ระบบ e-Donation จะช่วยให้ตลาดบุญของวัดไทยโปร่งใสขึ้นหรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป กรมสรรพากรจะเริ่มใช้มาตรการใหม่ ซึ่งระบุให้การบริจาคเงินแก่วัดวาอาราม มูลนิธิ สมาคม กองทุน และองค์การต่าง ๆ เพื่อหักลดหย่อนภาษีต้องดำเนินการผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-โดเนชัน (e-Donation) เท่านั้น
สื่อไทยหลายสำนัก อาทิ สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีนี้ว่าระบบดังกล่าวเป็นระบบที่กรมสรรพากรได้ทำเสร็จมาในระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งจะเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ เป็นกลไกที่จะช่วยให้วัดมีการบริหารงานที่โปร่งใส
บีบีซีไทยพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายภาษีและนักวิจัยที่เคยศึกษาเรื่องการบริหารจัดการเงินของวัดว่าระบบนี้จะทำให้การบริหารจัดการเงินวัดโปร่งใสขึ้นได้แค่ไหน และยังมีช่องโหว่อะไรบ้างที่อาจทำให้เงินบริจาคของผู้ศรัทธาไม่ได้ถูกใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจ
ระบบ e-Donation คืออะไร
เว็บไซต์ของกรมสรรพากร ระบุว่า e-Donation คือระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ที่กรมสรรพากรพัฒนาขึ้นเพื่อใช้รองรับข้อมูลการรับบริจาค และอำนวยความสะดวกให้ผู้บริจาคสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ โดยไม่ต้องนำหลักฐานการบริจาคมาแสดงต่อกรมสรรพากร ซึ่งวิธีการบริจาคมี 2 วิธี ดังนี้
- โอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคารผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ด (QR Code) ที่หน่วยรับบริจาค ซึ่งลงทะเบียนไว้กับกรมสรรพากรแล้ว
- บริจาคด้วยเงินสดโดยแจ้งเลขประจำตัวประชาชนที่หน่วยรับบริจาค
กรมสรรพากรระบุว่า ข้อมูลทั้งหมดจะสามารถตรวจสอบได้ผ่านเว็บไซต์ www.rd.go.th โดยหน่วยงานที่รับบริจาคไม่ต้องจัดทำหลักฐานการบริจาคเป็นกระดาษและไม่ต้องจัดเก็บสำเนา เพราะข้อมูลจะถูกบันทึกเข้าระบบออนไลน์ โดยทั้งผู้บริจาคและหน่วยรับบริจาคสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ตลอด 24 ชั่วโมง
เมื่อค้นหารายชื่อหน่วยรับบริจาคที่ใช้ระบบ e-Donation ข้อมูล ณ วันที่ 19 ส.ค. บีบีซีไทยพบว่ามีรายชื่อศาสนสถาน ซึ่งรวมทั้งวัด มัสยิด และคริสตจักรต่าง ๆ ทั้งหมด 38,299 รายการ
อย่างไรก็ตาม ในจำนวนนี้มีเพียง 18,635 รายการเท่านั้นที่เปิดช่องทางการรับบริจาคผ่านคิวอาร์โค้ด
ทั้งนี้ บีบีซีไทยไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าในบรรดาศาสนสถานกว่า 30,000 แห่งที่ลงทะเบียนเปิดรับบริจาคผ่านระบบ e-Donation ไว้แล้วนั้น มีสัดส่วนของ "วัด" เป็นจำนวนเท่าใด
ทว่าจากข้อมูลของเว็บไซต์สำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2564 ระบุว่าในปีดังกล่าวมีจำนวนศาสนสถานประเภท "วัด" อยู่ทั่วราชอาณาจักรทั้งหมด 42,626 แห่ง
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว อาจหมายความว่ามีวัดอีกอย่างน้อยหลายพันแห่งที่ยังไม่ได้เข้าระบบ e-Donation และอาจมีวัดเพียงไม่ถึงครึ่งที่เปิดช่องทางการรับบริจาคดังกล่าวผ่านคิวอาร์โค้ด
e-Donation ช่วยให้เงินบริจาควัดโปร่งใสขึ้นได้อย่างไร
- อุดช่องโหว่ใบอนุโมทนาบัตรเท็จ
ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งแอปพลิเคชันไอแท็กซ์ (iTAX) บอกกับบีบีซีไทยว่าการที่วัดเข้าระบบ e-Donation ช่วยอุดช่องโหว่การออกใบอนุโมทนาบัตรเท็จ ที่มักจะถูกนำมาใช้ลดหย่อนภาษี
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษีอากรรายนี้อธิบายเพิ่มเติมว่าโดยปกติสามารถนำเงินบริจาคมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนทุกรายการแล้ว ซึ่งจะลดหย่อนได้เท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับอัตราเสียภาษีของผู้ที่มีเงินได้คนดังกล่าว โดยพบว่ายิ่งเสียภาษีในอัตราสูงเท่าไร ก็ยิ่งลดหย่อนได้มากเท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น หากเสียภาษีในอัตรา 5% และบริจาคเงินไป 100 บาท จะได้ลดหย่อนภาษี 5 บาท แต่หากเสียภาษีในอัตรา 35% และบริจาคเงินในจำนวน 100 บาทเท่ากัน จะลดหย่อนภาษีได้ 35 บาท ดังนั้น ผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษีให้ได้มาก ๆ จึงอาจใช้วิธีการขอให้วัดออกใบอนุโมทนาบัตรไม่ตรงตามยอดบริจาคจริงได้
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเห็นว่าการเปลี่ยนมาใช้ระบบบริจาคผ่าน e-Donation จะสามารถช่วยป้องกันกรณีลักษณะนี้ได้
"บางทีอาจจะเคยได้ยินนะครับว่าพอมันเป็นระบบกระดาษ [หมายถึงใบอนุโมทนาบัตร] เราอาจจะบริจาคไปแค่ 1,000 บาท แต่ว่าทางวัดออกเอกสารมาเป็นใบอนุโมทนาลดหย่อนภาษีที่ได้จำนวนมากกว่า 1,000 บาท" ผศ.ดร.ยุทธนา กล่าว
"พอมันเป็นระบบ e-Donation เท่านั้น แสดงว่าสรรพากรจะเชื่อเฉพาะเงินที่ผ่านระบบ e-Donation อย่างเดียว ดังนั้นแปลว่าเลขอื่นที่เขียนกันมาเท่าไหร่ก็ไม่สนใจแล้ว จะดูแค่เลขตรงนี้เท่านั้น ก็น่าจะปิดเรื่องของการเลี่ยงภาษีโดยการที่ไปปลอมแปลงอะไรพวกนี้ได้บ้าง" เขาระบุ

ที่มาของภาพ, Getty Images
- ผู้บริจาคไม่ต้องเก็บเอกสาร
ผู้ก่อตั้ง iTAX ยังบอกอีกว่า ข้อดีอีกอย่างของการบริจาคผ่านระบบ e-Donation คือข้อมูลการบริจาคจะเข้าสู่กรมสรรพากรโดยตรง ทำให้เมื่อถึงเวลาจะนำมาลดหย่อนภาษีในแต่ละปี ผู้เสียภาษีไม่ต้องไปค้นหาหลักฐานการบริจาคที่เก็บเอาไว้อีกต่อไป
"ที่ผ่านมาพอมันเป็นเรื่องเงินสด มันก็จะมีปัญหาหนึ่ง คือ เรื่องของการจัดเก็บพวกเอกสาร เช่น ใบอนุโมทนา ซึ่งบางทีมันผ่านไปปีนึงแล้ว ตัวคนบริจาคอาจจะเก็บเอกสารตัวนี้ [หา] ไม่เจอแล้ว ไปอยู่ไหนก็ไม่รู้" ผศ.ดร.ยุทธนา ระบุ
"การที่ผ่านระบบ e-Donation 100% ข้อดีมาก ๆ อย่างหนึ่งสำหรับตัวผู้เสียภาษีเองก็คือว่า ไม่ต้องไปหาหลักฐานแล้ว เพราะหลักฐานจะถูกบันทึกไว้ในระบบของกรมสรรพากร พอเวลาจะยื่นภาษีประจำปี ก็สามารถล็อกอินเข้าไปในระบบของกรมสรรพากร ตัวระบบ My Tax นะครับ เราก็จะเห็นแล้วว่าตัวเลขในการบริจาคทั้งหมดมันอยู่ตรงไหนบ้าง" เขาบอกกับบีบีซีไทย
- กระตุ้นคนเปลี่ยนวิธีการบริจาค
ผศ.ดร.ยุทธนา ยังมองว่าการที่กรมสรรพากรติดต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อขอให้ทุกวัดเข้าระบบ e-Donation นั้น ยังอาจทำให้คนหันมาบริจาคผ่านช่องทางดังกล่าวกันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อาจมีบางส่วนที่คุ้นชินกับการทำบุญด้วยวิธีหยอดเงินลงตู้อยู่
"ผมว่าคงกระตุ้นได้บ้างระดับหนึ่ง แต่ต้องบอกก่อนว่าประสบการณ์ระหว่างโอนที่ตู้กับการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโอน ผมว่าความรู้สึกอนุโมทนาบุญอาจจะแตกต่างกันนะ มันอาจจะมีกิจกรรมบางอย่างที่เขาบอกว่า เนี่ย หยอดเหรียญลงไปสิ หยอดแบงก์ลงไปสิ ผมว่าอันนั้นอาจจะแทนที่ด้วยสิ่งนี้ไม่ได้ 100%"
"แต่ผมเชื่อว่ามันก็จะมีใครบางคนที่เริ่มมาถามหาคิวอาร์โค้ดเพื่อ e-Donation กันมากขึ้น ผมว่าพฤติกรรมนี้ต้องเกิดขึ้นแน่ ๆ" ผศ.ดร.ยุทธนา ระบุ

ที่มาของภาพ, Getty Images
แล้วอะไรยังเป็นช่องโหว่ ?
- แชร์กระเป๋าบุญ แล้วให้ผู้ต้องเสียภาษีอัตราสูงโอนเพื่อลดหย่อนภาษี
ผู้ก่อตั้ง iTAX ชี้ว่าอย่างไรก็ตามระบบนี้อาจไม่ได้แก้ปัญหาได้ทั้งหมด
"มันก็ไม่ได้แก้ปัญหาได้หมด 100% นะครับ มันคงแก้ได้ประมาณหนึ่ง เพราะว่าปัญหาใหญ่ ๆ จริง ๆ มันก็ยังเหลืออยู่" ผศ.ดร.ยุทธนากล่าว
เขายกตัวอย่างกลยุทธ์หนึ่งที่เขาบอกว่ามีคนใช้กัน "เยอะแยะ" คือการ "แชร์กระเป๋าบุญ" รวมเงินบริจาคจากหลายคนมาไว้ที่บัญชีของคนใดคนหนึ่งก่อน ซึ่งมักจะเป็นคนที่ต้องเสียภาษีในอัตราสูง ก่อนจะโอนเงินจากบัญชีดังกล่าวเข้าวัด
"ต่อให้เป็น e-Donation ปัญหานี้ก็อาจจะยังไม่ได้แก้ ถ้าหากว่าเราไม่ได้ให้แต่ละคนบริจาคเข้าคิวอาร์โค้ดของ e-Donation ของวัดนั้น ๆ โดยตรง แต่กลับใช้วิธีเช่นผมเปิดคิวอาร์โค้ดให้ทุกคนโอนมาหาผมก่อน แล้วผมค่อยโอนเข้าไปตรงนั้นทีเดียว ผมจะเป็นคนเดียวที่ได้สิทธิลดหย่อน ในขณะที่อีก 9 คนที่อยู่ในออฟฟิศผม ไม่มีใครได้สิทธิลดหย่อนอะไรเลย" ผศ.ดร.ยุทธนา กล่าว
อย่างไรก็ตาม เขารับว่าเมื่อทุกวัดเข้าระบบ e-Donation แล้ว การจะอุดช่องโหว่ตรงนี้เพียงแค่เปลี่ยนวิธีการร่วมบุญ แทนที่จะโอนเข้าบัญชีคนใดคนหนึ่ง เป็นการขอคิวอาร์โค้ด e-Donation ของวัดให้ทุกคนโอนตรงเข้าไปก็แก้ปัญหาได้แล้ว จึงเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่ความประสงค์ของตัวผู้บริจาคแต่ละคนมากกว่า
- เงินเข้าโปร่งใส แล้วเงินออกไปไหน ?
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษีอากรผู้นี้มองว่า การจะใช้ e-Donation กับเงินบริจาคเข้าวัดถือเป็น "สัญญาณที่น่าสนใจ" และน่าจะทำให้เงิน "รายรับ" ที่เข้าวัดโปร่งใสขึ้น แต่เขาก็ชี้ให้เห็นว่ามันไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องการใช้จ่ายเงินของวัด หลังจากได้รับเงินบริจาคส่วนนี้ไปแล้ว
"เอาเข้าตรง ๆ แล้ว มันปิด gap (ช่องว่าง) ได้แค่ด้านเดียว เพราะว่าปัญหาใหญ่ ๆ ที่ผมพูดเมื่อสักครู่มันยังมีอยู่ เอาเข้าจริง สิ่งที่เรากังวลมากกว่า คือ เส้นทางการเงินของวัด เข้ามาในวัดแล้วเงินนี้ถูกใช้อย่างไร" ผศ.ดร.ยุทธนา ตั้งคำถาม
"กระบวนการใช้ e-Donation แทนการออกใบอนุโมทนาบุญ ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องนี้ เพราะว่าจริง ๆ แล้วอันนั้นมันต้องไปที่ระดับของการ audit (ตรวจสอบ) การใช้เงินของวัด การทำบัญชีของวัด การที่มีคนเข้าไปตรวจสอบวัด ซึ่งตอนนี้เรายังไม่เห็นสิ่งนี้ พอเรายังไม่เห็นสิ่งนี้ ผมก็ยังตอบไม่ได้ว่าสุดท้ายแล้ว เงินวัดมันจะโปร่งใสได้หรือเปล่า" เขากล่าว
นักวิจัยชี้แก้ปัญหาแค่ "ปลายทาง"
ด้าน ธารทิพย์ ศรีสุวรรณเกศ นักวิจัยอาวุโสด้านนโยบายและการกำกับดูแลที่ดี สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ผู้เคยศึกษาเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินของวัด มองว่าการที่กรมสรรพากรเตรียมบังคับให้ทุกวัดเข้าระบบ e-Donation นั้น เป็นการแก้ปัญหาที่ "ปลายทาง" และอาจไม่ได้ช่วยให้การบริหารจัดการเงินบริจาควัดในภาพรวมโปร่งใสขึ้นได้มากนัก เพราะดึงดูดเฉพาะกลุ่มผู้ที่ "เสียภาษี" ซึ่งอาจมีสัดส่วนไม่ได้มากนักในบรรดาผู้บริจาคเงินให้วัดทั้งหมด
"มันก็จะเป็นแค่กลุ่มคนที่ต้องเสียภาษี ไม่ได้เป็นทุกคนที่จะครอบคลุมว่าฉันจะต้องใช้สำหรับการลดหย่อนภาษี ถ้าพูดถึงในความเป็นจริง ผู้สูงอายุจำนวนมากที่เข้าวัดก็ยังนิยมการบริจาคเงินสดอยู่ดี ซึ่งกลุ่มผู้สูงอายุก็ไม่ได้ concern (กังวล) เรื่องการลดหย่อนภาษีอยู่แล้ว" นักวิจัยผู้นี้ระบุ
"ถามว่ามันโปร่งใสไหม มันโปร่งใส เพราะว่าอย่างน้อยก็คือเงินมันเข้าระบบ แล้วสรรพากรเขาก็ track (ติดตาม) ได้อยู่แล้วว่าเงินมันไปวัดไหนเท่าไหร่" เธอกล่าว "แต่สิ่งที่ concern (กังวล) ก็คือว่ามันไม่ใช่ทุกคนที่จะจ่ายผ่านระบบ e-Donation"

ที่มาของภาพ, Getty Images
นักวิจัยจากทีดีอาร์ไอมองว่า หากจะแก้ปัญหาที่ต้นทาง ต้องแก้ที่กระบวนการกำกับดูแลการบริหารจัดการเงินบริจาคในวัดมากกว่า ซึ่งแม้จะมีแนวทางภายใต้ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่ได้มีบทลงโทษใด ๆ สำหรับวัดที่ไม่ปฏิบัติตาม
ยกตัวอย่างเช่น แม้จะมีข้อกำหนดตามกฎหมายให้วัดจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และส่งให้กับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ตรวจสอบ แต่เธอบอกว่าเป็นระบบ "สมัครใจ" ที่ขึ้นอยู่กับแต่ละวัดว่าจะส่งบัญชีให้ พศ. หรือไม่ แตกต่างจากบางประเทศ เช่น ศรีลังกา ที่ระบุบทลงโทษไว้ในกฎหมายของประเทศอย่างชัดเจนว่าหากวัดไม่ส่งบัญชีรายรับรายจ่ายให้กับสำนักงานพระพุทธศาสนา ทั้งเจ้าอาวาสและกรรมการวัดจะถูกปรับเงิน
จากช่องโหว่ข้างต้น นักวิจัยผู้นี้บอกว่าทำให้มีวัดส่งบัญชีรายรับรายจ่ายให้สำนักพุทธฯ ตรวจสอบไม่ถึง 50% จากข้อมูลที่เคยมีการศึกษาในปี 2562 ซึ่งมาจากการศึกษาวิจัยของหน่วยงานอื่นที่เข้าไปรวบรวมข้อมูล โดยที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไม่ได้รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลที่ใหม่กว่านี้เอาไว้
"ด้วยความที่มันไม่ได้มีกฎหรือข้อบังคับว่า ถ้าวัดไหนไม่ส่ง เจ้าอาวาสต้องโดนลงโทษนะ มันไม่มี เพราะฉะนั้นมันก็เลยกลายเป็นแบบฟรีสไตล์ ใครอยากส่งก็ส่ง ใครไม่ส่งก็ไม่ส่ง ถึงส่งไปสำนักพุทธฯ ก็ไม่ได้ลงมาตรวจสอบ เพราะฉะนั้นก็เหมือนไม่มีกลไกการตรวจสอบด้วย ว่าจริง ๆ แล้ววัดได้เงินจริง ๆ เท่าไหร่ เอาไปใช้เท่าไหร่ แล้วใช้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่เหมาะที่ควรไหม" ธารทิพย์กล่าว
เธอเน้นย้ำว่าที่เธอกล่าวมาทั้งหมด หมายรวมเฉพาะเงินบริจาคที่เข้า "วัด" ไม่นับรวมเงินที่ผู้บริจาคให้กับ "มูลนิธิ" ที่วัดก่อตั้งขึ้นซึ่งจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทยหรือกระทรวงอื่น และไม่นับรวมเงินที่ผู้ศรัทธามอบให้กับ "พระ" ซึ่งถือว่าเป็นบัญชีส่วนบุคคลและไม่มีหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบการใช้จ่าย
จะทำอย่างไรให้เงินวัดโปร่งใส ?
ในรายงานของทีดีอาร์ไอเมื่อปี 2566 เรื่อง "วัดกับความเสี่ยงที่จะถูกใช้เพื่อฟอกเงิน" ซึ่งธารทิพย์เป็นผู้เขียน ระบุถึงความเสี่ยงที่วัดไทยอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด โดยเฉพาะกับการฟอกเงินนั้น ส่วนหนึ่งมาจากรายได้ของวัด ซึ่งมีรายรับโดยรวมเฉลี่ย 3.24 ล้านบาทต่อปี จากกิจกรรมต่าง ๆ ของวัด อาทิ การให้เช่าวัตถุมงคล การให้เช่าที่ดินธรณีสงฆ์ และเงินบริจาค
นอกจากนี้ วัดยังสามารถเขียนโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนในการดำเนินกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาได้อีกด้วย โดยข้อมูลของสำนักงบประมาณ ตั้งแต่ปี 2556–2562 ระบุว่าใช้งบประมาณสำหรับเงินอุดหนุนวัดทั่วประเทศโดยเฉลี่ยแล้วมากกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี
ธารทิพย์มองว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้การบริหารจัดการเงินเหล่านี้มีความโปร่งใส คือการ "เปิดเผยข้อมูล" บัญชีรายรับรายจ่ายของวัดสู่สาธารณชน ซึ่งทีดีอาร์ไอก็เคยเสนอและเรียกร้องมาตั้งแต่ช่วงที่รายงานการวิจัยชิ้นนี้เสร็จสิ้น แต่จนถึงปัจจุบันข้อเสนอนี้ยังไม่ได้รับการตอบสนอง
"ตอนนั้นเราเคยเสนอไปเหมือนกันว่า ทุกวัดที่ส่ง [บัญชี] สำนักพุทธฯ ก็ควรต้องเปิดเผยในหน้าเว็บเกี่ยวกับข้อมูลรายรับรายจ่ายของวัด อย่างน้อยมันก็เป็นเรื่องการเปิดเผยข้อมูล เรื่องความโปร่งใสในการบริหารจัดการวัดของแต่ละวัด แต่ว่าข้อมูลตรงนี้ก็คือขาดหายไปเลย" ธารทิพย์กล่าว
"เราเองเคยไปสัมภาษณ์สำนักพุทธฯ ครั้งหนึ่ง เขาก็ไม่ได้ให้ข้อมูลเรามาว่าทุกวันนี้วัดส่ง [บัญชี] เท่าไหร่" เธอเปิดเผย "เขาบอกว่าก็กฎหมายกำหนดว่าให้เขาทำหน้าที่ส่งเสริม ไม่ได้มีหน้าที่ไปควบคุมวัด เพราะฉะนั้นวัดอยากทำอะไรก็ทำ"

ที่มาของภาพ, Getty Images
นักวิจัยผู้นี้มองว่าแม้กฎหมายจะไม่ได้ให้อำนาจ พศ. อย่างชัดเจนว่าสามารถลงโทษวัดอย่างไรได้บ้างหากไม่ปฏิบัติตามแนวทางบริหารจัดการเงินวัดที่ระบุไว้ แต่ พศ. มีอำนาจในการอนุมัติเงินสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ของวัด
ด้วยเหตุนี้ หากวัดนั้น ๆ ไม่ส่งบัญชีรายรับ-รายจ่าย หรือมีการบริหารจัดการเงินไม่เหมาะสม อย่างน้อย พศ. ก็น่าจะสามารถนำมาประกอบการพิจารณาในการอนุมัติหรือไม่อนุมัติโครงการต่าง ๆ ได้
นอกจากนี้ เธอยังเห็นว่าควรมีหน่วยงานภายนอกเข้าไปร่วมตรวจสอบการบริหารจัดการเงินของวัดด้วย เช่น เงินสดที่มีการบริจาคผ่านตู้ อาจกำหนดให้มีเจ้าหน้าที่ธนาคารเป็นพยานในการนับเงินและมีการจดบันทึกไว้
สำหรับมาตรการในระยะยาวนั้น เธอแนะนำว่าควรมีการแก้กฎหมาย พ.ร.บ. คณะสงฆ์ฯ ด้วยการเพิ่มบทลงโทษสำหรับบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการเงินวัดไม่เหมาะสม
"อย่างน้อยบทลงโทษมันก็จะเป็นเหมือนยันต์กันคนที่คิดว่าอยากจะทำผิด ถ้าฉันทำผิด แล้วฉันต้องติดคุกหรือเปล่า ? ฉันต้องเสียค่าปรับอะไรเท่าไหร่หรือเปล่า ?" ธารทิพย์กล่าว
"แต่ทุกวันนี้มันไม่มีอะไรมากำกับดูแลเลย มันเลยเป็นช่องโหว่สำคัญที่ถ้าตรวจสอบกันจริง ๆ น่าจะมีอีกหลายวัดเลยที่เป็นแบบนี้" นักวิจัยอาวุโสทีดีอาร์ไอบอกกับบีบีซีไทย











