ตาลีบันผุดนโยบายทันสมัย ขุดคลองต้านภัยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

An aerial image of the canal which stretches off towards the horizon
    • Author, ฟีรุซ ราฮีมี
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
    • Reporting from, รายงานจากภาคเหนือของอัฟกานิสถาน

มันมีความกว้างถึง 100 เมตร และทอดตัวยาวไปจนจรดขอบฟ้า โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ในภาคเหนือของอัฟกานิสถาน ซึ่งดำเนินการบริหารโดยรัฐบาลตาลีบันนี้ ดูโดดเด่นสะดุดตาผู้คนจนยากที่จะแสร้งทำเป็นไม่เห็นได้

วัตถุประสงค์หนึ่งของโครงการก่อสร้างดังกล่าว นับว่าไม่ธรรมดาอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มติดอาวุธที่กลับมาขึ้นครองอำนาจในปี 2021 เพราะมันคือการต่อสู้กับภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งฟังดูเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นหูนัก สำหรับแนวนโยบายการปกครองประเทศที่ผ่านมาของตาลีบัน

โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ตาลีบันกำลังก่อสร้างอยู่นี้ คือคลอง “โคชเทปา” (Qosh Tepa) ซึ่งมีความยาว 285 กิโลเมตร และต้องใช้งบประมาณกว่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในการขุดคลองให้สำเร็จลุล่วง เพื่อผันน้ำจืดมายัง 3 จังหวัดทางตอนเหนือของประเทศที่กำลังขาดแคลนน้ำ

โครงการระดับเมกะโปรเจกต์นี้ ไม่เพียงแต่มุ่งต่อสู้กับภัยแล้ง อันเป็นผลมาจาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้ง 5,000 ตารางกิโลเมตร ให้กลายเป็นผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ด้วย ซึ่งรัฐบาลตาลีบันหวังว่า คลองโคชเทปาจะทำให้สถานการณ์ด้านความมั่นคงทางอาหารกลับมามีเสถียรภาพ และช่วยให้การทำมาหาเลี้ยงชีพของประชากรหลายแสนคนดีขึ้นกว่าเดิม

Three man in traditional dress pose by a large COP29 logo

ที่มาของภาพ, AP

คำบรรยายภาพ, การปรากฏตัวของผู้แทนรัฐบาลตาลีบัน ในการประชุม COP29 ทำให้หลายคนประหลาดใจอย่างมาก

การที่กลุ่มตาลีบันมีความห่วงกังวลต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้ผู้คนทั่วโลกต้องประหลาดใจอย่างมาก เมื่อได้เห็นผู้แทนของรัฐบาลตาลีบันหลายคน เข้าร่วมการเจรจาด้านสิ่งแวดล้อมในเวที COP29 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศอาเซอร์ไบจานเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

แม้ตามปกติแล้วกลุ่มตาลีบันมักจะถูกคว่ำบาตรจากประชาคมนานาชาติอยู่เสมอ แต่ในคราวนี้พวกเขาได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวได้ เนื่องจากอัฟกานิสถานกำลังเผชิญกับปัญหาร้ายแรงด้านภูมิอากาศ จนได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 ประเทศที่เปราะบางต่อปัญหาภูมิอากาศมากที่สุด และมีความพร้อมรับมือกับปัญหาดังกล่าวน้อยที่สุด

ในการประชุม COP29 ผู้แทนกลุ่มตาลีบันได้ร้องขอต่อประชาคมนานาชาติ ให้ช่วยบริจาคเงินสนับสนุนโครงการต่อต้านภัยด้านภูมิอากาศแก่อัฟกานิสถานอีกครั้ง หลังจากที่เงินสนับสนุนจากต่างชาติในส่วนนี้ถูกระงับไป เมื่อกลุ่มตาลีบันเข้ายึดอำนาจ

มาตูยล์ ฮัก คาลิส หัวหน้าหน่วยงานด้านการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของอัฟกานิสถาน ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า “เราหวังว่าเมื่อการประชุมสิ้นสุดลง จะมีทางออกให้กับโครงการต่าง ๆ ในอัฟกานิสถาน ที่ดำเนินการได้ล่าช้ากว่ากำหนด”

การขุดคลองโคชเทปา ถือเป็นหนึ่งในแผนการด้านสิ่งแวดล้อมไม่กี่โครงการ ที่รัฐบาลตาลีบันต้องการจะเดินหน้าต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมา โครงการนี้ดำเนินการก่อสร้างด้วยงบประมาณของตาลีบันล้วน ๆ โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือด้านเงินทุนหรือการสนับสนุนทางเทคนิคจากต่างประเทศเลย แต่ถึงกระนั้น การขุดคลองดังกล่าวกลับรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยล่าสุดโครงการสำเร็จลุล่วงถึง 100 กิโลเมตรแล้ว

โครงการนี้นับได้ว่าเป็นภาระทางการเงินที่หนักอึ้ง สำหรับประเทศที่เศรษฐกิจหดตัวถึงกว่า 20% นับตั้งแต่กลุ่มตาลีบันขึ้นครองอำนาจ ทั้งยังมีประชากรกว่า 90% ที่ดำรงชีวิตอยู่ในภาวะความยากจนข้นแค้น

โครงการขุดคลองโคชเทปานั้นมีความเป็นมาที่ยาวนาน โดยมีผู้ริเริ่มเสนอแผนการนี้ครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1970 โดยหวังจะทำให้พื้นที่แห้งแล้งทางตอนเหนือของประเทศกลายเป็นสีเขียว อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ถูกระงับไว้นานหลายสิบปี ด้วยหนึ่งในสาเหตุหลักที่เนื่องมาจากความไม่สงบภายในประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

รัฐบาลของอัฟกานิสถานชุดก่อน ๆ กล่าวโทษว่าความเคลื่อนไหวทางทหารของกลุ่มตาลีบันในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้แผนการขุดคลองโคชเทปาต้องล่าช้าออกไป จนแทบจะไม่มีความคืบหน้า แต่ถึงกระนั้น ภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลับเป็นปัจจัยผลักดันให้การขุดคลองดังกล่าวมีความจำเป็นเร่งด่วนมากขึ้น

Haji Rajab stands with a large hoe across his shoulders looking at dried up fields
คำบรรยายภาพ, ฮัจญี ราจาบ หวังว่าคลองโคชเทปาจะช่วยให้เขาสามารถเพาะปลูกได้อีกครั้ง หลังต้องเผชิญภัยแล้งมานานหลายปี

ฮัจญี ราจาบ เป็นหนึ่งในชาวบ้านทางภาคเหนือของอัฟกานิสถานที่ต้องการความช่วยเหลือ ก่อนหน้านี้เขาทำการเกษตรบนผืนดินใกล้แนวคลองโคชเทปา ในพื้นที่อำเภออักชาของจังหวัดเจาซ์จัน (Jawzijan) มาทั้งชีวิต แต่ไม่กี่ปีมานี้ ฝนในฤดูใบไม้ผลิที่เขาต้องอาศัยพึ่งพาเพื่อการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ กลับไม่ตกต้องตามฤดูกาลอีกต่อไป

ผู้เฒ่าวัย 70 ปี กล่าวขณะที่เดินไปบนพื้นดินแตกระแหงในท้องทุ่งแห่งหนึ่งของเขาว่า พื้นที่แถบนี้เกิดภัยแล้งนานติดต่อกันถึง 3 ปี จนไม่อาจปลูกพืชชนิดใดได้เลย “ผู้คนกำลังลำบาก พวกเขาไม่มีรายได้พอเลี้ยงตัว และภัยแล้งก็ส่งผลกระทบรุนแรงมากจริง ๆ”

ในประเทศที่ประชากรกว่า 80% ต้องพึ่งพาการเกษตรเพื่อเลี้ยงชีพ นี่ถือเป็นปัญหาใหญ่ เพราะหมายความว่าจะมีประชากรกว่า 12 ล้านคน ที่ต้องตกทุกข์ได้ยากจากความไม่มั่นคงทางอาหารขั้นร้ายแรง

แต่อัฟกานิสถานไม่ใช่ประเทศเดียวในภูมิภาคที่ต้องเผชิญกับปัญหาดังกล่าว ส่วนน้ำที่จะใช้ทำการชลประทานผ่านคลองโคชเทปา ก็จะต้องผันมาจากแหล่งน้ำอื่นด้วย ซึ่งปรากฏว่ารัฐบาลตาลีบันมีแผนจะผันน้ำจากแม่น้ำอามู (Amu River) ซึ่งไหลไปตามแนวพรมแดนตอนเหนือของประเทศ ก่อนจะไหลเข้าไปในเขตแดนของเพื่อนบ้าน คืออุซเบกิสถานและเตอร์กเมนิสถาน

สถาบันเพื่อการศึกษาและวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ มาโนฮาร์ ปาร์ริการ์ (MP-IDSA) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของภูมิภาค ออกมาเตือนว่าหากโครงการขุดคลองโคชเทปาเสร็จสมบูรณ์และเริ่มมีการใช้งานอย่างเต็มที่ การผันน้ำเข้าคลองของอัฟกานิสถาน อาจทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำอามูที่ไหลไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน ลดลงถึง 1 ใน 5

ด้านอุซเบกิสถานและเตอร์กเมนิสถาน ก็ได้แสดงความกังวลต่อโครงการดังกล่าวเช่นกัน เพราะสองประเทศนี้ก็ต้องอาศัยน้ำจากแม่น้ำอามูเป็นหลักเพื่อทำการเกษตร ซึ่งเรื่องนี้สถาบัน MP-IDSA ได้ออกคำเตือนในรายงานวิจัยฉบับล่าสุดว่า “ความเสี่ยงในประเด็นนี้ยังคงสูงมาก เนื่องจากมีหลายประเทศต้องเผชิญกับความผันผวนไม่แน่นอน”

นอกจากปัญหาในเรื่องการแบ่งปันทรัพยากรแล้ว ยังมีผู้ตั้งคำถามถึงเรื่องที่การขุดคลองรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วเกินคาด ซึ่งน่าสงสัยว่าอัฟกานิสถานมีความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเพียงพอ ที่จะทำโครงการใหญ่ดังกล่าวโดยไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศหรือไม่

กลุ่มรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อม “แม่น้ำไร้พรมแดน” (Rivers Without Borders) รายงานว่าผลวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมของพวกเขา ชี้ว่าดูเหมือนจะมีการเอ่อล้นของน้ำปริมาณมากจากจุดหนึ่งของลำคลองโคชเทปา

Zabihullah stands in profile looking at the canal construction which can also be seen in the background.
คำบรรยายภาพ, ซาบีฮุลลาห์ มีรี หัวหน้าวิศวกรประจำโครงการขุดคลองโคชเทปา

แต่ถึงกระนั้น บรรดาเจ้าหน้าที่ของอัฟกานิสถานยังคงยืนยันว่า โครงการดังกล่าวยังคงรุดหน้าไปด้วยดี และจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2028 อย่างแน่นอน

ซาบีฮุลลาห์ มีรี หัวหน้าวิศวกรประจำโครงการขุดคลองโคชเทปา ซึ่งเคยร่วมงานกับองค์กรระหว่างประเทศมาแล้วหลายแห่ง เพื่อดำเนินโครงการใหญ่ด้านวิศวกรรมโยธาในอัฟกานิสถาน เชื่อว่าความกังวลในเรื่องที่คลองจะผันน้ำจากแม่น้ำอามูมามากเกินไปนั้น ไม่สู้สมเหตุสมผลเท่าใดนัก “เราพูดได้เลยว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ และจะไม่กระทบต่อเสถียรภาพของทรัพยากรน้ำในพื้นที่อื่น ๆ”

Abdul stands in a field, tending to some of his crops
คำบรรยายภาพ, อับดุล โมบิน เกษตรกรชาวอัฟกานิสถานบอกว่า เขาเริ่มได้รับประโยชน์จากคลองโคชเทปาแล้ว แม้โครงการจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์

ผู้คนในอัฟกานิสถานต่างหวังว่า คำกล่าวของวิศวกรผู้นี้จะเป็นจริงและถูกต้อง ตัวอย่างเช่นอับดุล โมบิน เกษตรกรผู้หนึ่งจากอำเภอดาวาลัตบัด จังหวัดบัลข์ (Balkh) ซึ่งทำการเกษตรบนผืนดินแห่งเดิมมาสามชั่วอายุคน

โมบินบอกว่าตลอดสามปีที่ผ่านมา ภัยแล้งทำให้เขาไม่สามารถเพาะปลูกอะไรได้เลย แต่โชคดีที่ปัจจุบันเขาเริ่มได้รับประโยชน์จากคลองโคชเทปาแล้ว แม้โครงการจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ก็ตาม เพราะน้ำบาดาลที่ซึมเข้ามาในแนวการขุดคลอง ได้ให้ความชุ่มชื้นแก่ผืนดินโดยรอบอย่างเพียงพอ จนตอนนี้เขากลับมาทำการเกษตรได้อีกครั้ง

สำหรับชายวัย 37 ปี ที่ต้องรับภาระเลี้ยงดูภรรยาและลูกสามคน รวมทั้งต้องดูแลพี่สะใภ้อีกหนึ่งคนแล้ว คลองโคชเทปาคือโครงการที่ช่วยพลิกฟื้นชีวิตอย่างแท้จริง “ผมอยากจะสร้างบ้านให้ครอบครัวของผมที่นี่ ผมอยากจะย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้ เพราะเราจะมีน้ำกินน้ำใช้ และเราจะปลูกพืชทุกอย่างที่ต้องการบนผืนดินนี้ ไม่ว่าจะเป็นมะเขือเทศ ผลไม้ หรือเมล็ดพืชที่ให้น้ำมัน”

ในขณะที่ภัยคุกคามด้านภูมิอากาศกำลังขยายตัวทวีความรุนแรงขึ้น ก็ยิ่งมีแรงกดดันมหาศาลให้โครงการขนาดใหญ่นี้ต้องเดินหน้าต่อไป ซึ่งเป็นไปได้ว่ามีความเสี่ยงและความขัดแย้งรออยู่ในอนาคต

รายงานข่าวเพิ่มเติมโดย ปีเตอร์ บอล