เหตุใดคนยุค 90s จึงคลั่งไคล้วง “โอเอซิส (Oasis)”

ที่มาของภาพ, PA Media
- Author, เดวิด ซิลลีโต
- Role, ผู้สื่อข่าวศิลปวัฒนธรรม
“เขาเหมือนกับคนที่มีแต่ส้อม ในโลกที่เต็มไปด้วยน้ำซุป”
ข้อความอันโด่งดังที่ “โนล กัลลาเกอร์” กล่าวถึงน้องชาย “เลียม กัลลาเกอร์” เมื่อเดือนเม.ย. ปี 2009 อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า แม้แต่สองพี่น้องที่ผู้คนรู้จักกันดีว่าเลือดร้อนอย่างยิ่ง ก็มีวันที่จะต้องมาแตกหักกันเองได้
สี่เดือนหลังจากนั้น จุดสิ้นสุดของตำนานวงโอเอซิสก็มาถึง หลังการแสดงคอนเสิร์ตที่เต็มไปด้วยอารมณ์โทสะในกรุงปารีส ทำให้เดือนสิงหาคมกลายเป็นช่วงที่วงโอเอซิสมักจะเกิดเหตุการณ์สำคัญครั้งใหญ่ขึ้นเสมอ ไม่มีใครแปลกใจนักเมื่อโนลตัดสินใจถอนตัว เพราะแม้แต่ในตอนที่มีชื่อเสียงรุ่งโรจน์ที่สุด ความขัดแย้งภายในก็ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขาโด่งดังขึ้นมา
โอเอซิสนั้นเป็นมากกว่าวงดนตรีที่ดังระเบิดจนกลายเป็นตำนาน เพราะอันที่จริงแล้ว โอเอซิสนั้นเป็นเสมือนละครน้ำเน่าเรื่องหนึ่ง ที่มีตัวละครชูโรงเป็นนักสู้ชาวร็อกแอนด์โรลสองคน
รายการพ็อดคาสต์ 8 ตอน ของบีบีซี ซึ่งเพิ่งเริ่มออกอากาศเมื่อไม่นานมานี้ บอกเล่าถึงการเดินทางขึ้นสู่จุดสูงสุดและการล่มสลายของวงโอเอซิส โดยไม่ได้แบ่งจำนวนตอนตามการออกอัลบั้มหรือการจัดทัวร์คอนเสิร์ตในอดีต แต่บอกเล่าถึงการทะเลาะเบาะแว้งครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นถึง 8 ครั้งด้วยกัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงและความนิยมในวงโอเอซิสยังคงเป็นที่จดจำของผู้คนทั่วโลกเสมอ แม้แต่คนที่ไม่ได้ให้ความสนใจกับวงดนตรีนี้มาก่อน หรือแม้แต่คนที่ต่อต้านและพยายามหลีกเลี่ยงการเสพผลงานของพวกเขาอย่างตั้งใจ ข่าวคราวของวงโอเอซิสที่กำลังโด่งดังสุดขีด ถือเป็นสิ่งที่ทุกคนในยุคกลางทศวรรษ 1990 ไม่อาจหนีพ้น
อัลบั้ม What’s the Story (Morning Glory) คือผลงานที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งทศวรรษ 1990 ในบรรดาอัลบั้มที่ออกในอังกฤษ โดยสามารถขายเทปบันทึกเสียงได้ 5 ล้านตลับในสหราชอาณาจักร และ 22 ล้านตลับทั่วโลก
ย้อนไปในอดีต 13 ปี ก่อนที่สมาชิกวงโอเอซิสจะมาถึงจุดแตกหักที่แท้จริงในปี 2009 ก่อนหน้านั้นพวกเขาได้เดินทางมาถึงจุดสูงสุดของความยิ่งใหญ่เกรียงไกรระดับโลก ในเดือนสิงหาคม ปี 1996 โดยมีแฟนเพลงจำนวนมหาศาลถึง 250,000 คน แห่กันมาชมการแสดงคอนเสิร์ตที่จัดขึ้นสองคืนติดกันที่หมู่บ้าน Knebworth ของอังกฤษ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญในยุคที่เพลงป็อบจากเกาะอังกฤษ (Britpop) กำลังได้รับความนิยมสูงสุด
วงดนตรีหรือกลุ่มนักร้องจากอังกฤษที่มีชื่อเสียงระดับโลกในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็น Manic Street Preachers, The Prodigy, The Charlatans, The Chemical Brothers, Ocean Colour Scene, หรือ Cast ล้วนได้รับความนิยมในระดับที่ยังตกเป็นรองวงโอเอซิสทั้งสิ้น
ข่าวสารในหน้าหนังสือพิมพ์มีเรื่องของวงโอเอซิสปรากฏอยู่แทบทุกวัน และในเดือนก.พ. ปี 1996 พวกเขาได้กลายเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่มีโอกาสเล่นโชว์ถึงสองเพลงในการออกอากาศครั้งเดียว กับรายการโทรทัศน์ Top of the Pops ของบีบีซี โดยเล่นเพลง Don’t Look Back in Anger และ Cum on Feel the Noize ของวง Slade ซึ่งนับว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของรายการที่ทรงอิทธิพลต่อวงการดนตรีอังกฤษอย่างยิ่ง

ที่มาของภาพ, PA Media
เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปอย่างถล่มทลายในปี 1997 เขาจัดงานดื่มฉลองขึ้นที่บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง ซึ่งเป็นที่ตั้งของทำเนียบนายกรัฐมนตรีอังกฤษ โดยเชิญโนล กัลลาเกอร์ แห่งวงโอเอซิสไปร่วมงานด้วย
ภาพถ่ายเหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นนายแบลร์ยิ้มแย้มแจ่มใส และจับมือกับโนลซึ่งมีสีหน้าตื่นเต้นยินดีพอ ๆ กัน ซึ่งต่อมาภาพนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของช่วงเวลาชื่นมื่นอันแสนสั้นที่เรียกว่า Cool Britannia หรือยุคที่อังกฤษทรงอิทธิพลทางวัฒนธรรมประชานิยมระดับโลก ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 จนสร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวอังกฤษได้อีกครั้งหนึ่ง
“ผมเพิ่งอายุ 30 ปี และกำลังติดยาเป็นบ้าเป็นหลัง แต่ทุกคนกลับบอกผมว่า เราเป็นวงดนตรีที่ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้” โนลเล่า “แล้วนายกรัฐมนตรีก็มาเชิญคุณไปดื่มไวน์ ประสบการณ์ทั้งหมดนี้เหมือนกับกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาการหลอนยา”
นั่นคือความรุ่งเรืองเฟื่องฟูโค้งสุดท้ายก่อนที่ยุคของวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตจะมาถึง ในตอนนั้นการมีเพลงฮิตติดชาร์ตอันดับต้น ๆ รวมทั้งการออกโทรทัศน์และมีข่าวลงบนหน้าหนังสือพิมพ์ ก็เพียงพอแล้วที่จะรับประกันได้ว่า ทุกคนในประเทศจะรู้จักคุณเป็นอย่างดี ไม่ว่าเขาหรือเธอจะชอบหรือเกลียดคุณก็ตาม
โนลเคยกล่าวข้อความที่ถูกต้องและเป็นจริงที่สุดว่า “ตอนนี้พวกคุณต้องนับว่า เราอยู่ในระดับเดียวกับวงโรลลิงสโตนแล้ว ทุกคนเคยได้ยินชื่อวงนี้ ทุกคนรู้ว่าแนวเพลงของวงเป็นอย่างไร และทุกคนรู้ว่าพวกเขาทำอะไรบ้าง”
อย่างไรก็ตาม ตอนที่วงโอเอซิสเริ่มทำอัลบั้มชุดถัดมา Be Here Now อัลบั้มก่อนหน้าคือ What’s the Story (Morning Glory) ยังคงติดอันดับ 5 ของบิลบอร์ดในสหรัฐฯ อยู่ และหลังจากปล่อยอัลบั้มที่สามดังกล่าวออกมาในเดือน ส.ค. ปี 1997 ความตื่นเต้นของแฟนเพลงในช่วงแรกกลับลดลงอย่างรวดเร็ว จึงถือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่สมาชิกของวงสามารถยืนหยัดอยู่ด้วยกันมานานได้หลายปี
เมื่อมีผู้ถามความคิดเห็นของโนล ในประเด็นที่มีคนสนใจจะสร้างละครเพลงหรืออุปรากร (โอเปรา) จากเรื่องราวของสมาชิกวงโอเอซิส เขาบอกทันทีว่า “ผมไม่คิดว่าเรื่องของผู้ชายสองคนที่ทะเลาะกันครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยปัญหาเดิม ๆ มา 16 ปี จะเหมาะกับการทำละครเพลงหรอกนะ ถ้าสร้างได้จริง ‘โอเอซิสดิโอเปรา’ จะต้องจบแบบสั้นมากเลย”

ที่มาของภาพ, Getty Images
แม้ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในวงจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่เมื่อรวมตัวกัน พวกเขาคือขุมพลังอย่างแท้จริง
ในการแสดงที่เทศกาลดนตรีกลาสตันเบอรีปี 2004 ซึ่งผู้สื่อข่าวบีบีซีมีโอกาสได้เข้าชมด้วยตนเอง แม้แต่ผู้มาร่วมงานที่ไม่ใช่แฟนตัวยงของโอเอซิส ก็ยังจดจำเนื้อเพลงได้แม่นยำทุกถ้อยคำ ทว่าในยุคปัจจุบันที่แอปพลิเคชันอย่างสปอติฟาย (Spotify) ครองวงการดนตรี และรายการเล่นเพลง (playlist) ส่วนบุคคล มีความหลากหลายมากขึ้น ปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งเช่นนี้อาจเปลี่ยนไปจากเดิม
“คุณจะไม่รู้สึกเบื่อเลยเมื่อได้ฟังคน 15,000 คน ร้องตะโกนเนื้อเพลงวันเดอร์วอลล์ (Wonderwall) มันรู้สึกดีกว่าเสพยาซะอีก” โนลกล่าว
15 ปีหลังจากนั้น โอเอซิสได้หวนกลับมาสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในเดือนสิงหาคมขึ้นอีกครั้ง โดยประกาศจะจัดทัวร์คอนเสิร์ตในช่วงเดือนสิงหาคมของปีหน้า (2025)
บรรดาแฟนเพลง 250,000 คน ที่เคยเข้าชมคอนเสิร์ตที่หมู่บ้าน Knebworth ในปี 1996 ปัจจุบันต่างอยู่ในวัย 40-50 ปีกันแล้ว แต่หลายคนก็สามารถส่งต่อความหลงใหลคลั่งไคล้ในวงโอเอซิสไปยังรุ่นลูกได้สำเร็จ ทำให้คนอายุราว 20 ปีในตอนนี้จำนวนไม่น้อย สามารถจะร้องเพลงวันเดอร์วอลล์ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แฟนเพลงที่ต้องการเข้าชมคอนเสิร์ตครั้งประวัติศาสตร์ของวงโอเอซิสในปีหน้า ยังคงต้องอดใจรอคอยไปอีกอย่างน้อย 12 เดือน พร้อมทั้งลุ้นระทึกไปด้วยว่าจะเกิดอุปสรรคจากความขัดแย้งใด ๆ ในวง ที่อาจปะทุขึ้นมาอีกครั้งจนแฟนเพลงต้องอดชมการแสดงดนตรีของพวกเขาหรือไม่
มีคำแนะนำว่า ทางที่ดีควรเลือกซื้อตั๋วล่วงหน้าเพื่อเข้าชมการแสดงในวันแรก ๆ ของทัวร์คอนเสิร์ต น่าจะรับประกันโอกาสที่จะได้เข้าชมสมใจมากกว่า











