ตีแผ่ปัญหาการจัดการทรัพย์สินของวัดไทย เมื่อเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงตกเป็นผู้ต้องหายักยอกเงิน 300 ล้าน

.

ที่มาของภาพ, กระทรวง พม.

คำบรรยายภาพ, นายแย้ม อินทร์กรุงเก่า ขณะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ "พระธรรมวชิรานุวัตร" เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง และเจ้าคณะภาค 14 ก่อนลาสิกขาเมื่อ 15 พ.ค. หลังตกเป็นผู้ต้องหาคดียักยอกเงินวัด
    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ตำรวจเตรียมฝากขังอดีตพระธรรมวชิรานุวัตร หรือ นายแย้ม อินทร์กรุงเก่า อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง และเจ้าคณะภาค 14 ในช่วงเช้าวันพรุ่งนี้ (17 พ.ค.) หลังถูกแจ้งข้อกล่าวหา "เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ชื้อ หรือจัดการรักษาทรัพย์ แต่กลับเบียดบัง หรือทุจริตทรัพย์นั้นมาเป็นของตน, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต" จากคดีที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอดเงินวัดไร่ขิง 300 ล้านบาท พร้อมกับผู้ต้องหาหญิงอีกรายที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา "สนับสนุนการกระทำความผิด"

อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงชิงมอบตัวกับตำรวจสอบสวนกลางเมื่อ 15 พ.ค. เมื่อทราบข่าวก่อนว่า เจ้าหน้าที่กำลังเตรียมไปบุกจับ หลังศาลอนุมัติหมายจับข้อหายักยอกเงินวัด จากการพบเส้นทางการเงินไปยังหญิงคนสนิทที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ให้สัมภาษณ์สื่อช่วงเช้าวันนี้ (16 พ.ค.) ว่าอดีตเจ้าอาวาส "รับสารภาพ" แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าในประเด็นใด พร้อมระบุว่าขณะนี้ข้อมูลจากการให้ปากคำกับพยานหลักฐานที่มียังขัดกันอยู่ ซึ่งยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม

ทว่าไวยาวัจกร (ผู้ทำกิจธุระแทนภิกษุหรือสงฆ์) ของวัดไร่ขิงคนหนึ่ง บอกกับสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ว่า เขาไม่เชื่อว่าอดีตเจ้าอาวาสจะยักยอกเงินวัด เพราะไม่พบความผิดปกติในบัญชีวัด 4-5 บัญชีที่ตัวเองดูแล และเชื่อว่าเงินที่โอนออกไปหลักร้อยล้านน่าจะเป็นเงินส่วนตัวของอดีตเจ้าอาวาสฯ เอง

แม้ว่าจะยังไม่มีข้อสรุปถึงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พระสงฆ์ระดับสูงถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการจัดการเงินของวัด อะไรเป็นช่องโหว่ให้เงินวัดอาจถูกยักยอกมาใช้ส่วนตัวได้ บีบีซีไทยรวบรวมไว้ในรายงานชิ้นนี้

เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วประณามพระยักยอกเงินวัด เป็น "ภิกษุมหาโจร"

"เงินศาสนา เงินบุญนี่ มันควรจะไปใช้สร้างบารมี ไม่ใช่เอาเงินมาก่อคดีแบบนี้ นี่เขาเรียกภิกษุมหาโจร ปล้นเงินศาสนาไปตั้ง 300 ล้านนี่ ต้องมีกองโจรกันบ้างล่ะ ไม่ใช่มีหัวหน้าโจรคนเดียว" พระราชธรรมนิเทศ (พยอม กลฺยาโณ) เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว กล่าวกับบีบีซีไทย

พระสงฆ์ผู้มีสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชรูปนี้ ตั้งคำถามกรณีที่มีรายงานว่าเงินในบัญชีของวัดไร่ขิงลดลงว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติ

"ยอดเงินมันแปลกตรงที่ว่า วัดไร่ขิงเป็นวัดที่มีรายได้ ไม่มีคำว่าตกต่ำ เศรษฐกิจต่ำอย่างไร วัดไร่ขิงไม่มีรายได้ต่ำ มันต้องยืนพื้นหรือเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ เพราะค่าที่แพง 1-2 แสน แต่ทำไมปล่อยให้ยอดรายบัญชีลดลง" เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วกล่าว

วัดไร่ขิง

ที่มาของภาพ, อบจ.นครปฐม

คำบรรยายภาพ, วัดไร่ขิง พระอารามหลวง เป็นที่ประดิษฐานของ "หลวงพ่อวัดไร่ขิง" ซึ่งมีผู้นับถือจำนวนมาก

วัดไร่ขิง พระอารามหลวง หรือชื่อเดิมคือ "วัดมงคลจินดาราม" ตั้งอยู่ใน อ.สามพราน จ.นครปฐม เป็นวัดเก่าแก่อายุยาวนานกว่าศตวรรษซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของ "หลวงพ่อวัดไร่ขิง" พระพุทธรูปปางมารวิชัยที่มีผู้นับถือจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีชื่อเสียงจากการจัดงานประจำปีที่เปิดให้พ่อค้าแม่ค้าประมูลล็อกขายสินค้าในงาน ซึ่งเคยมีผู้เสนอราคาประมูลสูงหลักล้านบาท ขณะที่รายได้ของวัดไม่พบการเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ แต่ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นข่าวใหญ่เมื่อขอทานในวัดสามารถบริจาคเงินให้กับวัดรวม 3 ล้านบาท ในปี 2556-2557

ก่อนเข้ามอบตัวกับตำรวจ นายแย้ม อินทร์กรุงเก่า ปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงในฐานะ "พระธรรมวชิรานุวัตร" เป็นเวลาเกือบ 17 ปี นับตั้งแต่ปี 2551 จนถึงเมื่อวานนี้ (15 พ.ค.) ที่อดีตพระสงฆ์รูปนี้ลาสิกขา

สำนักข่าว "ไทยพีบีเอส" รายงานว่า ก่อนที่อดีตเจ้าอาวาสรูปนี้จะถูกแจ้งข้อกล่าวหา มีการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังของเจ้าหน้าที่ไปตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน พบการถอนเงินจากธนาคารหลายแห่งผิดปกติ โดยอดีตเจ้าอาวาสสามารถมอบหมายให้กรรมการวัด หรือพระผู้ช่วยฯ ถอนเงินจากบัญชีของวัดออกมาครั้งละ 1-2 ล้านบาท และนำเงินสดโอนเข้าบัญชีส่วนตัว จากนั้นมีการโอนเงินต่อไปให้กับหญิงสาวรายหนึ่งที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์

"เมื่อวานนี้รับสารภาพ แต่เขาพูดไม่หมด มันต้องพูดแล้วก็ตรงกับคลิปหลักฐานที่เราได้มาด้วย คือถ้าพูดแบ่งรับแบ่งสู้ เราก็ต้องตรวจสอบเพิ่ม" พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ให้สัมภาษณ์สื่อในการลงพื้นที่ตรวจสอบวัดไร่ขิงเช้าวันนี้ (16 พ.ค.)

เขาเปิดเผยว่าอดีตเจ้าอาวาสรับสารภาพ แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าสารภาพในประเด็นใดบ้าง พร้อมระบุว่าขณะนี้ข้อมูลจากการให้ปากคำกับพยานหลักฐานที่มียังขัดกันอยู่ ซึ่งก็มีประเด็นที่ตำรวจต้องตรวจสอบเพิ่ม

ขณะที่ สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 รายงานการให้ข้อมูลของนายชาตรี สุขถาวร หนึ่งในไวยาวัจกรวัดไร่ขิง ที่บอกว่าเขาไม่เชื่อว่าอดีตเจ้าอาวาสจะยักยอกเงินวัด เพราะไม่พบความผิดปกติในบัญชีวัด 4-5 บัญชีที่ตัวเองดูแล และเชื่อว่าเงินที่โอนออกไปหลักร้อยล้านน่าจะเป็นเงินส่วนตัวของอดีตเจ้าอาวาสฯ เอง

กฎหมายกำกับการบริหารเงินวัดไว้อย่างไร?

พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ระบุให้วัดเป็นนิติบุคคล โดยมี "เจ้าอาวาส" เป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไป (ม.31) ซึ่งเจ้าอาวาสมีหน้าที่หนึ่งคือการบำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี (ม.37) โดยต้องดำเนินการให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง (ม.40)

ขณะที่เมื่อย้อนดูกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564 มีข้อที่เกี่ยวข้องได้แก่

  • ข้อ 3 การได้ทรัพย์สินมาเป็นสาธารณสมบัติของวัด ให้วัดลงทะเบียนทรัพย์สินนั้นไว้เป็นหลักฐาน และเมื่อต้องจำหน่ายทรัพย์สินนั้นไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้จำหน่ายออกจากทะเบียน โดยระบุเหตุแห่งการจำหน่ายไว้ด้วย
  • ข้อ 7 การเก็บรักษาเงินของวัดในส่วนที่เกินหนึ่งแสนบาทขึ้นไป ให้เก็บรักษาโดยฝากธนาคารในนามของวัด หรือวิธีการอื่นใดตามที่มหาเถรสมาคมกำหนด
  • ข้อ 8 ให้เจ้าอาวาสจัดให้ไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ของวัดซึ่งเจ้าอาวาสแต่งตั้งทำบัญชีรับจ่ายเงินของวัด และเมื่อสิ้นปีปฏิทินให้ทำบัญชีเงินรับจ่ายและคงเหลือ ทั้งนี้ ให้เจ้าอาวาสตรวจตราดูแลให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและถูกต้อง

หากย้อนดูเฉพาะข้อกฎหมาย นั่นหมายความว่าผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการกำกับดูแลทรัพย์สินของวัด โดยหลักคือ "เจ้าอาวาส" ทว่าในทางปฏิบัติ พระราชธรรมนิเทศ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว บอกกับบีบีซีไทยว่าผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบด้วย คือ "คณะกรรมการวัด"

พระพยอม

ที่มาของภาพ, เทศบาลเมืองกระทุ่มล้ม

คำบรรยายภาพ, พระราชธรรมนิเทศ (พยอม กลฺยาโณ) เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ประณามพระที่ยักยอกเงินวัด เป็น "ภิกษุมหาโจร"

"อันดับแรกก็คือต้องไปไล่บี้พวกกรรมการ พวกไวยาวัจกรที่มีการตั้งนะ การตั้งให้มาช่วยงานวัด ช่วยดูแลพระศาสนา ดูแลทรัพย์สมบัติ... ถ้าดูแลไม่ดี ให้เกิดความเสียหาย พวกนี้ก็จะต้องรับผิดชอบด้วย" เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วระบุ

พระพยอมเปิดเผยว่า ส่วนใหญ่แล้วบัญชีธนาคารของวัดจะมีผู้ดูแลคือเจ้าอาวาสและคณะกรรมการของวัด โดยจะต้องรายงานรายรับรายจ่ายให้กับหน่วยงานระดับสูงขึ้นไป เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนา หรือผู้ที่ได้รับแต่งตั้งด้วย ดังนั้น การจะนำเงินจากบัญชีของวัดไปเข้าบัญชีส่วนตัวนั้น ไม่สามารถกระทำได้โดยเจ้าอาวาสเพียงรูปเดียว

"แปลกใจว่าคณะกรรมการวัดไร่ขิงเกิดยังไง หลับไม่รู้ไม่เห็น หรือมีอะไรปิดบังตาบังใจ ทำให้ไม่ดูแล ไม่เอาใจใส่ที่จะปกป้องศาสนสมบัติของศาสนา" พระพยอมระบุ

เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วรูปนี้ยังเปิดเผยอีกว่า การจะเบิกเงินจากบัญชีของวัดในกรณีใด ๆ ก็ตาม โดยปกติจะต้องมีการพูดคุยกันระหว่างเจ้าอาวาสกับคณะกรรมการวัดว่าจะเบิกเงินเพื่อใช้อะไร เช่น จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าก่อสร้างต่าง ๆ จากนั้นเจ้าอาวาสจะต้องเซ็นอนุมัติ ก่อนที่จะมอบหมายผู้รับผิดชอบ ที่มีชื่อกับทางธนาคารอยู่แล้วว่าสามารถเบิกเงินจากบัญชีของวัดได้ ไปเบิกเงินจากธนาคาร

"มันเบิกได้ เบิกจ่ายค่าน้ำค่าไฟ มันต้องเบิกอยู่แล้วล่ะ เบิกค่าก่อสร้าง ค่านู่นค่านี่ อาตมาก็ต้องเซ็นเบิกแทบทุกวัน แต่เขาก็ต้องมีใบเสร็จมานะ ไปจ่ายอะไร ที่เบิกมานี่... เซ็นทีนึง บางทีก็ต้อง 3-4 ล้าน 5 ล้านก็เคยมีเซ็น แต่ว่าต้องรู้ว่าไปใช้อะไร"

.

ที่มาของภาพ, อบจ.นครปฐม

คำบรรยายภาพ, รายรับของวัดไร่ขิงส่วนหนึ่งมาจากเงินทำบุญและเงินบริจาคของประชาชนผู้ศรัทธา

พระราชธรรมนิเทศ ระบุด้วยว่า ที่แต่ละวัดจึงต้องเก็บบิลเป็นหลักฐานเอาไว้ว่าจ่ายเงินไปให้กับใคร เป็นค่าอะไร เพราะแต่ละปีจะมีสำนักงานพระพุทธศาสนาในพื้นที่มาตรวจสอบ ซึ่งกรณีของอดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงที่มีรายงานว่าพบเส้นเงินผิดปกติมาตั้งแต่ปี 2564 นั้น ท่านกล่าวว่า "เขา [สำนักพุทธฯ] ก็มาอยู่เรื่อย ๆ วัดไหนยิ่งมีรายได้มาก แต่แปลก แปลกใจว่าวัดไร่ขิงนี่ ไม่น่ารอดสายตาการตรวจสอบ"

นอกจากนี้ เงินส่วนที่เป็นเงินสด เช่น เงินบริจาคตามตู้นั้น เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ระบุว่า ในทางปฏิบัติวัดส่วนใหญ่มักใช้วิธีกำหนดวัดเปิดตู้ให้แน่ชัด อาจเป็นรายเดือนหรือรายสัปดาห์ โดยให้มีพยานรู้เห็นหลายคน และนำเงินเข้าบัญชีวัดทันที ซึ่งเป็นแนวทางที่วัดสวนแก้วทำอยู่ด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น วัดสวนแก้วยังจ้างคนที่มีความรู้มาทำบัญชี เพราะเชื่อว่าสามารถทำได้รัดกุมกว่าให้พระที่ไม่มีความรู้ด้านบัญชีเป็นผู้ทำ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดแนวปฏิบัติในแต่ละวัดก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าอาวาสเป็นผู้วางนโยบาย

"เป็นตัวเจ้าอาวาสจะวางโยบายยังไง วางนโยบายกันรั่วไหลไหม ถ้าวางให้ดีมันก็อยู่รอดเยอะ" พระพยอมกล่าวกับบีบีซีไทย และเมื่อถามว่าหากเจ้าอาวาสเป็นฝ่ายทำให้เงินรั่วไหลเสียเองจะทำอย่างไร ท่านตอบว่า "อย่างเดียว คุก จบที่คุก"

"มันแหกคอกนอกระเบียบเหยียบกฎ ถ้าทำตามระเบียบมันไม่มีปัญหาอะไร เขาวางไว้ดีแล้ว" พระพยอมกล่าว "เขาแก้ไขมาเรื่อยนะ แต่จะทำยังไงกับคนประเภทหัวคิดแต่จะแหกคอกนอกระเบียบ เขาล้อมคอกแล้ว เกิดทีนึงก็ล้อมคอกที แล้วมันก็มีวัวตัวใหม่เผ่นแหกคอกออกมาอีก ก็ต้องหาอะไรมาล็อกมาล้อม เอาเหล็กมาล้อม มาล็อก มาอ็อกให้ติดให้คอกมันหนาแน่นกว่านี้อีก"

รายรับเยอะ - ไม่เปิดเผยบัญชีสู่สาธารณะ ช่องโหว่วัดถูกใช้เป็นสถานที่ฟอกเงิน

รายงานของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่เผยแพร่เมื่อเดือน เม.ย. 2566 เคยระบุถึงความเสี่ยงที่วัดไทย ซึ่งมีอยู่กว่า 40,000 แห่งทั่วประเทศ อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด โดยเฉพาะกับการฟอกเงิน

รายงานดังกล่าวระบุความเสี่ยงส่วนหนึ่งมาจากรายได้ของวัด โดยมีทั้งจากเงินอุดหนุนของภาครัฐที่วัดสามารถเขียนโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนในการดำเนินกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาได้ ซึ่งข้อมูลของสำนักงบประมาณ ตั้งแต่ปี 2556–2562 พบว่า เงินงบประมาณที่ใช้จ่ายเป็นเงินอุดหนุนวัดทั่วประเทศเฉลี่ยมากกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี จึงอาจเป็นช่องโหว่สำคัญทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน เช่นคดี "เงินทอนวัด" ที่เคยเกิดขึ้น นอกจากนี้ วัดยังมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดจำนวนมาก เช่น การให้เช่าวัตถุมงคล การให้เช่าที่ดินธรณีสงฆ์ และเงินบริจาค โดยเคยมีการศึกษาพบวัดมีรายรับโดยรวมเฉลี่ย 3.24 ล้านบาทต่อปี

รายงานของทีดีอาร์ไอระบุด้วยว่า แม้จะมีกฎกระทรวงกำหนดให้วัดต้องทำบัญชีรายรับรายจ่ายส่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาของจังหวัดนั้น ๆ ในทุกเดือน แต่ก็พบปัญหาในทางปฏิบัติ ทั้งเจ้าอาวาสขาดความรู้ในการทำบัญชี จึงมอบอำนาจให้คณะกรรมการวัดหรือไวยาวัจกรทำบัญชีและเบิกจ่ายเงินของวัดแทน กลายเป็นช่องทางในการทำความผิด รวมถึงกฎกระทรวงเองก็ไม่ได้กำหนดให้วัดต้องเผยแพร่บัญชีรายรับรายจ่ายให้สาธารณชนรับทราบ จึงทำให้เป็นอีกจุดเสี่ยงสำคัญที่วัดอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือกระทำความผิด

ขณะที่การศึกษาอีกชิ้นเมื่อปี 2566 ของวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง 20 วัด พบว่าวัดส่วนใหญ่ไม่ได้มีการจัดทำบัญชีที่ถูกต้องตามหลักการบัญชี นอกจากนี้ การตรวจสอบและการเปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานของวัดต่อผู้มีส่วนได้เสียยังอยู่ในระดับน้อยมาก

การศึกษาดังกล่าวเสนอด้วยว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการกำหนดให้เป็นกฎระเบียบ ข้อบังคับที่ชัดเจนเพื่อให้วัดจัดทำรายงานทางการเงินเป็นประจำทุกปี และนำส่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาทราบ และควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถในการบริหารการเงิน และดำเนินการจัดอบรมการจัดทำบัญชีตามหลักการบัญชีให้กับไวยาวัจกร และกรรมการวัดอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวานนี้ (15 พ.ค.) สำนักข่าวมติชน รายงานการให้สัมภาษณ์ของนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) มองว่า ควรต้องตั้งคณะกรรมการเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินเงินทองของวัดไร่ขิงโดยเร่งด่วน เพราะที่ผ่านมาผู้ดูแลคือเจ้าอาวาส

เมื่อถูกถามว่าจะต้องตรวจสอบวัดทั่วประเทศด้วยหรือไม่ เขาตอบว่า การเบิกจ่ายภายในวัดมีระเบียบอยู่แล้ว มีการตรวจตราพอสมควร แต่ก็ยอมรับว่าหากผู้บริหารทำผิดเสียเอง บางครั้งก็ตรวจสอบยาก

ด้านพระราชธรรมนิเทศ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ฝากข้อความทิ้งท้ายผ่านบีบีซีไทยว่า "ขออย่างเดียวว่าทุกคนอย่าเข้าใจว่าปลาเน่าตัวเดียวมันเน่าหมดทั้งเข่ง พระเสียองค์เดียวก็เสียไปองค์หนึ่ง ที่อยู่ดี ๆ ก็ช่วยกันทำนุบำรุงกันต่อไป"