กัญชา กัญชง : ถาม-ตอบ กับ ชิดชนก ชิดชอบ ลูกสาวเนวิน ว่าด้วยกัญชา "อาหนู" และบุรีรัมย์

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang/bbc thai
- Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
- Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซีไทย
ชิดชนก ชิดชอบ อยู่ในความสนใจของคนในแวดวงการเมืองฐานะที่เป็นลูกสาวของเนวิน-กรุณา ชิดชอบ นักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลแห่ง จ.บุรีรัมย์ ขณะที่วงการแฟชั่นจัดให้เธอเป็นเซเลบริตี้ผู้หลงใหลในผ้าไทย มีสไตล์การแต่งตัวที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และสำหรับวงการกีฬา ชิดชนกคือสมาชิกครอบครัว "ปราสาทสายฟ้า" ผู้ออกแบบเสื้อทีมสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดได้โดนใจแฟน ๆ
ชิดชนกหรือ "แนน" ถูกส่งไปเรียนที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่เด็กจนจบปริญญาตรีด้านการออกแบบตกแต่งภายใน หลังจากกลับมาเมืองไทยเมื่อ 7 ปีก่อน ก็ได้รับมอบหมายจากคุณพ่อให้มาช่วยงานทีมฟุตบอลในตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายสินค้าที่ระลึกของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด บริหารงานที่ออฟฟิศกรุงเทพฯ ได้ไม่กี่ปีก็เกิดการระบาดของโควิด-19 งานสโมสรฟุตบอลหยุดชะงัก เธอจึงตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่กับครอบครัวที่บุรีรัมย์
การย้ายกลับมาอยู่บ้านเพราะโควิดเมื่อปี 2563 เป็นจุดเริ่มต้นของบทบาทใหม่ที่ทำให้ชิดชนกกลายเป็น "ไอคอน" ของสายเขียวบุรีรัมย์ในวันนี้ โดยมีตำแหน่งทางการคือประธานวิสาหกิจชุมชนพันธุ์บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิสาหกิจชุมชนสายเลือดบุรีรัมย์ที่นำร่องปลูกกัญชาและกัญชงเป็นรายแรก ๆ ของจังหวัด
บีบีซีไทยเดินทางไปพบชิดชนกที่วิสาหกิจชุมชนพันธุ์บุรีรัมย์ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดิน 36 ไร่ ติดกับสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เธอสวมกางเกงกีฬาขาสั้น เสื้อผ้าไหมแขนกุดลำลอง สวมหมวกเดินป่า และรองเท้าหนังหุ้มข้อคู่โต เดินไปมาระหว่างออฟฟิศเล็ก ๆ ที่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายกับโรงเรือนที่มีกัญชงอยู่เกือบ 300 ต้น
"ถึงจุดนี้ ก็คิดว่าคงเป็นอาชีพที่ต้องทำไปตลอดชีวิตแล้วอะค่ะ" หญิงสาววัย 30 ปี พูดถึงฟาร์มปลูกกัญชงที่เธออยู่กับมันแทบทุกวันมากว่าสองปี
ชิดชนกยังเล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นและการเดินทางของเธอกับกัญชาและกัญชง รวมทั้งให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาถึงความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายกัญชาเสรีกับ จ.บุรีรัมย์ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่เธอเรียกอย่างสนิทสนมว่า "อาหนู"
บีบีซีไทย ถอดความบทสนทนา มาดังนี้
จาก "สายอาร์ต" มา "สายเขียว"
เริ่มต้นจากวันหนึ่งพ่อเดินมาถามว่า "เฮ้ยแนน แนนชอบไปมิวสิคเฟสติวัลใช่มั้ย พ่อมีงานให้ทำ" คือให้จัดเทศกาลดนตรีที่เชื่อมโยงกับเรื่องกัญชา ซึ่งก็คืองาน "พันธุ์บุรีรัมย์" เมื่อเดือน เม.ย. 2562 ที่เราจัดเป็นมหกรรมดนตรีผสมเวทีวิชาการเกี่ยวกับพืชกัญชาและกัญชง หลังจากจบงานนี้ แนนก็กลับไปทำงานกับสโมสร (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด) ตามเดิม
พอมีโควิด พ่อก็ให้แนนย้ายกลับมาอยู่บุรีรัมย์ แล้วบอกให้ลองศึกษาเรื่องกัญชาดู แนนก็หาข้อมูล ไปคุยกับคนที่มีความรู้เรื่องนี้ ทั้งชาวบ้านที่สืบทอดภูมิปัญญาการปลูกมาจากบรรพบุรุษ ภาคเอกชน เกษตรกร คุยมาเยอะมาก แล้วก็กลับไปบอกพ่อว่ามันไม่ใช่เล่น ๆ นะ มันไม่ง่ายนะ พ่อก็บอก อืม โอเค งั้นก็ไปทำให้จริงจัง พอดีเรามีที่ดินอยู่ตรงนี้ก็เลยเริ่มทำที่นี่
แนนเป็นคนมือเย็น ชอบปลูกต้นไม้มาตั้งแต่ตอนอยู่กับคุณยายที่เชียงใหม่สมัยเด็ก ๆ ก็เลยทำงานนี้ได้ พ่อเขาเก่งเรื่องการดูคน เขาดูออกว่าใครเหมาะจะทำอะไร ลูกแต่ละคนก็โดนมอบหมายงานต่าง ๆ กันไป
จากนั้นเราก็จดทะเบียนตั้งวิสาหกิจชุมชนพันธุ์บุรีรัมย์ ทำโครงการศึกษาวิจัยเรื่องการปลูกกัญชงร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป้าหมายคือหาคำตอบทุกอย่างเกี่ยวกับการปลูก ปลูกยังไงถึงได้ผลผลิตดี ทดลองปลูกทั้งในโรงเรือนและกลางแจ้ง หาคำตอบว่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจได้ยังไง ต้องลงทุนเท่าไหร่ เราอยากจะตอบทุกคำถามของเกษตรกรให้ได้

ที่มาของภาพ, BBC Thai/Wasawat Lukharang
เข้าใจหัวอกเกษตรกร
แนนเรียนจบด้านศิลปะ เป็นเด็กอาร์ตเต็มตัว ไม่มีความรู้เรื่องการเกษตรเลย แต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาแนนใช้เวลาอยู่กับเรื่องนี้เยอะมาก ทำให้ได้รู้ว่าการปลูกพืชชนิดใดเยอะ ๆ มันเป็นยังไง เริ่มเข้าใจความละเอียดอ่อนของพืช บางทีฝนตกหนักมาโครมเดียว ต้นกัญชงที่เราประคบประหงมเหมือนลูกมาตั้งหลายเดือนตายหมดเลย แนนว่ามันก็โหดร้ายอยู่ งานนี้ทำให้แนนเข้าใจหัวอกของเกษตรกร แล้วก็อยากจะหาคำตอบให้ได้มากที่สุดเพื่อที่เกษตรกรคนอื่น ๆ จะได้ไม่ต้องมาลองผิดลองถูกเหมือนเรา
พูดตรง ๆ ตอนนี้เราก็ยังไม่รู้วิธีปลูกที่ดีที่สุด ยังอยู่ในขั้นเรียนรู้ เมื่อมีองค์ความรู้เพียงพอแล้วก็อยากทำให้ที่นี่เป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับเกษตรกรที่สนใจจะปลูก...บวกกับเรากำลังทำโรงงานสกัด ในอนาคตเราก็จะรับผลผลิตไปด้วยเลย ทำให้มันครบวงจร คนปลูกก็จะไม่มีคำถามว่าปลูกแล้วจะไปขายที่ไหน
ปลูกกัญชาไม่ง่าย
แนนใช้เวลาทำความรู้จักกับพืชตัวนี้มาสักพักแล้วบอกได้ว่ามันเป็นพืชที่ต้องดูแล ประคบประหงม ไม่งั้นไม่รอด ปลูกกัญชา กัญชงไม่ง่าย มีเงินอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีความรู้ด้วย ต้นทุนในการปลูกและการดูแลก็น่าจะสูงกว่าพืชชนิดอื่น ๆ แต่ผลตอบแทนที่ได้ก็น่าจะสูงอยู่ ก็ต้องรอดูว่ารัฐบาลจะช่วยลดต้นทุนการผลิตหรือประกันรายได้ให้เกษตรกรยังไงบ้าง
เราแนะนำเกษตรกรที่คิดจะหันมาปลูกกัญชาเชิงพาณิชย์ให้ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ลองปลูกทีละงานสองงานก่อน ถ้ามีรายได้ค่อยเอาไปต่อยอด ไม่ใช่เปลี่ยนนาข้าวมาปลูกกัญชาให้หมด แบบนั้นมันเสี่ยงเกินไป...เราจะขายฝันไม่ได้ เวลาเชิญเกษตรกรมาร่วมปลูกกับเรา เราบอกตลอดว่าคุณต้องประเมินศักยภาพของตัวเองให้ดีว่าพร้อมแค่ไหน เพราะมันต้องดูแลเอาใจใส่ค่อนข้างเยอะ ถ้าไม่พร้อมก็ทำทีละน้อย ๆ ก่อน
เทคนิคการปลูกกัญชงแบบวิสาหกิจชุมชนพันธุ์บุรีรัมย์
ที่นี่เราปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี เป็นออร์แกนิกหมดเลย ปุ๋ยที่ใช้มาจากการผสมขี้หมู ขี้วัว ขี้ไก่ ขี้ค้างคาว ขี้ไส้เดือน เรามีโรงเลี้ยงไส้เดือนของเราเอง ส่วนปุ๋ยคอกก็ซื้อเอาจากเกษตรกรแถว ๆ นี้ การกำจัดศัตรูพืชก็ใช้สารชีวภาพฉีดเคลือบใบผสมกับแมลงอารักขา เราเลือกปลูกแบบออร์แกนิกเพราะพืชนี้เขาเซนซิทีฟมาก ใส่ปุ๋ยเคมีผิดสูตรนิดเดียวก็ใบไหม้ ตายหมด แต่ถ้าปลูกแบบปลอดสารเคมีก็อัดปุ๋ยได้โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะตาย

ที่มาของภาพ, BBC Thai/Wasawat Lukharang
ลงทุนหลักร้อยล้าน
ตั้งแต่ตั้งวิสาหกิจชุมชนพันธุ์บุรีรัมย์มา เราลงทุนไปน่าเกือบร้อยล้าน ส่วนของการปลูก โรงเรือนและการดูแล ไม่ได้ใช้เงินมากเท่าไหร่ งบประมาณส่วนใหญ่คือมากกว่า 80 เปอร์เซนต์ใช้ไปกับการก่อสร้างโรงสกัด เพราะเราต้องใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ในระดับอุตสาหกรรมเลย เราต้องจ้างวิศวกรเคมีมาดูแลโดยเฉพาะ โรงสกัดนี้คาดว่าจะสร้างเสร็จและเดินเครื่องได้ปลายปี 2565 รับผลผลิตได้วันละประมาณ 600 กก.
ปลดล็อกปลูกกัญชา = "ชัยชนะของสายเขียว"
การปลดล็อก 9 มิ.ย. ไม่ได้มีผลต่อวิสาหกิจชุมชนของเราเท่าไหร่ เพราะเราได้รับอนุญาตให้ปลูกมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ในฐานะที่เป็นคนสายเขียว เราก็ถือว่านี่ big win (ชัยชนะอันยิ่งใหญ่) เพราะว่าเราสามารถปลูกและใช้เองได้ และที่สำคัญมันจะทำให้เกิดการแพร่หลายขององค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกกัญชา กัญชง เพราะที่ผ่านมาเมื่อรัฐห้ามปลูก ก็ไม่มีองค์ความรู้ เมื่อกฎหมายอนุญาตให้ปลูก คนที่มีความรู้ก็จะมีพื้นที่ให้เขาปล่อยของ
ส่วนที่หลายคนห่วงว่าจะมีแต่นักลงทุนรายใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากการปลดล็อค แนนคิดว่าเรื่องนี้มันก็เหมือนกันในทุกอุตสาหกรรม ถ้าทำก่อนก็ได้เปรียบ แต่สุดท้ายแล้วกลไกการตลาดมันจะจัดสรรเอง แต่ด้วยความที่กัญชา กัญชงไม่ได้ปลูกกันง่าย ๆ คนที่มีทุนเยอะก็อาจจะสู้เกษตรกรที่มีความชำนาญและมีความรู้ไม่ได้

ที่มาของภาพ, BBC Thai/Wasawat Lukharang
ปลูกกัญชาเสรีกับครอบครัวชิดชอบ
คนพูดกันไปว่าตอนนี้บ้านแนนปลูกกัญชาแล้วเป็นพันเป็นหมื่นไร่ แต่ไม่ เราปลูกแค่นี้จริง ๆ บนที่ดิน 36 ไร่ แนนไม่ได้โลกสวยว่าฉันไม่ปลูกเพราะอยากให้เกษตรกรได้ปลูก แต่เพราะความเป็นจริงคือมันปลูกยากมาก โดยเฉพาะถ้าปลูกเป็นไร่ขนาดใหญ่ ซึ่งกว่าจะไปถึงจุดนั้นต้องมีการพัฒนาองค์ความรู้ในการปลูกและศึกษาวิจัยเรื่องสายพันธุ์อีกมาก ถ้ายังไปไม่ถึงจุดนั้น มันไม่ง่ายหรอกที่จะทำ
แต่พูดตรง ๆ เราก็ไม่ได้คิดที่จะทำไปถึงขั้นนั้น และยังไม่มีแผนจะทำผลิตภัณฑ์เอง แนนอยากเอาพลังงานมาโฟกัสเรื่องให้คนปลูกกัญชาให้ได้ดีก่อน และทำให้วิสาหกิจชุมชนพันธุ์บุรีรัมย์เป็นศูนย์เรียนรู้เต็มรูปแบบสำหรับคนที่สนใจจะปลูก เพราะพ่อสอนแนนมาตลอดว่า การที่เราสบายอยู่คนเดียวมันไม่มีความสุขหรอก
บุรีรัมย์ไปไกลเรื่องกัญชาเพราะเป็นถิ่นภูมิใจไทยและเป็นบ้านของรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ?
แนนไม่ปฏิเสธว่าคนบุรีรัมย์มีข้อได้เปรียบมากกว่าที่อื่นในเรื่องกัญชา ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดเพราะถ้าเรามีโอกาสที่จะพัฒนาที่ไหนสักแห่ง ก็ควรเป็นบ้านเราก่อน...สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือเมื่อเรามีโอกาสแล้วเราทำอะไรกับมันมากกว่า ซึ่งแนนก็พยายามที่จะกระจายโอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์กับคนอื่น ๆ มากที่สุด
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์










