซึ่งเป็นผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์, และ บจก.ไดกิ้นแอร์คอนดิชั่นนิ่ง (ประเทศไทย) ใน จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่

ในตอนนี้สหภาพฯ กำลังเจรจาข้อพิพาทแรงงานเรื่องเงินโบนัสและอัตราเงินเดือนกับทั้ง 2 บริษัทที่เหลือด้วย โดยแต่ละแห่งมีข้อเรียกร้องต่างกัน

นายมานิตย์เปิดเผยว่าเมื่อข้อพิพาทระหว่าง บจก.ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) กับสหภาพฯ ดำเนินไปสู่การใช้สิทธิปิดงานของฝ่ายนายจ้าง ทางสหภาพฯ จึงเตรียมหารือในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ (7 ธ.ค.) ว่าสมาชิกสหภาพฯ ซึ่งอยู่ใน 3 บริษัทของเครือไดกิ้น จะร่วมกันใช้สิทธินัดหมายหยุดงานพร้อมกันหรือไม่ เพื่อกดดันฝ่ายนายจ้างต่อไป

หากสมาชิกสหภาพฯ เห็นตรงกันว่าจะนัดหยุดงาน นั่นหมายความว่าข้อพิพาทแรงงานระหว่าง บจก.ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) กับสหภาพฯ จะนำไปสู่การนัดหยุดงานของพนักงานใน 3 บริษัทพร้อมกัน

อย่างไรก็ดี นายมานิตย์บอกว่าการนัดหยุดงานเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ทางสหภาพฯ ต้องการใช้ เพราะเห็นว่ายังสามารถไกล่เกลี่ยเจรจากันได้อยู่

ตามกฎหมายแล้ว ในขณะที่ฝ่ายนายจ้างปิดงานหรือฝ่ายลูกจ้างนัดหยุดงาน มีทางเลือกให้ดำเนินต่ออีก 2 ทาง คือ ทั้งสองฝ่ายให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานเข้ามาไกล่เกลี่ย หรือจะเจรจากันเองก็ได้ และ รมว.แรงงาน มีอำนาจสั่งให้ลูกจ้างเลิกหยุดงานและนายจ้างเลิกปิดงาน พร้อมกับส่งบุคคลอื่นเข้าทำงานแทน โดยสั่งให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ (ครส.) ชี้ขาดข้อพิพาท

จากรายงานข่าวของไทยรัฐระบุว่า น.ส.ตรีนุช รมว.แรงงาน สั่งการให้เรือเอกสาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เข้าไปเป็นคนกลางร่วมเจรจาในวันที่ 8 ธ.ค. นี้ เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด ภายใต้กรอบของกฎหมายแรงงานที่มีอยู่