เรารู้อะไรแล้วบ้าง ? เกี่ยวกับแผนการของอิสราเอลในการยึดครองเมืองกาซาซิตี้

Palestinians hold out pots and bowls, jostling to reach the front of a line as they await meals distributed by aid groups in Gaza City

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ชาวปาเลสไตน์หลายแสนคนในเมืองกาซาซิตี้กำลังประสบกับความยากลำบากในการเข้าถึงอาหาร เนื่องจากการปิดล้อมของอิสราเอลและการโจมตีที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในฉนวนกาซา
    • Author, เคลลี อึง
    • Role, บีบีซีนิวส์
    • Reporting from, Singapore รายงานจากสิงคโปร์
    • Author, ฮูโก บาเชกา
    • Role, ผู้สื่อข่าวตะวันออกกลาง
    • Reporting from, Jerusalem รายงานจากนครเยรูซาเลม

คณะรัฐมนตรีความมั่นคงของอิสราเอลได้อนุมัติแผนการเข้าควบคุมในเมืองกาซาซิตี้ ในการยกระดับสงครามที่เป็นที่ถกเถียงของอิสราเอลในกาซา

ชาวปาเลสไตน์หลายแสนคนอาศัยอยู่ที่นั่น ทางตอนเหนือของฉนวนกาซา โดยเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในพื้นที่ก่อนที่จะเกิดการสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส

แผนการนี้เผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงภายในอิสราเอลเอง ทั้งจากบรรดาเจ้าหน้าที่ทหารและครอบครัวตัวประกัน ไปจนถึงประชาคมระหว่างประเทศ

เบนจามิน เนทันยาฮู ประธานาธิบดีอิสราเอลได้ระบุกับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ก่อนหน้านี้ว่า อิสราเอลมีแผนจะยึดครองฉนวนกาซาทั้งหมด ก่อนที่จะ "ส่งมอบให้กับกองกำลังอาหรับ" แม้รายละเอียดหลายอย่างจะยังไม่ชัดเจน แต่นี่คือสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับแผนการนี้

แผนการดังกล่าวมีรายละเอียดอย่างไร

แผนการนี้ หรือที่เรียกว่า "หลักห้าประการในการยุติการสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส" ประกอบด้วย

  • การปลดอาวุธกลุ่มฮามาส
  • การปล่อยตัวประกันทั้งหมด ทั้งที่มีชีวิตและเสียชีวิตแล้ว
  • การลดกำลังทหารของฉนวนกาซา
  • อิสราเอลเข้าไปควบคุมด้านความมั่นคงในฉนวนกาซา
  • การจัดตั้งฝ่ายบริหารพลเรือนทางเลือกที่ไม่ใช่กลุ่มฮามาสหรือองค์การบริหารปาเลสไตน์ (Palestinian Authority - PA)

กองกำลังป้องกันอิสราเอล หรือ "ไอดีเอฟ" ระบุว่ากองทัพจะเตรียมการเข้าไปควบคุมในเมืองกาซาซิตี้ ในขณะเดียวกันก็จะจัดส่งความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมให้กับ "ประชากรพลเรือนที่อยู่นอกแนวเขตการสู้รบ"

ยังไม่ชัดเจนว่านี่หมายถึงความช่วยเหลือใหม่ที่จะเข้ามา หรือหมายถึงการช่วยเหลือโดยมูลนิธิด้านมนุษยธรรมกาซา (Gaza Humanitarian Foundation) ที่อิสราเอลและสหรัฐฯ สนับสนุน หรือจะหมายถึงกลไกอื่นไปเลย

เหตุใดจึงมีเพียง "เมืองกาซาซิตี้" ที่จะถูกยึดครอง

ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี เนทันยาฮูระบุว่า เขาต้องการให้อิสราเอลควบคุมฉนวนกาซาได้ทั้งหมด

แต่ในแผนการใหม่นั้น มีเพียง "เมืองกาซาซิตี้" เท่านั้นที่ถูกพูดถึง

ก่อนหน้านี้อิสราเอลระบุว่า พวกเขาได้เข้าควบคุมพื้นที่ 75% ของฉนวนกาซาแล้ว ขณะที่ยูเอ็นคาดการณ์ว่า มีประมาณ 86% ของดินแดนแห่งนี้ที่อยู่ในเขตทหารหรืออยู่ภายใต้คำสั่งอพยพ

แผนการนี้มีเป้าประสงค์เพื่อให้กองกำลังอิสราเอลสามารถเคลื่อนย้ายเข้าไปควบคุมในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเขตแดนแห่งนี้เป็นครั้งแรกในช่วงความขัดแย้ง

เมืองดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนประมาณหนึ่งล้านคน และมันถูกล้อมไปด้วยพื้นที่ที่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของไอดีเอฟแล้ว หรือไม่ก็เป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้คำสั่งอพยพ

ฮูโก บาเชกา ผู้สื่อข่าวตะวันออกกลางของบีบีซี วิเคราะห์ว่าการเข้าควบคุมเมืองนี้ของอิสราเอลนั้น มีแนวโน้มว่าจะเป็นระยะแรกของการยึดครองฉนวนกาซาอย่างเต็มรูปแบบ

นอกจากนี้ มีการคาดการณ์กันว่าการขู่จะยึดครองฉนวนกาซาอย่างสมบูรณ์นั้น อาจเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการกดดันกลุ่มฮามาสให้ยอมจำนน ในการเจรจาต่อรองที่หยุดชะงักไป

เนทันยาฮูบอกกับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ว่า อิสราเอล "ไม่ต้องการจะเก็บมันไว้" และตั้งใจที่จะส่งมอบดินแดนนี้ให้กับ "กองกำลังอาหรับ"

"เราแค่ต้องการมีเขตปลอดภัย เราไม่ได้ต้องการจะปกครองมัน" เขาบอกกับฟ็อกซ์นิวส์

เมื่อไหร่ที่อิสราเอลจะเข้ายึดครองเมืองกาซาซิตี้

อิสราเอลไม่ได้เปิดเผยว่า การยึดครองดังกล่าวจะเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ แต่รายงานจากสื่อหลายสำนักในอิสราเอลระบุว่า ทหารจะยังไม่เคลื่อนพลเข้าไปในเมืองกาซาซิตี้โดยทันที และผู้อยู่อาศัยในเมืองดังกล่าวจะต้องอพยพออกมาก่อน

ทางการอิสราเอลระบุว่า พวกเขาเชื่อว่า "แผนทางเลือก" ที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรี จะไม่ "ประสบผลในการทำให้ฮามาสพ่ายแพ้ หรือทำให้ผู้ถูกลักพาตัวกลับมาได้"

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าแผนทางเลือกดังกล่าวคืออะไร และใครเป็นคนเสนอ โดยสื่ออิสราเอลรายงานว่ามันเป็นเหมือนกับข้อเสนอที่จำกัดมากขึ้นจากเสนาธิการของกองทัพ

ลีส ดูเซต์ หัวหน้าผู้สื่อข่าวต่างประเทศของบีบีซี มองว่าเนทันยาฮู "จงใจทำให้เกิดความคลุมเครือ" ว่า กองกำลังอาหรับที่เขาพูดถึงนั้นหมายถึงหน่วยใดกันแน่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำมาโดยตลอดในแผนการต่าง ๆ เกี่ยวกับฉนวนกาซาก่อนหน้านี้

เขาอาจหมายถึงกองกำลังของจอร์แดนหรืออียิปต์ที่บอกว่าพวกเขาเต็มใจจะทำงานกับอิสราเอล แต่กองกำลังเหล่านี้ก็แสดงจุดยืนชัดเจนว่าพวกเขาจะไม่เข้าไปในฉนวนกาซาหลังการยึดครองของอิสราเอล

ไม่มีการเผยแพร่รายละเอียดมากไปกว่านี้ถึงไทม์ไลน์สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลหลังการยึดครอง และฮามาสก็ยังไม่ได้ออกมาตอบโต้ถึงแผนการนี้

แผนการดังกล่าวก่อให้เกิดปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง

เนทันยาฮูกำลังถูกวิจารณ์อย่างหนักจากครอบครัวตัวประกันและจากบรรดาผู้นำโลก

เป็นเวลาระยะหนึ่งแล้วที่ผู้นำกองทัพของอิสราเอลออกมาบอกว่าภารกิจของพวกเขาในกาซาจบลงแล้ว เนื่องจากกลุ่มฮามาสไม่สามารถเป็นภัยคุกคามในฐานะกองกำลังทหารจัดตั้งได้อีกแล้ว

เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ระบุว่าการยกระดับของอิสราเอลเป็นสิ่งที่ผิด และมัน "จะนำมาซึ่งการนองเลือดที่มากขึ้น"

ขณะที่ มุสตาฟา บาร์กูตี ประธานโครงการริเริ่มแห่งชาติปาเลสไตน์ (Palestinian National Initiative) ระบุว่าการตัดสินใจของอิสราเอลในการขยายปฏิบัติการทางการทหารในกาซานั้นคือ "การประกาศอาชญากรรมสงคราม"

กระทรวงการต่างประเทศของตุรกีระบุว่า อิสราเอลมีเป้าหมายต้องการ "บังคับให้ชาวปาเลสไตน์ย้ายออกจากดินแดนของตัวเอง" ขณะที่ เอลีนา วัลโตเนน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฟินแลนด์ ระบุว่าเธอคาดหวังให้มีการหยุดยิงในกาซาโดยทันที และมีการปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลโดยทันทีเช่นกัน

ออสเตรเลียก็ออกมาเรียกร้องให้ยับยั้งแผนนี้เช่นกัน โดยเพนนี หว่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าการยึดครองเมืองกาซาซิตี้ "มีแต่จะทำให้มหันตภัยทางมนุษยธรรมในกาซาเลวร้ายลงไปอีก"

ด้าน โวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า "สงครามในกาซาจะต้องจบในตอนนี้" และเตือนว่าการยกระดับเพิ่มเติม "จะทำให้เกิดการพลัดถิ่นฐานโดยบังคับมากขึ้นอย่างมหาศาล เกิดการสังหารมากขึ้น เกิดความทุกข์ทรมานที่เกินจะรับไหวมากขึ้น เกิดการทำลายล้างอย่างไร้เหตุผลและการก่ออาชญากรรมที่โหดร้าย"

ขณะที่สำนักงานใหญ่ขององค์กรตัวแทนครอบครัวตัวประกัน "โฮสเทจเจส แฟมิลี ฟอรัม" (Hostages Families Forum Headquarters) ระบุว่า การตัดสินใจนี้ "กำลังนำเราไปสู่หายนะครั้งใหญ่สำหรับตัวประกันและทหารของเรา"

มีบางรายงานที่ระบุว่า อเมริกาเปิดไฟเขียวให้เนทันยาฮูเข้ายึดครองเมืองกาซาซิตี้

แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่าสถานีข่าวเอ็นบีซี (NBC News) ได้รายงานถึงการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเนทันยาฮู ในช่วงปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีระบุว่าเป็น "ข่าวปลอม"

รายงานเพิ่มเติมโดย รูธ โคเมอร์ฟอร์ด