"ฮุน มาเนต" เผยกัมพูชาพร้อมสนับสนุนข้อเสนอมาเลเซียหยุดยิงชายแดนคืนนี้

การปะทะระหว่างไทย – กัมพูชาตามแนวชายแดนยังดำเนินต่อไป ภายหลังผู้นำทั้งสองประเทศ คือนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ของไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้สนทนากับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาเมื่อคืนวานนี้ (12 ธ.ค.) ตามเวลาไทย ซึ่งทรัมป์ระบุว่านายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศได้ตกลงหยุดยิง แต่ฝ่ายไทยยังไม่มีการยืนยันถึงข้อมูลนี้อย่างเป็นทางการ

ขณะที่นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา เสนอให้ผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซีย ใช้ทหารหรือหน่วยงานเข้าตรวจสอบเหตุการณ์ปะทะด้วยปืนเล็กเมื่อวันที่ 7 ก.ค. ว่าฝ่ายใดคือฝ่ายเริ่มก่อน พร้อมบอกว่ากัมพูชาพร้อมให้ความร่วมมือในทุก ๆ ด้านในการตรวจสอบยืนยันเหตุการณ์

การแถลงข่าวของศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา เมื่อเวลา 10.00 น. ไม่ยืนยันว่าการหยุดยิงจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ขณะที่การสู้รบยังคงดำเนินต่อไป

ล่าสุดเพจทีมโฆษกกองทัพบกของไทยเปิดเผยว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ยิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ตกในพื้นที่พลเรือนใน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ทำให้มีชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ 6 ราย ในจำนวนนั้นมีอาการสาหัส 2 ราย

ขณะที่นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ได้เรียกร้องให้ฝ่ายไทยและกัมพูชาใช้ความยับยังชั่งใจและกลับสู่การเจรจาผ่านทวิภาคีและกลไกอาเซียนและเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบทุกรูปแบบ ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันนี้ (13 ธ.ค.) เวลา 22.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกัมพูชาโพสต์ข้อความทางสื่อสังคมออนไลน์แสดงความยินดีและสนับสนุนการริเริ่มดังกล่าวของนายอันวาร์

ด้าน รมต. ต่างประเทศของไทยเปิดเผยบทสนทนากับ รมต. ต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อถูกถามถึงการหยุดยิงว่า "การหยุดยิงโดยที่ไม่มีใครพร้อมเป็นการหยุดยิงที่ไม่ยั่งยืน"

รายละเอียดในการสนทนาเป็นอย่างไร

การสนทนาของผู้นำไทยและสหรัฐฯ มีขึ้นเมื่อเวลา 21.20 น. วานนี้ (12 ธ.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยนอกจากนายอนุทิน จะเป็นคู่สนทนาโดยตรงกับประธานาธิบดีทรัมป์ ยังมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกฯ ร่วมรับฟังการสนทนาด้วย

โดยภายหลังการหารือเสร็จสิ้น นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ระบุว่าประธานาธิบดีทรัมป์มีความเป็นห่วงในสถานการณ์และอยากจะให้ทุกอย่างกลับไปที่ปฏิญญา (Joint Declaration) ที่ได้ลงนามกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย ซึ่งนายอนุทินยืนยันกับประธานาธิบดีทรัมป์ว่าไทยปฏิบัติตามเงื่อนไขมาตลอด แต่ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ละเมิดทำให้ฝ่ายไทยสูญเสียอวัยวะ ชีวิต และทรัพย์สิน ทำให้ไทยจำเป็นจะต้องตอบโต้เพื่อป้องกันอธิปไตย ดินแดน ทรัพย์สิน และชีวิตของประชาชนชาวไทย

นายอนุทินยังเปิดเผยด้วยว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการให้มีการหยุดยิง ซึ่งเขาได้กล่าวกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า 'ขอให้ไปบอกฝ่ายกัมพูชา' โดยทางกัมพูชาต้องออกมาบอกให้โลกรู้ว่ากัมพูชาจะหยุดยิง แล้วจะถอนกำลังออกไป รวมถึงเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่วางเอาไว้ออกไปให้หมด

นายกรัฐมนตรีในรัฐบาลรักษาการยังยืนยันถึงประเด็นภาษีศุลกากรว่าประธานาธิบดีทรัมป์ให้สัญญาว่าจะให้ประเทศไทยได้รับอัตราภาษีที่ดีกว่าประเทศอื่น ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นฝ่ายถามถึงประเด็นนี้ขึ้นมาเองและไม่ได้มีท่าทีกดดัน หรือจะนำมาผูกกับประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุผ่านทรูธ โซเชียล ในเวลาต่อมาว่าการสนทนาระหว่างเขากับนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชา เมื่อช่วงเช้าวานนี้ (12 ธ.ค. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ) เป็นไปด้วยดี โดยเขาได้แสดงความกังวลถึงการปะทะรอบใหม่ระหว่างสองประเทศ และนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศก็ตกลงที่จะหยุดยิงโดยมีผลในช่วงเย็นวันนี้ และจะกลับเข้าสู่ข้อตกลงสันติภาพดั้งเดิมที่เคยทำกับเขาโดยการช่วยเหลือของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย

ทรัมป์ยังแสดงความเห็นในโพสต์ดังกล่าวด้วยว่า ทุ่นระเบิดที่คร่าชีวิตและทำให้ทหารไทยบาดเจ็บหลายนายนั้นเป็นอุบัติเหตุ แต่ไทยกลับตอบโต้อย่างรุนแรง ซึ่งตอนนี้ทั้งสองประเทศพร้อมเข้าสู่สันติภาพและเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ต่อ

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเมื่อเวลา 9.31 น. ของวันนี้ (13 ธ.ค.) ระบุเป็นภาษาอังกฤษที่แปลได้ว่า "นั่นไม่ใช่อุบัติเหตุริมถนนแน่ ๆ ประเทศไทยจะยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางการทหารจนกว่าเราจะรู้สึกว่าจะไม่มีอันตรายหรือภัยคุกคามต่อดินแดนและประชาชนของเราอีกแล้ว ผมอยากจะทำให้มันชัดเจน การกระทำของเราในช่วงเช้าวันนี้ได้พูดแทนแล้ว"

ด้านนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยเปิดเผยในการแถลงข่าวของศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา ระบุว่าในการสนทนาระหว่างผู้นำไทย - สหรัฐฯ นายอนุทินได้ยืนยันกับประธานาธิบดีทรัมป์ว่าไทยต้องการสันติภาพ แต่ก็ต้องปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพของดินแดนตนเองเช่นกัน

"ขอเรียนว่าตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงเช้านี้ก็เดินหน้าแล้วนะคะ ก็มีการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีความสำคัญ ขอยืนยันโดยสรุปว่าทั้งหมดจะต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่เป็นสำคัญ" รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุในการแถลงข่าว

ด้าน พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะโฆษกศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ตอบคำถามกรณีประธานาธิบดีทรัมป์มองว่า การที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดเป็นอุบัติเหตุนั้น เขามองว่าเป็น "การจงใจของฝ่ายกัมพูชาในการดำเนินการ"

"ระเบิดถือว่าเป็นอาวุธ ทุ่นระเบิดไม่ได้เป็นของเล่นหรืออะไรที่สามารถสร้างอุบัติเหตุได้ มันเป็นการจงใจที่มีการวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่ทหารเราลาดตระเวน ทั้ง ๆ ที่ห้วงที่ผ่านมาเรามีการเคลียร์ทุ่นระเบิดเรียบร้อยหมดแล้ว แต่ทำไมมันถึงกลับเข้ามาอีก นั่นแสดงถึงความจงใจที่จะทำร้ายต่อชีวิตแก่กำลังพลของเรา" เขาระบุ

ส่วนกรณีที่ประธานาธิบดีทรัมป์บอกว่าทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิงในช่วงเย็นวันนี้นั้น โฆษกกระทรวงกลาโหมระบุว่าเขา "ไม่สามารถยืนยันได้" เนื่องจากที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ทำตามคำพูดเลย พร้อมยืนยันว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายริเริ่มสถานการณ์ ขณะที่ไทยทำเพื่อป้องกันอธิปไตย ดังนั้นจะมีการเจรจาในช่วงบ่ายนี้หรือไม่ "คงไม่มีฝ่ายใดจะเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์จนกว่าจะมีความชัดเจนแล้วก็มีความจริงใจจากฝ่ายกัมพูชา"

ฟากนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ระบุว่าเขาได้สนทนาทางโทรศัพท์กับทั้งประธานาธิบดีทรัมป์และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมของมาเลเซีย เพื่อหาทางหยุดยิงและกลับเข้าสู่การปฏิบัติตามปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ โดยฝ่ายกัมพูชาได้ยึดมั่นในแนวทางการระงับข้อพิพาทด้วยสันติมาโดยตลอดตามปฏิญญาดังกล่าว

นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังบอกด้วยว่า เขาได้เสนอให้ผู้นำทั้งสองประเทศใช้ทหารหรือหน่วยงานของทั้งสหรัฐฯ และมาเลเซียเข้ามาตรวจสอบเหตุการณ์ปะทะด้วยปืนเล็กเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสู้รบครั้งใหม่นี้ โดยอาจใช้ศักยภาพในการรวบรวมข้อมูลทั้งจากภาพถ่ายดาวเทียมและรูปภาพต่าง ๆ ที่มีการบันทึกไว้เพื่อยืนยันว่าฝ่ายใดคือผู้เริ่มยิงก่อน

"นี่อาจจะเป็นวิธีการที่ง่ายดายและโปร่งใสที่สุดที่จะตรวจสอบยืนยันเหตุการณ์ ซึ่งกัมพูชาพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในทุก ๆ ด้านหากมีความต้องการ" นายฮุน มาเนต ระบุ

สถานการณ์ชายแดนหลังการสนทนา

10.00 น. ของวันนี้ (13 ธ.ค.) ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ระบุว่าภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีสนทนากับประธานาธิบดีทรัมป์ ฝ่ายกัมพูชายังคงยิงอาวุธหนักใส่ดินแดนไทยในช่วงกลางดึกในหลายพื้นที่ ทั้งใน จ.ตราด, บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว และช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี

โดยกองทัพบกเปิดเผยถึงพื้นที่ตลอดแนวชายแดนที่ไทยสามารถควบคุมได้แล้ว อาทิ ช่องอานม้า (เนิน 677), ซำแต, ช่องจอม – ช่องระยี, ปราสาทคนา และบ้านหนองหญ้าแก้ว

โดยกองทัพบกประมาณการณ์สูญเสียของฝ่ายกัมพูชาที่ฝ่ายไทย "พิสูจน์ทราบได้ชัดเจน" ตั้งแต่เริ่มการปะทะเมื่อ 7 ธ.ค. มีทหารกัมพูชาเสียชีวิตรวม 165 นาย โดยฝ่ายไทยได้ทำลายจรวด BM-21 จำนวน 1 ระบบ, ยานเกราะ/รถถัง 11 คัน, โดรน 68 ลำ, ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน 2 ระบบ, Anti-Drone 3 ระบบ, เสาสื่อสาร 3 จุด, จุดตรวจการณ์/ฐานทหาร รวม 5 แห่ง

ขณะที่กองทัพเรือเปิดเผยว่าได้ปฏิบัติการทำลายฐานที่มั่นของทหารกัมพูชาในพื้นที่เกาะยอ ใน จ.เกาะกง ของกัมพูชาแล้ว เนื่องจากจะเป็นภัยคุกคามต่อกำลังที่ปฏิบัติการในพื้นที่ โดยวันนี้จะมีการสำรวจความเสียหาย นอกจากนี้มีการขอสนับสนุนกำลังจากกองทัพอากาศทำลายสะพาน 2 แห่ง รวมถึงสะพานจัยจุมเนี้ยะ ซึ่งเป็นเส้นทางการลำเลียงยุทโธปกรณ์และกำลังกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ รวมถึงโจมตีคาสิโนทมอดาซึ่งเป็นที่ตั้งทางทหารของกัมพูชา

ต่อมาเวลา 12.01 น. ทีมโฆษกกองทัพบกเปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 ว่าฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาวุธจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ยิงตกเข้ามาในพื้นที่พลเรือน บริเวณด้านหน้าบังเกอร์หลบภัย หมู่ที่ 1 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนที่กำลังวิ่งหลบภัยได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด 2 รายและมีการสาหัส ได้แก่

  • นายแก้ว กินนรา แขนขวาหัก
  • นายรำไพ สุวรรณศิลป์ ได้รับแรงกระแทกที่ศีรษะและมีเลือดออกในสมอง

โดยกองทัพบกได้บูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครองและสาธารณสุขในพื้นที่ เร่งนำผู้บาดเจ็บทั้งหมดส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเบญจลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 2 ราย คือ นายคมสัน ศรีอ้วน โดนสะเก็ดระเบิดบริเวณหลังคอ และนายเสรี ปัถอินทรี มีอาการบวมที่ศีรษะเนื่องจากโดนสะเก็ดระเบิด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เร่งนำส่ง รพ.ศรีรัตนะ

"กองทัพบกขอประณามการกระทำของกำลังทหารกัมพูชาอย่างรุนแรง ต่อเวทีประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นหลักฐานชัดเจนถึงการใช้อาวุธโจมตีใส่พื้นที่พลเรือนซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารของกัมพูชา ละเมิดต่อหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์" โพสต์ดังกล่าวระบุ

ต่อมาเวลา 16.00 น. พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวในการแถลงข่าวศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า นอกจากตลอดทั้งวันยังคงมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ เหตุการณ์ยิงโจมตีพื้นที่ชุมชนใน จ.ศรีสะเกษ ที่ทำให้บ้านเรือนเสียหายและประชาชนได้รับบาดเจ็บเพิ่มเป็นทั้งหมด 6 ราย

"อันนี้เป็นความชัดเจนนะครับว่าเป้าหมายของกัมพูชาไม่ใช่เป้าหมายทางการทหาร แต่เป็นเป้าหมายของพลเรือนผู้บริสุทธิ์นั่นเอง" โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าว

ทั้งนี้ เหตุปะทะกันในวันนี้ มีทหารเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 4 นาย จากการปะทะกันบริเวณช่องอานม้า ทำให้ยอดรวมของการเสียชีวิตของกำลังพลเพิ่มขึ้นเป็น 15 นาย บาดเจ็บอีกกว่า 270 นาย ส่วนใหญ่เป็นการบาดเจ็บเล็กน้อย

สำหรับสถานการณ์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ณ วันที่ 13 ธ.ค. มีประชาชนเสียชีวิต 7 ราย โดยเป็นการเสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้าย 4 ราย และเสียชีวิตในศูนย์พักพิงจำนวน 3 ราย จากผลกระทบทางอ้อมที่เกิดจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ปิดโรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็น 20 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทั้งหมด 212 แห่ง

ด้าน พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงข่าววันนี้ (13 ธ.ค. 68) เวลา 9.30 น. ระบุอ้างว่า ฝ่ายไทยยังคงบุกรุกเข้ามายังในเขตแดนของกัมพูชารวมทั้งใช้อาวุธหนักทุกประเภท เช่น เครื่องบินรบ 16 ลำ ระเบิดลูกปรายหรือคลัสเตอร์บอมบ์ รวมทั้งกำลังพลจำนวนมากมาปฏิบัติการในอาณาเขตของกัมพูชา ซึ่งนั้นเป็นการกระทำที่ชัดเจนว่า ขัดต่อกฎบัตรแห่งสหประชาชาติและอาเซียน รวมทั้งหลักการขั้นพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ

"การกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบและละเมิดกฎหมายดังกล่าว ไม่เพียงแต่เป็นภัยคุกคามสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคนี้ แต่ยังเป็นผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยระหว่างประเทศ" พล.ท. หญิง มาลี กล่าว

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชากล่าวอีกว่า กองกำลังทหารไทยเริ่มขยายขอบเขตการโจมตีและเปิดฉากยิงใส่กัมพูชา ในภูมิภาคทหารที่ 3 ตั้งแต่เวลา 02.00 น. ถึง 08.00 น. ของวันที่ 13 ธ.ค. โดยเวลา 02.00 น. กองทัพเรือไทยได้เปิดฉากยิงจากเรือรบโดยใช้ปืนใหญ่ 20 กระบอกไปยังพื้นที่จังหวัดเกาะกง

นอกจากนี้เธอยังกล่าวว่า ฝ่ายไทยได้โจมตีสถานที่สำคัญหลายแห่ง อาทิ โรงเรียน โรงแรม วัด ปราสาทโบราณ รวมถึงถนนและสะพานต่าง ๆ ด้วยในห้วงเวลาที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมในขณะนี้สถานการณ์ในพื้นที่อื่น ๆ ยังคงสงบ

พล.ท. หญิง มาลี อ่านแถลงการณ์ว่า หากฝ่ายไทยต้องการและมีเจตนาให้เกิดสันติภาพจริงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยคำพูด แต่ต้องเป็นการกระทำที่เป็นรูปธรรม กองทัพของไทยต้องยุติกระทำต่าง ๆ ที่เป็นการละเมิดกฎหมายทันที และถอนกำลังออกจากพื้นที่ของกัมพูชา พร้อมกับเรียกร้องให้ไทยยึดตามข้อตกลงสันติภาพและปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ที่ได้ลงนามไว้ในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา

ส่วนกรณีที่กองทัพไทยเผยแพร่ภาพประชาชนที่บาดเจ็บและบ้านเรือนที่พังเสียหายโดยระบุว่ามาจากการโจมตีด้วยจรวด BM-21 ของกัมพูชานั้น กระทรวงกลาโหมกัมพูชาโพสต์ในเวลาต่อมาโดยปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ว่าเป็นข่าวปลอม

โดยกระทรวงกลาโหมกัมพูชายืนยันว่าการตอบโต้ของกระทรวงกลาโหมและกองทัพกัมพูชานั้นมุ่งเป้าเฉพาะเป้าหมายทางการทหารเท่านั้นและไม่เคยมุ่งเป้าพื้นที่พลเรือน พร้อมบอกว่าทางกัมพูชาได้ยึดมั่นปฏิบัติตามภาระผูกพันต่าง ๆ ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายด้านมนุษยธรรมสากลอย่างแน่วแน่มาโดยตลอด

ข้อความของกระทรวงฯ ยังเรียกร้องให้สื่อไทยยุติการเผยแพร่สิ่งที่พวกเขาเรียกว่าเป็น "ข้อมูลอ่อนไหวที่เป็นเท็จซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อบิดเบือนความเข้าใจของสาธารณชน โดยเฉพาะกับประชาชนไทย รวมถึงสื่อในประเทศและสื่อต่างชาติ ซึ่งเป็นการกล่าวหากัมพูชา เพื่อที่จะขยายกรอบการรุกรานของพวกเขา"

"ฮุน เซน" ขอรัฐบาลกัมพูชาระงับการเดินทางคนไทย – กัมพูชาที่ตกค้าง "สีหศักดิ์" โต้ละเมิดหลักมนุษยธรรม

เวลา 14.14 น. สำนักข่าวขแมร์ไทมส์ รายงานว่าสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ได้ร้องขอให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลกัมพูชาพิจารณาระงับการเดินทางข้ามพรมแดนไทย-กัมพูชา ทั้งหมดเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีการหยุดยิง

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศของไทย ระบุถึงกรณีนี้ในการแถลงข่าวของกระทรวงการต่างประเทศเมื่อเวลา 15.00 น. โดยเขากล่าวแสดงความห่วงต่อคนไทยจำนวน 6,000 - 7,000 คน ที่ติดค้างอยู่ที่ปอยเปตในกัมพูชา พร้อมบอกว่าฝ่ายไทยได้ให้ชาวกัมพูชาที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศกลับไปจนหมดแล้ว แต่กลายเป็นว่าฝั่งกัมพูชากลับไม่ยอมปล่อยให้คนไทยได้เดินทางกลับประเทศ ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law) เพราะเป็นเรื่องที่กระทบกับพลเรือน

เขาเปิดเผยด้วยว่า ก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายได้เจรจากันแล้วว่าจะมีการเปิดด่านในเวลา 13.00 – 16.00 น. ของวันนี้ แต่ปรากฏว่าฝ่ายกัมพูชาได้ขอเลื่อนไปก่อน ซึ่งโพสต์ของสมเด็จฮุน เซน ก็ระบุว่ามีการระงับการเดินทางทั้งหมดข้ามเขตแดน ซึ่งเป็นการ "ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน" และ "หลักมนุษยธรรม" ภายใต้กติการะหว่างประเทศหลายฉบับ

  • ผิดหวังท่าทีทรัมป์ ที่ไม่เข้าใจสถานการณ์จริง

รมว.ต่างประเทศของไทย ยังแสดงความผิดหวังกรณีที่ประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ โพสต์ข้อความระบุว่าการที่ฝ่ายไทยเหยียบทุ่นระเบิดและได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นอุบัติเหตุ โดยมองว่าโพสต์ดังกล่าวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ สะท้อนว่าเขาอาจยังไม่เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงหรืออาจได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เพราะทุ่นระเบิดดังกล่าวได้รับการยืนยันจากผู้สังเกตการณ์อาเซียนแล้วว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ พร้อมอ้างถึงการยิงจรวด BM-21 ตกในพื้นที่พลเรือนใน จ.ศรีสะเกษ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา สะท้อนว่าฝ่ายกัมพูชา "จงใจ" และ "ไม่ใช่อุบัติเหตุ" ซึ่งการตอบโต้ของฝ่ายไทยไม่ได้เกินกว่าเหตุและได้สัดส่วนของปฏิบัติการทางการทหารกับฝ่ายกัมพูชาแล้ว

"ประเทศไทยเป็นมิตรประเทศกับสหรัฐฯ เรารู้สึกผิดหวังที่ข้อความดังกล่าวกระทบต่อความรู้สึกของคนไทยและประเทศไทย ในฐานะที่เรามีความภูมิใจที่เราเป็นพันธมิตรทางสนธิสัญญาที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ แถมยังเป็นพันธมิตรที่เรียกว่า non-NATO ally (พันธมิตรนอกกลุ่มนาโต)" นายสีหศักดิ์ ระบุ

  • ยืนยันบทสนทนา "อนุทิน - ทรัมป์" ไม่มีเรื่องหยุดยิง

ช่วงหนึ่งของการแถลงข่าว นายสีหศักดิ์ตอบคำถามกรณีประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ถึงเรื่องการหยุดยิง โดยเขายืนยันในฐานะที่ได้ร่วมฟังการสนทนาระหว่างนายอนุทินและประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องการหยุดยิง แต่ที่ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ถึงเรื่องนี้ทั้งที่ไม่มีในการสนทนานั้น นายสีหศักดิ์ ระบุว่า "ก็คงเป็นความคาดหวังของประธานาธิบดีทรัมป์" ในฐานะที่ได้ทุ่มเทกับข้อตกลงที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

อย่างไรก็ดี รมว.ต่างประเทศของไทยระบุว่า มีการพูดคุยถึงเรื่องนี้ระหว่างเขากับนายมาร์โค รูบิโอ รมว.ต่างประเทศ ของสหรัฐฯ ซึ่งเขาได้ยืนยันไปแล้วว่าการหยุดจริงไม่ได้สามารถเกิดขึ้นได้โดยทันที แต่ฝ่ายทหารต้องประเมินสถานการณ์ และต้องมีการพูดคุยระหว่างทหารของทั้งสองฝ่าย เนื่องจาก "การหยุดยิงโดยที่ไม่มีใครพร้อมเป็นการหยุดยิงที่ไม่ยั่งยืน"

"ต้องถามฝ่ายกัมพูชาว่าเขาพร้อมจะหยุดยิงหรือเปล่า" นายสีหศักดิ์ย้อนถาม "การหยุดยิงอยู่ดี ๆ มันไม่ได้เกิดขึ้นจากความปรารถนานะครับ มันต้องเกิดขึ้นจากความพร้อมของทุกฝ่าย และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช้านี้อันนั้นคือความพร้อมที่จะหยุดยิงหรือเปล่าครับ"

เขาตั้งคำถามก่อนจะกล่าวต่อว่า "เพราะฉะนั้นในบริบทอย่างนี้การหยุดยิงมันไม่มีความหมาย เราจะพูดเรื่องการหยุดยิงได้ยังไงในเมื่อฝ่ายกัมพูชาก็ยังไม่หยุดยิง แล้วก็เป็นเรื่องเดิม ๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมาคือ วิธีการก็คือพูดอย่าง ทำอย่าง แล้วก็เบี่ยงเบนจากประเด็นที่เป็นปัญหาแท้จริง สร้างสถานการณ์ สร้างเรื่องราวเพื่อสร้างความได้เปรียบในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งไทยก็มีความจำเป็นที่จะต้องชี้แจงตอบโต้"

  • ยันไทยพร้อมให้ตรวจสอบเหตุปะทะ แต่ขอให้ตรวจสอบปมทุ่นระเบิดด้วย

ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ร้องขอให้มีการตรวจสอบเหตุการณ์เริ่มปะทะเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ด้วยวิธีการทางดาวเทียมนั้น นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่าประเทศไทยไม่มีปัญหาและพร้อมให้ตรวจสอบ แต่ขอให้มีการตรวจสอบเรื่องทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนด้วย ซึ่งเขาได้เรียกร้องให้มีคณะตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ตั้งแต่ครั้งที่ไปประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาที่เมืองเจนีวาแล้ว

มาเลเซียเรียกร้องสองฝ่ายหยุดยิง 22.00 น. คืนนี้ พร้อมส่ง AOT สังเกตการณ์

กลางดึกที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ได้เรียกร้องให้ฝ่ายไทยและกัมพูชาใช้ความยับยังชั่งใจและกลับสู่การเจรจาผ่านทวิภาคีและกลไกอาเซียน พร้อมบอกว่าในฐานะที่เขาเป็นประธานอาเซียน มาเลเซียจะจัดการประชุม รมว.ต่างประเทศอาเซียนนัดพิเศษเร็ว ๆ นี้ เพื่อประเมินสถานการณ์และสนับสนุนมาตรการลดความรุนแรง โดยเขายังได้ขอบคุณสหรัฐฯ ที่เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันกับอาเซียนและให้ความไว้วางใจกับมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนด้วย

ก่อนที่เวลา 14.41 น. ของวันนี้ (13 ธ.ค.) เขาโพสต์ข้อความระบุว่า เขาได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับนายอนุทินและนายฮุน มาเนต โดยเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบทุกรูปแบบรวมถึงยับยั้งไม่ให้มีการปฏิบัติการทางการทหารใด ๆ อีก รวมถึงการใช้กำลังพลหรือเคลื่อนกำลังพล ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันนี้ คือ 13 ธ.ค. เวลา 22.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น พร้อมบอกว่าเขาได้ร้องขอให้คณะสังเกตการณ์ของอาเซียน หรือ AOT เข้าสังเกตการณ์ในพื้นที่ด้วย โดยจะมีการใช้การสังเกตการณ์ผ่านดาวเทียมจากรัฐบาลสหรัฐฯ เข้ามาสนับสนุน โดยผลการสังเกตการณ์ทั้งจากภาคพื้นดินและจากดาวเทียมจะถูกรวบรวมโดย AOT และจะมีการนำเสนอต่อที่ประชุม รมว.ต่างประเทศอาเซียนในวันอังคารที่ 16 ธ.ค.นี้

ขณะที่ต่อมา นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา อ้างอิงถึงโพสต์ดังกล่าวโดยระบุว่า "กัมพูชายินดีและสนับสนุนการริเริ่มของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมของมาเลเซียที่จะให้มีการหยุดยิงในคืนนี้ ที่จะมีการสังเกตการณ์ผ่านคณะสังเกตการณ์อาเซียน (AOT) และมีความร่วมมือจากสหรัฐฯ"