ตีแผ่ปัญหาการจัดการทรัพย์สินของวัดไทย เมื่อเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงตกเป็นผู้ต้องหายักยอกเงิน 300 ล้าน

ที่มาของภาพ, กระทรวง พม.
- Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ตำรวจเตรียมฝากขังอดีตพระธรรมวชิรานุวัตร หรือ นายแย้ม อินทร์กรุงเก่า อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง และเจ้าคณะภาค 14 ในช่วงเช้าวันพรุ่งนี้ (17 พ.ค.) หลังถูกแจ้งข้อกล่าวหา "เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ชื้อ หรือจัดการรักษาทรัพย์ แต่กลับเบียดบัง หรือทุจริตทรัพย์นั้นมาเป็นของตน, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต" จากคดีที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอดเงินวัดไร่ขิง 300 ล้านบาท พร้อมกับผู้ต้องหาหญิงอีกรายที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา "สนับสนุนการกระทำความผิด"
อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงชิงมอบตัวกับตำรวจสอบสวนกลางเมื่อ 15 พ.ค. เมื่อทราบข่าวก่อนว่า เจ้าหน้าที่กำลังเตรียมไปบุกจับ หลังศาลอนุมัติหมายจับข้อหายักยอกเงินวัด จากการพบเส้นทางการเงินไปยังหญิงคนสนิทที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ให้สัมภาษณ์สื่อช่วงเช้าวันนี้ (16 พ.ค.) ว่าอดีตเจ้าอาวาส "รับสารภาพ" แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าในประเด็นใด พร้อมระบุว่าขณะนี้ข้อมูลจากการให้ปากคำกับพยานหลักฐานที่มียังขัดกันอยู่ ซึ่งยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
ทว่าไวยาวัจกร (ผู้ทำกิจธุระแทนภิกษุหรือสงฆ์) ของวัดไร่ขิงคนหนึ่ง บอกกับสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ว่า เขาไม่เชื่อว่าอดีตเจ้าอาวาสจะยักยอกเงินวัด เพราะไม่พบความผิดปกติในบัญชีวัด 4-5 บัญชีที่ตัวเองดูแล และเชื่อว่าเงินที่โอนออกไปหลักร้อยล้านน่าจะเป็นเงินส่วนตัวของอดีตเจ้าอาวาสฯ เอง
แม้ว่าจะยังไม่มีข้อสรุปถึงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พระสงฆ์ระดับสูงถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการจัดการเงินของวัด อะไรเป็นช่องโหว่ให้เงินวัดอาจถูกยักยอกมาใช้ส่วนตัวได้ บีบีซีไทยรวบรวมไว้ในรายงานชิ้นนี้
เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วประณามพระยักยอกเงินวัด เป็น "ภิกษุมหาโจร"
"เงินศาสนา เงินบุญนี่ มันควรจะไปใช้สร้างบารมี ไม่ใช่เอาเงินมาก่อคดีแบบนี้ นี่เขาเรียกภิกษุมหาโจร ปล้นเงินศาสนาไปตั้ง 300 ล้านนี่ ต้องมีกองโจรกันบ้างล่ะ ไม่ใช่มีหัวหน้าโจรคนเดียว" พระราชธรรมนิเทศ (พยอม กลฺยาโณ) เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว กล่าวกับบีบีซีไทย
พระสงฆ์ผู้มีสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชรูปนี้ ตั้งคำถามกรณีที่มีรายงานว่าเงินในบัญชีของวัดไร่ขิงลดลงว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติ
"ยอดเงินมันแปลกตรงที่ว่า วัดไร่ขิงเป็นวัดที่มีรายได้ ไม่มีคำว่าตกต่ำ เศรษฐกิจต่ำอย่างไร วัดไร่ขิงไม่มีรายได้ต่ำ มันต้องยืนพื้นหรือเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ เพราะค่าที่แพง 1-2 แสน แต่ทำไมปล่อยให้ยอดรายบัญชีลดลง" เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วกล่าว

ที่มาของภาพ, อบจ.นครปฐม
วัดไร่ขิง พระอารามหลวง หรือชื่อเดิมคือ "วัดมงคลจินดาราม" ตั้งอยู่ใน อ.สามพราน จ.นครปฐม เป็นวัดเก่าแก่อายุยาวนานกว่าศตวรรษซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของ "หลวงพ่อวัดไร่ขิง" พระพุทธรูปปางมารวิชัยที่มีผู้นับถือจำนวนมาก
นอกจากนี้ ยังมีชื่อเสียงจากการจัดงานประจำปีที่เปิดให้พ่อค้าแม่ค้าประมูลล็อกขายสินค้าในงาน ซึ่งเคยมีผู้เสนอราคาประมูลสูงหลักล้านบาท ขณะที่รายได้ของวัดไม่พบการเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ แต่ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นข่าวใหญ่เมื่อขอทานในวัดสามารถบริจาคเงินให้กับวัดรวม 3 ล้านบาท ในปี 2556-2557
ก่อนเข้ามอบตัวกับตำรวจ นายแย้ม อินทร์กรุงเก่า ปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงในฐานะ "พระธรรมวชิรานุวัตร" เป็นเวลาเกือบ 17 ปี นับตั้งแต่ปี 2551 จนถึงเมื่อวานนี้ (15 พ.ค.) ที่อดีตพระสงฆ์รูปนี้ลาสิกขา
สำนักข่าว "ไทยพีบีเอส" รายงานว่า ก่อนที่อดีตเจ้าอาวาสรูปนี้จะถูกแจ้งข้อกล่าวหา มีการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังของเจ้าหน้าที่ไปตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน พบการถอนเงินจากธนาคารหลายแห่งผิดปกติ โดยอดีตเจ้าอาวาสสามารถมอบหมายให้กรรมการวัด หรือพระผู้ช่วยฯ ถอนเงินจากบัญชีของวัดออกมาครั้งละ 1-2 ล้านบาท และนำเงินสดโอนเข้าบัญชีส่วนตัว จากนั้นมีการโอนเงินต่อไปให้กับหญิงสาวรายหนึ่งที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์
"เมื่อวานนี้รับสารภาพ แต่เขาพูดไม่หมด มันต้องพูดแล้วก็ตรงกับคลิปหลักฐานที่เราได้มาด้วย คือถ้าพูดแบ่งรับแบ่งสู้ เราก็ต้องตรวจสอบเพิ่ม" พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ให้สัมภาษณ์สื่อในการลงพื้นที่ตรวจสอบวัดไร่ขิงเช้าวันนี้ (16 พ.ค.)
เขาเปิดเผยว่าอดีตเจ้าอาวาสรับสารภาพ แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าสารภาพในประเด็นใดบ้าง พร้อมระบุว่าขณะนี้ข้อมูลจากการให้ปากคำกับพยานหลักฐานที่มียังขัดกันอยู่ ซึ่งก็มีประเด็นที่ตำรวจต้องตรวจสอบเพิ่ม
ขณะที่ สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 รายงานการให้ข้อมูลของนายชาตรี สุขถาวร หนึ่งในไวยาวัจกรวัดไร่ขิง ที่บอกว่าเขาไม่เชื่อว่าอดีตเจ้าอาวาสจะยักยอกเงินวัด เพราะไม่พบความผิดปกติในบัญชีวัด 4-5 บัญชีที่ตัวเองดูแล และเชื่อว่าเงินที่โอนออกไปหลักร้อยล้านน่าจะเป็นเงินส่วนตัวของอดีตเจ้าอาวาสฯ เอง
กฎหมายกำกับการบริหารเงินวัดไว้อย่างไร?
พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ระบุให้วัดเป็นนิติบุคคล โดยมี "เจ้าอาวาส" เป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไป (ม.31) ซึ่งเจ้าอาวาสมีหน้าที่หนึ่งคือการบำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี (ม.37) โดยต้องดำเนินการให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง (ม.40)
ขณะที่เมื่อย้อนดูกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564 มีข้อที่เกี่ยวข้องได้แก่
- ข้อ 3 การได้ทรัพย์สินมาเป็นสาธารณสมบัติของวัด ให้วัดลงทะเบียนทรัพย์สินนั้นไว้เป็นหลักฐาน และเมื่อต้องจำหน่ายทรัพย์สินนั้นไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้จำหน่ายออกจากทะเบียน โดยระบุเหตุแห่งการจำหน่ายไว้ด้วย
- ข้อ 7 การเก็บรักษาเงินของวัดในส่วนที่เกินหนึ่งแสนบาทขึ้นไป ให้เก็บรักษาโดยฝากธนาคารในนามของวัด หรือวิธีการอื่นใดตามที่มหาเถรสมาคมกำหนด
- ข้อ 8 ให้เจ้าอาวาสจัดให้ไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ของวัดซึ่งเจ้าอาวาสแต่งตั้งทำบัญชีรับจ่ายเงินของวัด และเมื่อสิ้นปีปฏิทินให้ทำบัญชีเงินรับจ่ายและคงเหลือ ทั้งนี้ ให้เจ้าอาวาสตรวจตราดูแลให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและถูกต้อง
หากย้อนดูเฉพาะข้อกฎหมาย นั่นหมายความว่าผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการกำกับดูแลทรัพย์สินของวัด โดยหลักคือ "เจ้าอาวาส" ทว่าในทางปฏิบัติ พระราชธรรมนิเทศ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว บอกกับบีบีซีไทยว่าผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบด้วย คือ "คณะกรรมการวัด"

ที่มาของภาพ, เทศบาลเมืองกระทุ่มล้ม
"อันดับแรกก็คือต้องไปไล่บี้พวกกรรมการ พวกไวยาวัจกรที่มีการตั้งนะ การตั้งให้มาช่วยงานวัด ช่วยดูแลพระศาสนา ดูแลทรัพย์สมบัติ... ถ้าดูแลไม่ดี ให้เกิดความเสียหาย พวกนี้ก็จะต้องรับผิดชอบด้วย" เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วระบุ
พระพยอมเปิดเผยว่า ส่วนใหญ่แล้วบัญชีธนาคารของวัดจะมีผู้ดูแลคือเจ้าอาวาสและคณะกรรมการของวัด โดยจะต้องรายงานรายรับรายจ่ายให้กับหน่วยงานระดับสูงขึ้นไป เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนา หรือผู้ที่ได้รับแต่งตั้งด้วย ดังนั้น การจะนำเงินจากบัญชีของวัดไปเข้าบัญชีส่วนตัวนั้น ไม่สามารถกระทำได้โดยเจ้าอาวาสเพียงรูปเดียว
"แปลกใจว่าคณะกรรมการวัดไร่ขิงเกิดยังไง หลับไม่รู้ไม่เห็น หรือมีอะไรปิดบังตาบังใจ ทำให้ไม่ดูแล ไม่เอาใจใส่ที่จะปกป้องศาสนสมบัติของศาสนา" พระพยอมระบุ
เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วรูปนี้ยังเปิดเผยอีกว่า การจะเบิกเงินจากบัญชีของวัดในกรณีใด ๆ ก็ตาม โดยปกติจะต้องมีการพูดคุยกันระหว่างเจ้าอาวาสกับคณะกรรมการวัดว่าจะเบิกเงินเพื่อใช้อะไร เช่น จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าก่อสร้างต่าง ๆ จากนั้นเจ้าอาวาสจะต้องเซ็นอนุมัติ ก่อนที่จะมอบหมายผู้รับผิดชอบ ที่มีชื่อกับทางธนาคารอยู่แล้วว่าสามารถเบิกเงินจากบัญชีของวัดได้ ไปเบิกเงินจากธนาคาร
"มันเบิกได้ เบิกจ่ายค่าน้ำค่าไฟ มันต้องเบิกอยู่แล้วล่ะ เบิกค่าก่อสร้าง ค่านู่นค่านี่ อาตมาก็ต้องเซ็นเบิกแทบทุกวัน แต่เขาก็ต้องมีใบเสร็จมานะ ไปจ่ายอะไร ที่เบิกมานี่... เซ็นทีนึง บางทีก็ต้อง 3-4 ล้าน 5 ล้านก็เคยมีเซ็น แต่ว่าต้องรู้ว่าไปใช้อะไร"

ที่มาของภาพ, อบจ.นครปฐม
พระราชธรรมนิเทศ ระบุด้วยว่า ที่แต่ละวัดจึงต้องเก็บบิลเป็นหลักฐานเอาไว้ว่าจ่ายเงินไปให้กับใคร เป็นค่าอะไร เพราะแต่ละปีจะมีสำนักงานพระพุทธศาสนาในพื้นที่มาตรวจสอบ ซึ่งกรณีของอดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงที่มีรายงานว่าพบเส้นเงินผิดปกติมาตั้งแต่ปี 2564 นั้น ท่านกล่าวว่า "เขา [สำนักพุทธฯ] ก็มาอยู่เรื่อย ๆ วัดไหนยิ่งมีรายได้มาก แต่แปลก แปลกใจว่าวัดไร่ขิงนี่ ไม่น่ารอดสายตาการตรวจสอบ"
นอกจากนี้ เงินส่วนที่เป็นเงินสด เช่น เงินบริจาคตามตู้นั้น เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ระบุว่า ในทางปฏิบัติวัดส่วนใหญ่มักใช้วิธีกำหนดวัดเปิดตู้ให้แน่ชัด อาจเป็นรายเดือนหรือรายสัปดาห์ โดยให้มีพยานรู้เห็นหลายคน และนำเงินเข้าบัญชีวัดทันที ซึ่งเป็นแนวทางที่วัดสวนแก้วทำอยู่ด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น วัดสวนแก้วยังจ้างคนที่มีความรู้มาทำบัญชี เพราะเชื่อว่าสามารถทำได้รัดกุมกว่าให้พระที่ไม่มีความรู้ด้านบัญชีเป็นผู้ทำ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดแนวปฏิบัติในแต่ละวัดก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าอาวาสเป็นผู้วางนโยบาย
"เป็นตัวเจ้าอาวาสจะวางโยบายยังไง วางนโยบายกันรั่วไหลไหม ถ้าวางให้ดีมันก็อยู่รอดเยอะ" พระพยอมกล่าวกับบีบีซีไทย และเมื่อถามว่าหากเจ้าอาวาสเป็นฝ่ายทำให้เงินรั่วไหลเสียเองจะทำอย่างไร ท่านตอบว่า "อย่างเดียว คุก จบที่คุก"
"มันแหกคอกนอกระเบียบเหยียบกฎ ถ้าทำตามระเบียบมันไม่มีปัญหาอะไร เขาวางไว้ดีแล้ว" พระพยอมกล่าว "เขาแก้ไขมาเรื่อยนะ แต่จะทำยังไงกับคนประเภทหัวคิดแต่จะแหกคอกนอกระเบียบ เขาล้อมคอกแล้ว เกิดทีนึงก็ล้อมคอกที แล้วมันก็มีวัวตัวใหม่เผ่นแหกคอกออกมาอีก ก็ต้องหาอะไรมาล็อกมาล้อม เอาเหล็กมาล้อม มาล็อก มาอ็อกให้ติดให้คอกมันหนาแน่นกว่านี้อีก"
รายรับเยอะ - ไม่เปิดเผยบัญชีสู่สาธารณะ ช่องโหว่วัดถูกใช้เป็นสถานที่ฟอกเงิน
รายงานของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่เผยแพร่เมื่อเดือน เม.ย. 2566 เคยระบุถึงความเสี่ยงที่วัดไทย ซึ่งมีอยู่กว่า 40,000 แห่งทั่วประเทศ อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด โดยเฉพาะกับการฟอกเงิน
รายงานดังกล่าวระบุความเสี่ยงส่วนหนึ่งมาจากรายได้ของวัด โดยมีทั้งจากเงินอุดหนุนของภาครัฐที่วัดสามารถเขียนโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนในการดำเนินกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาได้ ซึ่งข้อมูลของสำนักงบประมาณ ตั้งแต่ปี 2556–2562 พบว่า เงินงบประมาณที่ใช้จ่ายเป็นเงินอุดหนุนวัดทั่วประเทศเฉลี่ยมากกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี จึงอาจเป็นช่องโหว่สำคัญทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน เช่นคดี "เงินทอนวัด" ที่เคยเกิดขึ้น นอกจากนี้ วัดยังมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดจำนวนมาก เช่น การให้เช่าวัตถุมงคล การให้เช่าที่ดินธรณีสงฆ์ และเงินบริจาค โดยเคยมีการศึกษาพบวัดมีรายรับโดยรวมเฉลี่ย 3.24 ล้านบาทต่อปี
รายงานของทีดีอาร์ไอระบุด้วยว่า แม้จะมีกฎกระทรวงกำหนดให้วัดต้องทำบัญชีรายรับรายจ่ายส่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาของจังหวัดนั้น ๆ ในทุกเดือน แต่ก็พบปัญหาในทางปฏิบัติ ทั้งเจ้าอาวาสขาดความรู้ในการทำบัญชี จึงมอบอำนาจให้คณะกรรมการวัดหรือไวยาวัจกรทำบัญชีและเบิกจ่ายเงินของวัดแทน กลายเป็นช่องทางในการทำความผิด รวมถึงกฎกระทรวงเองก็ไม่ได้กำหนดให้วัดต้องเผยแพร่บัญชีรายรับรายจ่ายให้สาธารณชนรับทราบ จึงทำให้เป็นอีกจุดเสี่ยงสำคัญที่วัดอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือกระทำความผิด
ขณะที่การศึกษาอีกชิ้นเมื่อปี 2566 ของวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง 20 วัด พบว่าวัดส่วนใหญ่ไม่ได้มีการจัดทำบัญชีที่ถูกต้องตามหลักการบัญชี นอกจากนี้ การตรวจสอบและการเปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานของวัดต่อผู้มีส่วนได้เสียยังอยู่ในระดับน้อยมาก
การศึกษาดังกล่าวเสนอด้วยว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการกำหนดให้เป็นกฎระเบียบ ข้อบังคับที่ชัดเจนเพื่อให้วัดจัดทำรายงานทางการเงินเป็นประจำทุกปี และนำส่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาทราบ และควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถในการบริหารการเงิน และดำเนินการจัดอบรมการจัดทำบัญชีตามหลักการบัญชีให้กับไวยาวัจกร และกรรมการวัดอย่างต่อเนื่อง
เมื่อวานนี้ (15 พ.ค.) สำนักข่าวมติชน รายงานการให้สัมภาษณ์ของนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) มองว่า ควรต้องตั้งคณะกรรมการเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินเงินทองของวัดไร่ขิงโดยเร่งด่วน เพราะที่ผ่านมาผู้ดูแลคือเจ้าอาวาส
เมื่อถูกถามว่าจะต้องตรวจสอบวัดทั่วประเทศด้วยหรือไม่ เขาตอบว่า การเบิกจ่ายภายในวัดมีระเบียบอยู่แล้ว มีการตรวจตราพอสมควร แต่ก็ยอมรับว่าหากผู้บริหารทำผิดเสียเอง บางครั้งก็ตรวจสอบยาก
ด้านพระราชธรรมนิเทศ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ฝากข้อความทิ้งท้ายผ่านบีบีซีไทยว่า "ขออย่างเดียวว่าทุกคนอย่าเข้าใจว่าปลาเน่าตัวเดียวมันเน่าหมดทั้งเข่ง พระเสียองค์เดียวก็เสียไปองค์หนึ่ง ที่อยู่ดี ๆ ก็ช่วยกันทำนุบำรุงกันต่อไป"











