ขบวนการรัฐอิสลาม "ไอเอส" ฟื้นคืนชีพอย่างแข็งแกร่งอีกครั้งแล้วหรือไม่ ?

A member of the Iraqi forces walks past a mural bearing the logo of the Islamic State (IS) group during a 2017 operation near Mosul. We can only see his shadowy presence in front of the flag.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

    • Author, แคเทอรีน ฮีธวูด และ เฟอร์นันโด ดูอาร์เต
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
    • Author, บีบีซี มอนิเทอริง
    • Role, ทีมข่าว Jihadist Media Insight

เหตุกราดยิงนองเลือดที่หาดบอนไดของออสเตรเลีย เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ดึงดูดความสนใจของชาวโลกให้กลับมาสู่ "ขบวนการรัฐอิสลาม" (Islamic State) หรือ "ไอเอส" อีกครั้ง หลังนายกรัฐมนตรีของออสเตรเลียระบุว่า มือปืนผู้ก่อการร้ายดูเหมือนจะได้รับแรงจูงใจจาก "อุดมการณ์ของขบวนการรัฐอิสลาม"

แม้กลุ่มมุสลิมติดอาวุธนิกายซุนนีดังกล่าว จะไม่ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุกราดยิง ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 15 ราย แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจรายงานว่า พบธงสัญลักษณ์ของไอเอสที่คนร้ายทำขึ้นเอง พร้อมทั้งระเบิดแสวงเครื่องอีกจำนวนหนึ่ง ในรถยนต์ที่คนร้ายจอดไว้ในที่เกิดเหตุ

ตำรวจออสเตรเลียยังแถลงว่า พ่อลูกคู่หนึ่งคือผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นมือปืนที่ก่อเหตุโจมตี โดยตำรวจได้ยิงวิสามัญฆาตกรรมคนพ่อจนเสียชีวิตแล้ว ส่วนลูกชายของเขาถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อนถึง 15 กระทงด้วยกัน

A growing display of flowers and tributes is seen at a memorial outside the Bondi Pavilion, honouring the victims of a mass shooting attack that killed 15 people at Bondi Beach in Sydney, New South Wales, Australia on 14 December 2025.

ที่มาของภาพ, Anadolu via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประชาชนนำดอกไม้มาวางในที่เกิดเหตุ เพื่อไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต

เหตุกราดยิงที่หาดบอนไดในนครซิดนีย์ ได้กลายเป็นเครื่องย้ำเตือนว่า ขบวนการรัฐอิสลามหรือไอเอสยังไม่ล้มเลิกความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายของตน รวมทั้งยังไม่เลิกวางแผนก่อเหตุหรือยุยงปลุกปั่นให้มีการก่อการร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อโจมตีทำลายเป้าหมายที่เป็นผู้คนหรือทรัพย์สินของชาติตะวันตก แม้ปัจจุบันอิทธิพลของไอเอสจะลดลงไปมากแล้ว เพราะถูกปราบปรามอย่างหนักมาตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งเป็นปีที่ไอเอสสูญเสียฐานที่มั่นสำคัญของ "รัฐกาหลิบ" (caliphate) ในซีเรียและอิรักไป

สำหรับเหตุกราดยิงที่หาดบอนไดในครั้งนี้ ไอเอสยังคงเก็บตัวเงียบโดยไม่ออกแถลงการณ์ใด ๆ แม้กลุ่มผู้สนับสนุนขบวนการรัฐอิสลามจำนวนมาก จะพากันออกมาแสดงความชื่นชมยินดีทางออนไลน์ เกี่ยวกับเหตุโจมตีในซีเรียซึ่งเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนหน้านั้น จนเป็นเหตุให้ทหารอเมริกันสองนายและและพลเรือนอีกรายหนึ่งเสียชีวิต ซึ่งทางการสหรัฐฯ ระบุว่า เหตุโจมตีในซีเรียเป็นฝีมือของหน่วยปฏิบัติการไอเอส

อย่างไรก็ตาม มีนา อัล-ลามี ผู้เชี่ยวชาญด้านอุดมการณ์ญิฮาด (Jihadism) ของบีบีซี มอนิเทอริง (BBC Monitoring) ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการกลับมาอีกครั้งของไอเอสว่า "เราไม่อาจพูดถึงการกลับมาของบางสิ่งที่ไม่เคยจากไปอย่างแท้จริงได้" เธอยังกล่าวเตือนว่า การรีบร้อนด่วนตีตราให้เหตุโจมตีที่เกิดขึ้นในระยะนี้เป็นฝีมือของไอเอส จะยิ่งเสี่ยงทำให้การโฆษณาชวนเชื่อของพวกเขาดังกระหึ่มกึกก้องยิ่งขึ้น มากกว่าจะสะท้อนถึงศักยภาพและความสามารถที่แท้จริงของไอเอสในตอนนี้

ขบวนการรัฐอิสลามยังเคลื่อนไหวอยู่หรือไม่ ?

A discarded Islamic State (IS) group flag lying on the ground in the village of Baghouz in Syria's eastern Deir Ezzor province, near the Iraqi border in March 2019.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ไอเอสสูญเสียพื้นที่ยึดครองในซีเรียและอิรักไปเป็นบริเวณกว้าง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้เริ่มเบนเข็มไปสร้างเขตอิทธิพลใหม่ในแอฟริกาแทน

เมื่อครั้งที่ไอเอสยังอยู่ในจุดสูงสุดของอำนาจและอิทธิพล ขบวนการนี้ปกครองพื้นที่กว้างใหญ่ในอิรักและซีเรีย โดยพยายามนำเสนอว่าตนเองเป็นรัฐที่สามารถทำหน้าที่ต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เช่นมีการเก็บภาษี, ให้การศึกษาแก่ประชาชน, มีตำรวจศาสนา, และมีบริการสาธารณสุขด้วย ทว่ารัฐกาหลิบแบบมีดินแดนใต้ปกครองอย่างชัดเจนนี้ต้องสิ้นสุดลงในปี 2019 เมื่อกองกำลังพันธมิตรกว่า 70 ชาติ ที่นำโดยสหรัฐฯ บุกเข้าโจมตีทำลายระบอบดังกล่าว

อัล-ลามียังบอกว่า อิทธิพลของไอเอสยังถูกบั่นทอนลงไปอีก เมื่อเกิดการสูญเสียนายอาบู บาคาร์ อัล-บักห์ดาดี ผู้นำสูงสุดซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งขบวนการ โดยเขาฆ่าตัวตายระหว่างถูกกองกำลังสหรัฐฯ บุกล้อมโจมตีในปี 2019 นั่นเอง นับแต่นั้นเป็นต้นมา ไอเอสปิดบังตัวตนของเหล่าผู้นำอย่างมิดชิด โดยไม่มีการเปิดเผยตัวต่อสาธารณะอีกเลย

ข้อมูลของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ประมาณการว่า ปัจจุบันอาจมีนักรบไอเอสสูงสุดถึง 3,000 คนในซีเรียและอิรัก ซึ่งเป็นจำนวนที่ลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับยุครุ่งเรืองของไอเอสที่เคยมีรายงานว่า นักรบต่างชาติหลายหมื่นคนพากันเดินทางไปเข้าร่วมกับไอเอส หลังมีการประกาศก่อตั้งรัฐกาหลิบในปี 2014

อัล-ลามี ยังชี้ให้เห็นอีกสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกว่าไอเอสอ่อนแอลงมาก นั่นคือระดับหรือขนาดของการโจมตีที่ลดน้อยถอยลงทุกที เมื่อเทียบกับการอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุโจมตีสะเทือนโลกหลายครั้ง ในช่วงกลางทศวรรษ 2010 ไม่ว่าจะเป็นในอิรัก, ซีเรีย, หรือหลายประเทศในโลกตะวันตกก็ตาม

"ตอนนี้ไอเอสทำได้แค่เพียงการโจมตีเล็ก ๆ โดยอาศัยยุทธวิธีแบบกองโจรที่ซุ่มโจมตีแล้วรีบหนีเป็นหลัก" อัล-ลามีกล่าว ส่วนการโจมตีนองเลือดในโลกตะวันตกที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นแล้วนั้น ส่วนใหญ่เป็นการโจมตีโดยกลุ่มบุคคล "ที่ได้รับแรงบันดาลใจ" จากไอเอส มากกว่าจะเป็นการวางแผนและก่อการโดยศูนย์กลางอำนาจของไอเอสเอง

เมื่อปีที่แล้วขบวนการรัฐอิสลามสาขาอัฟกานิสถาน (ISKP) หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า "จังหวัดโคราซาน" (Khorasan Province) ได้สร้างข่าวสะเทือนขวัญไปทั่วโลก โดยมีส่วนพัวพันในการก่อเหตุโจมตีนองเลือดในอิหร่าน เมื่อเดือนม.ค. ปี 2024 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 คน สองเดือนต่อมากลุ่มเดียวกันยังก่อเหตุโจมตีในรัสเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 150 คน ทั้งยังต้องสงสัยว่าวางแผนก่อเหตุโจมตีหลายครั้งในยุโรป ซึ่งแผนร้ายเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกสกัดยับยั้งได้ก่อน

แต่ถึงกระนั้น ในปีนี้ ISKP กลับถูกตัดกำลังจนอ่อนแอลงมาก ทำให้ประสบความยากลำบากในการก่อเหตุโจมตีให้สำเร็จ แม้จะเป็นภายในประเทศอัฟกานิสถานก็ตาม

A woman places flowers at a memorial for the victims of the Crocus City Hall attack near Crocus City Hall, March 30, 2024 in Krasnogorsk, Russia.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ขบวนการรัฐอิสลามสาขาอัฟกานิสถาน (ISKP) ได้สร้างข่าวสะเทือนขวัญไปทั่วโลก โดยก่อเหตุโจมตีในรัสเซียจนทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 150 คน

ทว่ารายงานดัชนีการก่อการร้ายโลก ประจำปี 2025 ที่จัดทำและเผยแพร่โดยสถาบันเพื่อเศรษฐกิจและสันติภาพ (IEP) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่นครซิดนีย์ของออสเตรเลีย กลับชี้ว่าเริ่มมีการโจมตีหลายครั้งในนามของไอเอส เกิดขึ้นในภูมิภาคทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา (sub-Saharan Africa) ทั้งยังระบุว่าไอเอสกับกลุ่มติดอาวุธที่เป็นพันธมิตร "ยังคงเป็นองค์กรก่อการร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนได้มากที่สุดในปี 2024 โดยทำให้มีผู้เสียชีวิตไปถึง 1,805 คน ใน 22 ประเทศ"

ส่วนความสามารถของไอเอสในการจูงใจผู้คนให้คล้อยตามอุดมการณ์ของตนนั้น อัล-ลามีบอกว่า ปัจจุบันศักยภาพของไอเอสในการโฆษณาชวนเชื่อหดหายไปมาก "พวกเขาเคยผลิตคลิปวิดีโอที่ประณีต และมีข้อความโฆษณาชวนเชื่อที่วิจิตรบรรจงอย่างมาก แต่ตอนนี้มันเป็นเรื่องยากที่จะผลิตและเผยแพร่คลิปวิดีโอสักชิ้น"

แต่ถึงกระนั้น ไอเอสยังคงเดินหน้ายุยงปลุกปั่นทางสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้ผู้สนับสนุนทั่วโลกลงมือก่อการร้ายอยู่ "นี่คือเอกลักษณ์ของไอเอสที่ไม่เหมือนใคร พวกเขามีกองทัพของเหล่าผู้สนับสนุนทางออนไลน์ ซึ่งล้วนเป็นคนหนุ่มสาวที่เชี่ยวชาญการใช้สื่อโซเชียล คนเหล่านี้ช่วยอุดช่องโหว่ของความสามารถในการโฆษณาชวนเชื่อ ที่ไอเอสขาดหายไปได้อย่างแท้จริง" อัล-ลามีกล่าว

บรรดาผู้สนับสนุนไอเอสยังเคลื่อนไหวอย่างแข็งขัน ทางแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เช่นทางเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเยาวชนคนหนุ่มสาวได้มากขึ้น นักวิเคราะห์ของบีบีซี มอนิเทอริง มักจะพบ "คำสอนแบบชี้แจงเป็นขั้นเป็นตอนอย่างละเอียด" ตามแพลตฟอร์มดังกล่าวบ่อยครั้ง ซึ่งมักจะสอนวิธีการใช้อาวุธ, การยิงปืน, และการใช้มีดแทงคนให้ตาย

แม้อัล-ลามีจะคาดการณ์ว่า โพสต์คำสอนเหล่านี้บางส่วนเป็นของ "นักรบญิฮาดด้านสื่อมวลชน" ที่เป็นมืออาชีพผู้ทำสงครามเชิงอุดมการณ์บนโลกออนไลน์ แต่บางส่วนก็น่าจะเป็นของ "หนุ่มสาวที่เป็นคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งได้รับอิทธิพลจากการโฆษณาชวนเชื่อของไอเอส จนพากันออกมาช่วยเผยแผ่อุดมการณ์รัฐอิสลาม"

ไอเอสกำลังเติบโตในแอฟริกาและเอเชียจริงหรือไม่ ?

A women sits near the remains of a destroyed bank in Palma, Cabo Delgado province, Mozambique, on 30 September, 2022.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, โมซัมบิกเป็นหนึ่งในประเทศที่ไอเอสกำลังเริ่มลงหลักปักฐานได้อย่างมั่นคง

การสูญเสียปัจจัยสนับสนุนต่อฐานที่มั่นดั้งเดิมในตะวันออกกลาง หมายความว่าไอเอสจะต้องแสวงหาทางเลือกใหม่ เช่นขบวนการรัฐอิสลามสาขาจังหวัดโคราซาน (ISKP) ก็เป็นหนึ่งในสาขาของไอเอสในแถบเอเชียใต้ ที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งและดำเนินปฏิบัติการได้ก้าวร้าวรุนแรงที่สุด องค์การสหประชาชาติประมาณการว่า ISKP มีนักรบในอัฟกานิสถานและภาคเหนือของปากีสถานราว 2,000 คน และยังคงแสวงหานักรบจากประเทศแถบเอเชียกลางอื่น ๆ เช่นทาจีกิสถานละอุซเบกิสถานมาเพิ่ม

ในขณะเดียวกัน จังหวัดเอเชียตะวันออก (ISEAP) ซึ่งเป็นอีกสาขาหนึ่งของไอเอส ก็มีอิทธิพลครอบคลุมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เขตอิทธิพลทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ ที่ผ่านมา ISEAP เคยอ้างความรับผิดชอบในการก่อเหตุโจมตีนองเลือดมาแล้วหลายครั้ง ทั้งในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ขบวนการรัฐอิสลามสาขาจังหวัดเอเชียตะวันออก ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวหรือออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุโจมตีครั้งใดเลย ทำให้ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ไอเอสได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์ของตนเสียใหม่ โดยมุ่งไปให้ความสำคัญกับทวีปแอฟริกาเป็นหลัก

เอเดรียน ชตูนี ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง จากศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศ (ICCT) ที่เนเธอร์แลนด์ กล่าวเตือนว่าไอเอส "กำลังเติบโตขึ้นหลายเท่าตัว" ในแอฟริกา ตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

"ไอเอสทำอย่างนั้นได้ เพราะอาศัยช่องโหว่ด้านความมั่นคงในภูมิภาคที่ระบอบการเมืองการปกครองไม่เข้มแข็ง ตัวอย่างเช่นภูมิภาคซาเฮล (Sahel) ในแอฟริกาเหนือ และภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก ซึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่กองกำลังรักษาสันติภาพของชาติตะวันตกพากันถอนตัวออกไป ทิ้งให้ทั้งภูมิภาคไร้เสถียรภาพ และขาดแคลนเงินทุนสนับสนุนกิจกรรมต่อต้านการก่อการร้าย" ชตูนีกล่าว

ข้อมูลขององค์การสหประชาชาติระบุว่า ขบวนการรัฐอิสลามสาขาจังหวัดแอฟริกาตะวันตก (ISWAP) น่าจะมีนักรบราว 8,000-12,000 คน อัล-ลามีบอกว่า 9 ใน 10 ของเหตุโจมตีที่ ISWAP ก่อขึ้นในปีนี้ ล้วนอยู่ในพื้นที่ทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา

ไอเอสยังเคลื่อนไหวอย่างแข็งขันในภูมิภาคซาเฮลและประเทศโซมาเลีย ซึ่งพวกเขามีศัตรูคู่แข่งตัวฉกาจประจำถิ่นที่นั่น เป็นกลุ่มย่อยของขบวนการอัลไคดา (อัลกออิดะห์) ที่มีความแข็งแกร่งอย่างยิ่ง แต่ฐานที่มั่นของไอเอสในแอฟริกาที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุด อยู่ที่ไนจีเรีย, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC), และโมซัมบิก กองกำลังไอเอสในประเทศเหล่านี้ มักมุ่งเป้าโจมตีชุมชนชาวคริสต์และกองกำลังรัฐบาล ส่วนที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก กองกำลังพันธมิตรของไอเอสพยายามจะเรียกเก็บภาษีจากผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งอยู่อาศัยในพื้นที่ที่พวกเขาบุกโจมตีบ่อยครั้ง

"ไอเอสประกาศว่า ชาวคริสต์ที่นั่นมีทางเลือกแค่สามทาง หนึ่งคือเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม สองคือยอมจ่ายภาษีญิซยะฮ์ (Jizya) แต่โดยดี หรือไม่ก็ยอมตายเสีย แต่ส่วนใหญ่แล้วกองกำลังไอเอสมักไม่ให้โอกาสชาวบ้านเลือก แต่มักจะบุกปล้นฆ่าหมู่บ้านชาวคริสต์ไปเลย" อัล-ลามีกล่าว

Congolese Army soldiers and UN troops inspect the site of an Islamist attack in April 2021. A fireman is seen tackling the flames.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ไอเอสกับกลุ่มติดอาวุธที่เป็นพันธมิตร กำลังมองหาช่องโหว่ด้านความมั่นคงในแอฟริกา

เธอยังบอกว่าสาเหตุที่ไอเอสสามารถออกปฏิบัติการได้ตามอำเภอใจในแอฟริกานั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นเพราะข่าวจากที่นั่น ไม่ได้รับความสนใจจากสื่อระดับโลก ทำให้แม้แต่กองกำลังไอเอสเองยังบ่นไม่ชอบใจในเรื่องนี้ "เมื่อปีที่แล้วไอเอสถึงกับแถลงอย่างเป็นทางการว่า เราอุตส่าห์ไล่เข่นฆ่าชาวคริสต์ไปมากมายในแอฟริกา แต่สื่อตะวันตกที่เหยียดเชื้อชาติกลับไม่สนใจเลย"

แม้ไอเอสจะมีความเคลื่อนไหวมากขึ้นในแอฟริกา แต่อัล-ลามีบอกว่า นั่นยังไม่อาจเทียบได้กับเศษเสี้ยวของความแข็งแกร่ง ในตอนที่ไอเอสยังเรืองอำนาจอยู่ในซีเรียและอิรัก "ไม่มีที่ไหนเลยในแอฟริกา ที่ไอเอสสามารถยึดครองดินแดนได้อย่างมั่นคง เหมือนกับยุคที่ยังรุ่งเรืองในตะวันออกกลาง ตอนนี้พวกเขาอาศัยการซุ่มซ่อนในที่กันดารห่างไกล และใช้การโจมตีแบบจรยุทธ์เป็นหลัก"

จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ?

A masked Islamic State militant poses holding the IS banner somewhere in the deserts of Iraq or Syria in 2015

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, เหล่าผู้เชี่ยวชาญไม่สู้จะมั่นใจนักว่า ในอนาคตไอเอสจะสามารถแสดงแสนยานุภาพ ได้เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งเคยครองความเป็นใหญ่หรือไม่

ดร.เรนัด มานซูร์ นักวิจัยอาวุโสของสถาบันให้คำปรึกษาด้านการต่างประเทศแชตแธมเฮาส์ (Chatham House) ของอังกฤษ เชื่อว่าปัจจุบันไอเอสนั้นอ่อนแอปวกเปียกยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต แม้ผู้คนในแอฟริกาจะมีความไม่พอใจต่อรัฐบาลที่ปกครองประเทศของตนอยู่อย่างมาก "แต่ประชากรที่อยู่ใต้การปกครองของไอเอสก็ล้วนทุกข์ยากไม่แพ้กัน ดังนั้นจึงไม่มีแรงสนับสนุนหรืออุปสรรคขัดขวางต่อไอเอส เหมือนกับที่เคยมีมาในอดีต"

ดร.มานซูร์ยังกล่าวอีกว่า "รากฐานของปัจจัยสนับสนุนหรือปัจจัยต่อต้านไอเอส ไม่มีอยู่ที่แอฟริกาในตอนนี้ จึงเป็นเรื่องยากที่จะเห็นการฟื้นคืนชีพของรัฐกาหลิบในอนาคตอันใกล้" อย่างไรก็ตามเขาเตือนด้วยว่า ในพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการแข่งขันระหว่างกลุ่มติดอาวุธหลายฝ่าย ไอเอสมีโอกาสที่จะผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำได้

ชตูนีกล่าวให้ความเห็นทิ้งท้ายว่า ความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุด อาจมาจากปฏิกิริยาตอบสนองของประชาคมนานาชาติต่อภัยคุกคามจากไอเอส เพราะแนวทางแบบวัวหายล้อมคอก ที่ใช้การตอบโต้เป็นครั้งคราวเมื่อเกิดเหตุใหญ่ขึ้นแล้วเท่านั้น ปรากฏว่าไม่ได้ผลอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นแรงกดดันจากนานาประเทศให้มีการสอดส่องป้องกันล่วงหน้าจึงสำคัญอย่างยิ่ง

"การมุ่งเพ่งเล็งให้ความสนใจเป็นครั้งคราวนั้น ไม่เพียงพอจะใช้ต่อสู้กับศัตรูที่ปรับตัวเก่ง และสามารถพัฒนายุทธวิธีให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างไอเอส อันที่จริงแล้ว...ไอเอสจะผงาดขึ้นมาได้อีกหากเราปล่อยปละละเลย"