เปิดปมธุรกิจค้าชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ในสหรัฐฯ ถูกกฎหมาย แต่เหตุใดจึงเปิดช่องให้ฉวยประโยชน์ได้

A treated image of a human body placed on a medical gurney.
    • Author, ลุค มินทซ์
    • Role, บีบีซีนิวส์

ฮาโรลด์ ดิลลาร์ด อายุ 56 ปี ตอนที่เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งชนิดรุนแรงบริเวณช่องท้อง ในเดือน พ.ย. 2009 ภายในไม่กี่สัปดาห์ ชายผู้เคยเป็นช่างซ่อมรถและเป็นสารพัดช่างประเภทที่เรียกว่า "ซ่อมได้ทุกอย่าง" (Mr Fix It) ผู้สวมหมวกคาวบอยและกางเกงยีนส์ในเกือบทุกวัน ก็เข้าสู่กระบวนการดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้ายของชีวิต

ในช่วงวันท้าย ๆ ของชีวิต มีบริษัทที่ชื่อว่า ไบโอแคร์ (Bio Care) เข้ามาเยี่ยมดิลลาร์ดที่สถานพยาบาลและถามเขาว่าต้องการจะบริจาคร่างกายเพื่อวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์หรือไม่ หรือที่เรารู้จักกันว่า "อาจารย์ใหญ่" ซึ่งร่างกายของเขาจะถูกนำไปให้แพทย์ใช้ฝึกฝนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า โดยทางบริษัทจะฌาปนกิจส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ไม่ได้ใช้ และส่งคืนเถ้าอัฐิของผู้วายชนม์ให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

"ดวงตาเขาเป็นประกาย" ฟาร์ราห์ ฟาโซลด์ ลูกสาวของเขาเล่าย้อน "เขามองว่าข้อเสนอนี้ช่วยลดภาระให้กับครอบครัว การบริจาคร่างกายเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาสามารถเสียสละได้"

ดิลลาร์ดเสียชีวิตลงในวันคริสต์มาสอีฟ และภายในไม่กี่ชั่วโมง รถยนต์ของบริษัทไบโอแคร์ก็มาจอดหน้าสถานพยาบาลและรับร่างของเขาออกไป

ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นก็มีตำรวจโทรศัพท์หาลูกสาวของเขาและแจ้งว่า พบศีรษะของพ่อ

Harold Dillard pictured alongside his daughter Farrah Fasold
คำบรรยายภาพ, ร่างของฮาโรลด์ ดิลลาร์ด ถูก "ทำลายจนไม่เหลือสภาพเดิม" จากการเปิดเผยของฟาร์ราห์ ฟาโซลด์ ลูกสาวของเขา

ตำรวจเปิดเผยว่า พบชิ้นส่วนร่างกายมากกว่า 100 ชิ้นที่เป็นของบุคคล 45 คน ภายในโกดังของบริษัท

"ศพทั้งหมดดูเหมือนจะถูกชำแหละโดยการใช้เครื่องมือตัดหยาบ อย่างเช่นเลื่อยไฟฟ้า" ทีมสืบสวนคนหนึ่งเขียนเล่าในขณะนั้น

ฟาโซลด์บอกว่า เธอคิดว่าร่างของพ่อจะได้รับการจัดการด้วยความเคารพ แต่กลับถูก "ทำลายจนไม่เหลือสภาพเดิม"

"เวลาที่ฉันหลับตาตอนกลางคืนก็จะเห็นภาพอ่างสีแดงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนร่างกาย ฉันกลายเป็นโรคนอนไม่หลับ ตอนนั้นฉันหลับไม่ลงเลย"

ขณะนั้นบริษัทดังกล่าวเปิดเผยผ่านทนายความโดยปฏิเสธข้อครหาที่ว่าพวกเขาปฏิบัติต่อร่างคนตายอย่างไม่เหมาะสม ปัจจุบันบริษัทแห่งนี้ไม่ได้ประกอบกิจการแล้ว และเราไม่สามารถติดต่อเจ้าของเดิมเพื่อขอความคิดเห็นได้

นี่คือครั้งแรกที่ฟาโซลด์ทำให้โลกรู้จักนายหน้าค้าศพ (body brokers) บริษัทเอกชนที่รวบรวมศพ ชำแหละแยกชิ้นส่วนร่างกาย และนำไปขายเพื่อทำกำไร โดยมักจะส่งขายไปยังศูนย์วิจัยทางการแพทย์ต่าง ๆ

ตามความเห็นของบรรดานักวิจารณ์ มองว่า อุตสาหกรรมนี้ไม่ต่างอะไรจากการปล้นหลุมศพสมัยใหม่ แต่ก็มีฝ่ายที่โต้แย้งว่าการบริจาคร่างกายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการวิจัยทางการแพทย์ และบริษัทเอกชนเหล่านี้ก็แค่เข้ามาเติมช่องว่างที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ล้มเหลวอย่างต่อเนื่องในการจะหาร่างผู้เสียชีวิตให้ได้เพียงพอต่อการสนับสนุนการศึกษาและโครงการวิจัยของพวกเขา

แม้ว่าฟาโซลด์จะไม่รู้ตัวในตอนนั้น แต่กรณีพ่อของเธอก็จุดประกายให้เกิดการถกเถียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ในประเด็นที่เจาะไปถึงใจกลางความคิดของเราเกี่ยวกับชีวิตและความหมายของการตายอย่างมีศักดิ์ศรี

ธุรกิจค้าศพ

ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นอย่างน้อย ที่การเรียนการสอนแพทยศาสตร์ขยายตัว กลุ่มผู้ที่มีหัวคิดทางวิทยาศาสตร์บางคนเริ่มนิยมแนวคิดที่ว่าศพของพวกเขาสามารถถูกนำไปใช้ฝึกอบรมแพทย์ได้

แบรนดิ ชมิตต์ ผอ.โครงการบริจาคร่างกายแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย จุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับผู้ที่จะประสงค์ทิ้งมรดกร่างกายของพวกเขาไว้[สำหรับการศึกษา] ระบุว่า ในปีที่ผ่านมาทางโครงการได้รับ "การบริจาคร่างกายทั้งหมด" รวม 1,600 ร่าง และยังมีรายชื่อผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่อีกเกือบ 50,000 รายที่ลงทะเบียนบริจาคร่างกายไว้แล้ว

โดยมากแล้ว การบริจาคร่างกายถูกขับเคลื่อนด้วยจิตใจอันเอื้อเฟื้อแก่ผู้อื่นเท่านั้นเอง ชมิตต์บอกว่า "คนส่วนใหญ่หากไม่ใช่คนมีการศึกษา ก็เป็นคนที่สนใจในการศึกษา"

แต่ปัจจัยทางด้านการเงินก็ส่งผลเช่นกัน ชมิตต์ ระบุว่า ด้วยความที่การจัดงานศพมีค่าใช้จ่ายสูง หลายคนจึงถูกล่อลวงด้วยภาพในอนาคตว่าร่างกายของพวกเขาจะถูกนำไปจัดการให้ฟรี ๆ

มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียไม่ได้รับผลกำไรจากโครงการบริจาคร่างกาย และมีแนวปฏิบัติในการจัดการกับศพ หรือในทางการแพทย์เรียกว่าอาจารย์ใหญ่ อย่างเข้มงวด เช่นเดียวกับโรงเรียนแพทย์ส่วนใหญ่

แต่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมานี้ ในสหรัฐฯ มีเครือข่ายธุรกิจที่แสวงหาผลกำไรเข้ามาทำหน้าที่เป็นนายหน้า รวบรวมร่างกายของบุคคลต่าง ๆ ชำแหละชิ้นส่วนและส่งขาย พวกเขาเป็นที่รู้จักในนามนายหน้าค้าศพ แม้ว่าบริษัทเหล่านั้นจะเรียกตัวเองว่า "ธนาคารเนื้อเยื่อที่ไม่ใช่เพื่อการปลูกถ่าย" ก็ตาม

ลูกค้าส่วนหนึ่งของพวกเขาคือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ใช้ร่างอาจารย์ใหญ่ในการฝึกแพทย์ และอีกส่วนคือบรรดาบริษัทวิศวกรรมทางการแพทย์ที่ใช้ชิ้นส่วนร่างกายต่าง ๆ เพื่อทดสอบผลิตภัณฑ์ อย่างเช่น การปลูกถ่ายข้อสะโพกเทียมรุ่นใหม่

การค้าชิ้นส่วนร่างกายเพื่อแสวงหาผลกำไรเป็นเรื่องผิดกฎหมายในสหราชอาณาจักรและประเทศอื่น ๆ ในยุโรป แต่กฎระเบียบที่หละหลวมกว่าในสหรัฐฯ ทำให้การซื้อขายชิ้นส่วนเหล่านี้เฟื่องฟูขึ้นมาได้

การสืบสวนเรื่องนี้ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในปี 2017 โดยไบรอัน โกรว์ นักข่าวรอยเตอร์ พบว่ามีบริษัทนายหน้าค้าศพเพื่อแสวงผลกำไร 25 แห่งในสหรัฐฯ โดยหนึ่งในนั้นมีรายได้ 12.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (403 ล้านบาท) ในช่วงเวลาสามปีของการทำธุรกิจขายชิ้นส่วนร่างกาย

บริษัทเหล่านี้บางแห่งได้รับการเคารพนับถืออย่างกว้างขวาง ทั้งยังอ้างว่าได้ปฏิบัติตามหลักจริยธรรมอย่างเข้มงวด ขณะที่บางแห่งก็ถูกกล่าวหาว่าไม่เคารพต่อผู้ตายและเอารัดเอาเปรียบผู้ที่กำลังเปราะบางจากความเศร้าโศก

การค้าระดับโลก

เจนนี คลีแมน ผู้ใช้เวลาหลายปีในการศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้เพื่อเขียนลงในหนังสือ "The Price of Life" ซึ่งอาจแปลเป็นไทยได้ว่า "ราคาของชีวิต" ระบุว่าสิ่งที่ทำให้ตลาดการค้าขายดังกล่าวเติบโตมาจากช่องว่างทางกฎหมายของสหรัฐฯ

ในขณะที่สหราชอาณาจักรมีพระราชบัญญัติว่าด้วยเนื้อเยื่อมนุษย์ (Human Tissue Act) ซึ่งทำให้การจะค้ากำไรจากชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์เป็นเรื่องผิดกฎหมายแทบจะในทุกกรณี แต่ในสหรัฐฯ ไม่ได้มีกฎหมายในลักษณะเดียวกัน แม้จะมีกฎหมายฉบับหนึ่งคือพระราชบัญญัติของขวัญทางกายวิภาคที่บังคับใช้กับทุกรัฐ (Uniform Anatomical Gift Act) ห้ามการขายเนื้อเยื่อมนุษย์ แต่กฎหมายเดียวกันนี้ก็เปิดช่องให้สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่าย "ในอัตราที่เหมาะสม" สำหรับการ "ดำเนินการ" เกี่ยวกับชิ้นส่วนร่างกายได้

กฎหมายที่หละหลวมนี้เองทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นแหล่งส่งออกศพในระดับโลก โดยคลีแมนระบุในหนังสือของเธอว่า หนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ได้ส่งออกชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ไปยังปลายทางกว่า 50 ประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร

"มีหลายประเทศที่ขาดแคลนผู้บริจาคร่างกาย" คลีแมนกล่าว "และพวกเขาสามารถหาร่างได้จากอเมริกา"

นายหน้าเหล่านี้ไม่มีการลงทะเบียนอย่างเป็นทางการ และสถิติทางการก็หาได้ยากยิ่ง แต่รอยเตอร์คำนวณว่าตั้งแต่ปี 2011 – 2015 นายหน้าเอกชนในสหรัฐฯ ได้รับร่างมนุษย์ไปแล้วอย่างน้อย 50,000 ร่าง และจัดส่งชิ้นส่วนออกไปแล้วมากกว่า 182,000 ชิ้น

'ร่างบริจาคที่เป็นของรัฐ'

สำหรับบางคน นายหน้าค้าศพเอกชนเป็นเสมือนภาพแทนผู้แสวงหาประโยชน์จากความสูญเสียในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด

ในการสืบสวนให้กับรอยเตอร์ โกรว์พบว่ามีบางกรณีที่นายหน้าเหล่านี้เข้าไป "พัวพันกับอุตสาหกรรมงานศพในอเมริกา" ผ่านการที่ผู้จัดงานศพแนะนำนายหน้าให้กับญาติของผู้ที่เพิ่งจะเสียชีวิต โดยผู้จัดงานศพจะได้รับค่าตอบแทนสำหรับการแนะนำ ซึ่งบางครั้งก็เป็นมูลค่าสูงเกิน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (32,000 บาท)

เรื่องเลวร้ายมีให้เห็นได้ทั่วไป และเนื่องด้วยกฎระเบียบที่ไม่เข้มงวดของสหรัฐฯ จึงมักไม่ค่อยมีการเอาผิดทางกฎหมายเมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น

หลังเปิดหน้าเผชิญกับไบโอแคร์ ฟาโซลด์คาดหวังว่าจะสามารถดำเนินคดีอาญากับบริษัทได้ เธอไม่พอใจกับพัสดุที่เธอได้รับทางไปรษณีย์ ซึ่งเป็นถุงซิปล็อคที่บริษัทอ้างว่าคืออัฐิของพ่อเธอ เธอบอกว่าพัสดุดังกล่าวไม่ได้ดูเหมือนเถ้ากระดูกของมนุษย์เลย ในขณะที่ก็มีข้อค้นพบว่าชิ้นส่วนร่างกายของพ่อเธออาจถูกตัดด้วยเลื่อยไฟฟ้า

Harold Dillard
คำบรรยายภาพ, ฮาโรลด์ ดิลลาร์ด เป็น "คาวบอย" ชาวเท็กซัสแบบดั้งเดิม ลูกสาวของเขาเล่าว่าเธอได้รับแจ้งว่าบริษัทที่จัดการศพของพ่อไม่ได้ละเมิดกฎหมายใด ๆ ของรัฐ

เจ้าของไบโอแคร์ถูกตั้งข้อหาฉ้อโกงในตอนแรก แต่ข้อหาดังกล่าวก็ถูกถอนไปเนื่องจากอัยการไม่สามารถพิสูจน์เจตนาฉ้อฉลได้

ขณะที่ความหวังเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ ฟาโซลด์ได้ติดต่ออัยการเขตท้องถิ่น แต่เธอได้รับแจ้งในเวลาต่อมาว่าไบโอแคร์ไม่ได้ละเมิดกฎหมายอาญาใด ๆ ของรัฐ

อีกกรณีที่เป็นข้อถกเถียงไม่แพ้กันคือการบริจาค "ร่างกายของรัฐ" เมื่อคนไร้บ้านเสียชีวิตอยู่บนถนน หรือใครบางคนตายที่ตายในโรงพยาบาลโดยไร้ญาติ และศพของพวกเขาถูกบริจาคเพื่อวิทยาศาสตร์

ในทางทฤษฎี เจ้าหน้าที่ของเทศมณฑลนั้นจะต้องพยายามค้นหาญาติของผู้เสียชีวิตก่อน และร่างจะถูกบริจาคต่อเมื่อค้นหาแล้วไม่พบญาติของผู้ตายเท่านั้น

แต่บีบีซีได้ยินมาว่าในทางปฏิบัติไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป ปีที่ผ่านมา ทิม เลกเก็ตต์ เลื่อนดูแอปพลิเคชันข่าวในโทรศัพท์ในบ้านของเขาที่รัฐเท็กซัส ก่อนจะพบรายชื่อผู้ตายที่ถูกใช้ร่างกายในลักษณะนี้ เขาตกใจที่เห็นชื่อของเดล พี่ชายของเขา ผู้เป็นคนขับรถยกซึ่งเสียชีวิตจากภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้า

ร่างกายของพี่ชายเขาถูกบริษัทศึกษาทางการแพทย์ที่แสวงหาผลกำไรนำไปใช้ฝึกวิสัญญีแพทย์ และนับเป็นหนึ่งในกว่า 2,000 ศพที่ไม่ผู้อ้างสิทธิ์ ซึ่งถูกส่งมอบให้กับศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยนอร์ทเท็กซัส ในระหว่างปี 2019 – 2024 ภายใต้ข้อตกลงกับเทศมณฑลแดลลัสและทาร์แรนต์

"ผมรู้สึกโกรธ" เลกเก็ตต์บอก "เขาคงไม่ได้อยากร่างของเขากลายเป็นสิ่งที่ผู้คนถกเถียงกันหรอก หรือ [ให้มี] ใครมาชี้นิ้วใส่"

เขาเล่าว่าพี่ชายเป็นคนเงียบ ๆ ที่มัก "แค่อยากจะอยู่คนเดียว" และการที่พี่ชายไม่ชอบเทคโนโลยีก็ทำให้ติดต่อสื่อสารกันยาก แต่เลกเก็ตต์ย้ำว่าพี่ชายของเขาเป็นมนุษย์เหมือนกับทุกคน ซึ่งเขาก็สมควรได้รับความเคารพในความตายของเขา

"เขาชอบหนังสือการ์ตูนมาร์เวล และเขามีแมวที่ตั้งชื่อว่าแคท" เลกเก็ตต์กล่าว

ด้านศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยนอร์ทเท็กซัส ระบุในแถลงการณ์ถึงบีบีซีโดย "ขอโทษอย่างสุดซึ้ง" ต่อครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมบอกว่าทางศูนย์กำลัง "ปรับโฟกัสใหม่" ของโครงการไปที่การศึกษาและ "พัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพให้กับครอบครัวและคนรุ่นหลัง" พวกเขายังบอกอีกว่า เนื่องจากเรื่องนี้เริ่มเป็นประเด็นขึ้นมาตั้งแต่ในปีที่ผ่านมา พวกเขาได้ไล่พนักงานที่ดูแลโครงการนี้ออกไปแล้ว

ถูกทำให้กลายเป็นคนร้ายอย่างไม่เป็นธรรม

ทว่านอกเหนือจากเรื่องราวสะเทือนขวัญเหล่านี้ คนกลุ่มหนึ่งมองว่าการบริจาคร่างกายมีบทบาทสำคัญต่อการค้นพบทางวิทยาศาสตร์

ชมิตต์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียระบุว่า ในระดับที่พื้นฐานที่สุด ร่างเหล่านี้ถูกใช้เพื่อการสอนทางการแพทย์ หรือเพื่อให้ศัลยแพทย์ได้ฝึกฝนการผ่าตัดที่ซับซ้อน ร่างของอาจารย์ใหญ่ยังทำให้นักศึกษาแพทย์ได้ทำงานกับเลือดเนื้อจริง ๆ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากในหนังสือเรียน

"นักศึกษาเหล่านี้จะไปช่วยคนอื่นต่อไป" เธอกล่าว

นอกจากนี้ ศพบางส่วนก็ถูกใช้ในทางวิศวกรรมเพื่อให้ได้แนวทางการรักษาใหม่ ๆ โดยชมิตต์ชี้ว่ามีเทคโนโลยีจำนวนหนึ่งที่จะพัฒนาขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อผ่านการทดสอบกับร่างกายจริงแล้วเท่านั้น เช่น การเปลี่ยนถ่ายข้อเข่าและข้อสะโพก การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ และเครื่องกระตุ้นหัวใจ

A surgeon puts on a pair of gloves while standing in front a table on which surgical instruments have been laid

ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Images

คำบรรยายภาพ, สำหรับนักศึกษาแพทย์จำนวนมาก การฝึกฝนกับร่างกายของอาจารย์ใหญ่คือครั้งแรกที่พวกเขาจะได้ทำงานกับเลือดเนื้อจริง

และนายหน้าเอกชนบางรายก็บอกว่าพวกเขาถูกทำให้เป็นคนร้ายอย่างไม่เป็นธรรม โดยเควิน โลว์เบรรา ซึ่งทำงานให้กับหนึ่งในบริษัทนายหน้าค้าศพรายใหญ่ ระบุว่าการที่บริษัทได้รับการรับรองโดยสมาคมธนาคารเนื้อเยื่อของอเมริกา (American Association of Tissue Banks) หมายถึงการที่บริษัทจะต้องทำตามแนวทางในการเก็บรักษาและปฏิบัติต่อศพ

การขอรับรองกับสมาคมดังกล่าวไม่ได้เป็นข้อกำหนดที่ทุกบริษัทจะต้องทำเพื่อที่จะดำเนินการได้อย่างถูกกฎหมาย แต่เป็นไปตามความสมัครใจของแต่ละบริษัท ซึ่งมีเพียง 7 บริษัทเท่านั้นที่ลงทะเบียนกับสมาคมนี้

โลว์เบรราบอกว่าปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นกับบริษัทที่ตรงไปตรงมาแบบบริษัทของเขา แต่มาจากผู้ที่เล่นนอกเกม

"ยังมีอีกหลายโครงการที่ดำเนินการอยู่โดยไม่ได้ผ่านการรับรอง ผมมักจะบอกทุกคนอยู่เสมอว่าให้อยู่ห่าง ๆ จากพวกนั้น" เขาระบุ

เขามองว่าคงไม่ถูกต้อง หากจะกำจัดอุตสาหกรรมแบบเขาออกไปทั้งหมด เพียงเพราะปลาเน่าบางตัว

ไม่ใช่แค่การค้าเอากำไรเท่านั้น

แทบทุกคนที่ผมได้พูดคุยด้วย ไม่ว่าจะมีแนวคิดเอนเอียงไปในฝั่งไหน มองว่าควรมีการกำกับดูแลในสหรัฐฯ มากกว่านี้

แล้วการกำกับดูแลที่ว่าเป็นอะไรได้บ้าง?

ชมิตต์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แนะนำว่าสหรัฐฯ อาจจะปฏิบัติตามอย่างประเทศยุโรป ด้วยการห้ามนายหน้าค้าศพในลักษณะที่แสวงผลกำไร

เธอมองว่ามี "ค่าใช้จ่ายที่ชอบธรรมทางกฎหมาย" บางอย่าง สำหรับการจัดการศพ เช่น ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง และสารเคมีที่ใช้รักษาสภาพร่างกาย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลหากบริษัทจะคิดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ แต่การคิดจะทำกำไรต่างหากที่ทำให้หลายคนรู้สึกตะขิดตะขวง "ความสามารถในการขายหรือทำกำไรจากซากศพของมนุษย์ ฉันคิดว่าไปเบียดบังเจตนาการทำเพื่อผู้อื่นในการบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษา" เธอระบุ

เธอยังบอกอีกว่าสหรัฐฯ สามารถเดินตามนโยบายการบริจาคอวัยวะของตัวเอง ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะ (Uniform Anatomical Gift Act) ซึ่งห้ามการขายอวัยวะ

แต่นักเขียน คลีแมน มองว่า หากสหรัฐฯ สั่งห้ามการบริจาคร่างกายเพื่อแสวงหาผลกำไรในวันอนาคต จะทำให้ไม่มีร่างอาจารย์ใหญ่เพียงพอสำหรับการศึกษา

"ถ้าคุณไม่อยากให้มีการซื้อขายชิ้นส่วนร่างกายเหล่านี้ เราต้องหาวิธีให้มีผู้มาบริจาคด้วยความสมัครใจมากขึ้น"

เธอเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทำแคมเปญส่งเสริมการบริจาคร่างกายให้ดีและดึงดูดมากขึ้น และขอรับการบริจาคร่างกายโดยตรงให้มากขึ้น "มันยังไม่มีการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ต่อสาธารณะในระดับเดียวกันกับการบริจาคอวัยวะ ยกตัวอย่างนะ"

เธอมองว่า เมื่อไม่มีการขาดแคลนแล้ว สหรัฐฯ ก็ค่อยสั่งห้ามการบริจาคเพื่อค้ากำไร

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ว่าความก้าวหน้าในเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (virtual reality – VR) อาจทำให้ไม่ต้องใช้ร่างอาจารย์ใหญ่อีกแล้วในอนาคต โดยแพทย์ฝึกหัดสามารถสวมอุปกรณ์และฝึกฝนกับผู้ป่วยที่สร้างขึ้นจากคอมพิวเตอร์

ในปี 2023 มหาวิทยาลัยเคสเวสเทิร์นรีเสิร์ฟ กลายเป็นมหาวิทยาลัยแรกในสหรัฐฯ ที่ยกเลิกการใช้ร่างกายมนุษย์ในรายวิชาฝึกอบรม โดยเปลี่ยนมาใช้โมเดลความเป็นจริงเสมือนแทน

ร่างของอาจารย์ใหญ่จะยังคงสภาพ "สีและผิวสัมผัส [ซึ่ง] ทำให้ยากต่อการแยกแยะ เช่น การแยกเส้นประสาทออกจากหลอดเลือด" มาร์ค กริสโวลด์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยดังกล่าว บอกกับเว็บไซต์ไลฟ์ไวร์ (Lifewire) ในขณะนั้น พร้อมบอกด้วยว่าในทางกลับกันแล้ว โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของพวกเขาสามารถ "ให้นักศึกษาได้เห็นแผนที่สามมิติของโครงสร้างทางกายวิภาคและความสัมพันธ์กันของส่วนต่าง ๆ อย่างชัดเจน"

อย่างไรก็ดี คลีแมนมองว่าโดยทั่วไปแล้ว เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนยังไม่ดีพอที่จะทดแทนการฝึกกับร่างอาจารย์ใหญ่ได้

ดูเหมือนว่าในขณะนี้ ความต้องการร่างกายมนุษย์จะยังคงมีอยู่ เช่นเดียวกับความต้องการในการทำเงินจากสิ่งนี้

รายงานเพิ่มเติมโดย เจคอบ แดบบ์