ชัชชาติ-แสนปิติ สิทธิพันธุ์ : ความผูกพันของพ่อที่ลาราชการไปงานรับปริญญาลูก

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ที่มาของภาพ, Facebook/ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

คำบรรยายภาพ, ชัชชาติ และ แสนปิติ สิทธิพันธุ์ ทางเฟซบุ๊กไลฟ์ ที่สนามบินนานาชาติซีแอตเทิล

9 มิ.ย. 2565 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์เฟซบุ๊ก "ลาไปหาลูกแปบนะครับ" และยังถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ จากสนามบินสุวรรณภูมิ กล่าวลาราชการกับคนกรุงเทพฯ เป็นเวลา 4 วันเพื่อร่วมงานรับปริญญาของลูกชายคนเดียว นายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ หรือ แสนดี ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ที่ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา

"คิดอยู่นานว่าจะไปดีหรือไม่ เพราะเราเพิ่งรับงานใหม่ แต่เขาอยากให้ไปมาก มันอาจเป็นหนเดียวในชีวิตที่ฝ่าฟันกันมา เลยตัดสินใจไป จริง ๆ... วันนี้ขอมาลางานกับคนกรุงเทพฯ ก่อน แต่สั่งงานไว้หมดแล้ว และพร้อมเชื่อมโยงงานตลอดไม่ได้หายไปไหน ฝากกรุงเทพฯด้วยครับ" นายชัชชาติกล่าว

ต่อมา เมื่อเวลา 01.50 น. ของ 10 มิ.ย. นายชัชชาติ ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์จากสนามบินนานาชาติซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยนายแสนปิติ ซึ่งเดินทางมารับ

"I miss you so much." คือคำกล่าวที่พ่อมีให้ลูกก่อนจบไลฟ์ความยาว 7 นาที

บีบีซีไทยสรุปช่วงเวลาสำคัญของความผูกพันของพ่อ-ลูก คู่นี้

ผู้ติดตามการไลฟ์สดขอชัชชาติ ส่งข้อความแสดงความยินดีกับบุตรชายของผู้ว่าฯ กทม. ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ในระหว่างที่แสนดีปรากฏตัวครั้งแรกในไลฟ์ของชัชชาติ เมื่อ 9 มิ.ย.

ที่มาของภาพ, PR ทีมเพื่อนชัชชาติ

คำบรรยายภาพ, ผู้ติดตามการไลฟ์สดขอชัชชาติ ส่งข้อความแสดงความยินดีกับบุตรชายของผู้ว่าฯ กทม. ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ในระหว่างที่แสนดีปรากฏตัวครั้งแรกในไลฟ์ของชัชชาติ เมื่อ 9 มิ.ย.

สู้เพื่อลูก

"ทำให้ลูกพูดได้" คือคำตอบที่ "บุรุษผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี" ตอบบีบีซีไทยก่อนการสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ต่อคำถามที่ว่าเรื่องยากสุดในชีวิตที่เขาทำได้สำเร็จคืออะไร

เรื่องยากที่สุด เริ่มเมื่อ 2544 คุณพ่อชัชชาติ พา ด.ช.แสนปิติในวัย 1 ขวบ 2 เดือน ไปพบแพทย์ หลังญาติ ๆ ทักว่า ทำไมเรียกแล้วไม่ตอบสนอง พยาบาลแจ้งผลว่าให้พาลูกไปเรียนภาษามือ เพราะลูกหูหนวกสนิท เขาไม่คิดว่าจะเจอกับตัวเอง เป็นวินาทีเปลี่ยนชีวิต ตกใจ นั่งร้องไห้ สงสารลูกว่าอนาคตจะเป็นยังไง เหมือนปฏิเสธตัวเอง คิดว่าหมออาจตรวจผิด เขาพาลูกไปตรวจอีกหลายที่ แต่ทุกที่บอกเหมือนเดิม ถึงขนาดไปไหว้พระ บนบานศาลกล่าว ขอให้ลูกหาย ตอนลูกหลับก็เปิดเสียงดังใส่หู เผื่อจะกระตุ้นให้เขาได้ยิน เป็นความหวังลม ๆ แล้ง ๆ เวลาผ่านไปเริ่มตกตะกอนว่าเป็นไปไม่ได้

เขาใช้เวลา 6 เดือน เพื่อค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับอาการหูหนวก หวังให้ลูกมีชีวิตเหมือนคนปกติ เริ่มซื้อหนังสือและศึกษาจากงานวิจัย พบทางเลือกมีทั้งการฝึกใช้ภาษามือ การใช้เครื่องช่วยฟัง ซึ่งเหมาะกับคนที่มีการได้ยินเหลืออยู่บ้าง หรือวิธีอ่านปาก แต่ ด.ช.แสนปิติหูหนวกสนิท สุดท้าย เลือกวิธีที่เสี่ยงมากที่สุด คือการผ่าตัดประสาทหูเทียม ซึ่งในเมืองไทยเมื่อ 20 ปีก่อนมีเพียง 2-3 ราย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ คือพูดไม่ได้ คนจำนวนมากก็ห้าม แม้แต่แพทย์ก็ไม่แนะนำ สมาคมหูหนวกที่สหรัฐฯ ก็ไม่สนับสนุนเพราะคิดว่าจะทำให้ภาษามือหายไป

ชัชชาติเสาะหาผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก จนพบแพทย์ที่ศูนย์ผ่าตัดประสาทหูเทียม โรงพยาบาลเด็กในนครซิดนีย์ ออสเตรเลีย ซึ่งผ่าตัดคนไข้มานับพันคน แต่แพทย์ปฏิเสธด้วยเหตุผลยังมีคนไข้ชาวออสเตรเลียที่รอการผ่าตัด เขาต้องบินไปพบแพทย์ 2 รอบ จนสุดท้ายยอมผ่าตัดให้ที่ Cochlear ซึ่งเป็นคลินิกที่ผ่าตัดและฝังอุปกรณ์ประสาทหูเทียมเพื่อช่วยเหลือในเรื่องการได้ยิน

ชัชชาติให้สัมภาษณ์กับ Hello Thailand ปี 2563 ว่า ภายหลังการผ่าตัดของลูกชายในวัย 2 ขวบ เขาเลือกสมัครสอบชิงทุนวิจัยที่ออสเตรเลียเพื่อจะได้สามารถใช้ชีวิตในดินแดนดาวน์อันเตอร์ต่อ และจะได้เข้าร่วมโปรแกรมการฝึกออกเสียงพร้อมกับลูกชาย ซึ่งขณะนั้นเขายังเป็นอาจารย์อยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ทำให้ไม่สามารถลางานเป็นเวลานานได้ และลาออกยังไม่ได้

หลังการผ่าตัด ด.ช. แสนปิติ ชัชชาติไปรับการฝึกจากผู้เชี่ยวชาญสัปดาห์ละ 3 วัน เป็นการฝึกออกเสียง 6 พยางค์ อา อู อี อืม เอส เอช แล้วกลับมาฝึกต่อที่บ้านกับลูกทุกวัน หลังจากนั้น 6 เดือน ด.ช.แสนปิติเริ่มพูดได้

ทว่าเครื่องฝังอุปกรณ์ประสาทหูเทียมเพื่อช่วยเหลือในเรื่องการได้ยินมีความละเอียดไม่เท่าหูคน แยกแยะเสียงสูงต่ำได้ไม่ดี ชัชชาติจึงตัดสินใจเลือกให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษแทนภาษาไทย อีกทั้งความรู้บนโลกใบนี้ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ แล้วมาหัดพูดภาษาไทยในภายหลัง

ในการให้สัมภาษณ์กับ mappa ที่เผยแพร่เมื่อ ก.ย. 2564 เขานิยามสายสัมพันธ์ระหว่างเขากับลูกว่าเป็นแบบ "ตบจูบ" แนววัยรุ่นที่เขาศึกษาจากหนังสือของ นพ. ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ที่บอกว่าเด็กอายุ 0-3 ขวบ ถ้าครอบครัวมีความผูกพันกันจะช่วยดึงลูกไม่ให้เตลิด ยิ่งลูกเราหูหนวก เราไม่สามารถเชื่อมเขาด้วยเสียงได้ เขาไม่ได้ยินอะไร ช่วงผ่าตัดก็ต้องสัมผัสเขาเยอะๆ ต้องอุ้มกอด ใช้ Visual Cue หรือ การใช้ภาพและสีเพื่อสื่อความหมาย ซึ่งการสัมผัสก็ช่วยทดแทนได้ เรื่องความสัมพันธ์มันไม่ได้ซับซ้อน แต่เราต้องให้เวลา ให้ความเอาใจใส่

เขาเลือกวิ่งทุกเช้าวันละ 13 กิโลเมตร ในการดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีเพื่อจะอยู่กับลูกให้นานที่สุด

Facebook/Sanpitti Sittipunt

ที่มาของภาพ, Facebook/Sanpitti Sittipunt

ลูก พูดถึง พ่อ

สองวันหลัง 22 พ.ค. 2565 วันเลือกตั้ง สื่อไทยหลายแห่งถอดความคลิปวิดีโอที่แสนปิติ พูดถึงคุณพ่อเอาไว้ ผ่านการให้สัมภาษณ์ตั้งแต่ปี 2562 กับ Cochlear Southeast Asia เป็นคลินิกที่ให้การรักษา ผ่าตัดและฝังอุปกรณ์ประสาทหูเทียมเพื่อช่วยเหลือในเรื่องการได้ยิน

แสนปิติเล่าว่า หลังจากที่เข้ารับการผ่าตัดแล้ว เขาโตมาเหมือนเด็กอื่นทั่วไป มีความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับสิ่งรอบตัว เขากลายเป็นคนพูดเก่ง และเป็นเด็กที่แอคทีฟมาก เขาชื่นชอบการเล่นกีฬา และพออายุ 14 ปี แสนปิติก็เริ่มเล่น กีฬาคิกบ็อกซิ่ง

แสนปิติพูดถึงพ่อเหมือนเพื่อนสนิทคนหนึ่ง อยู่เคียงข้างและสู้ไปกับเขาในทุก ๆ ช่วงเวลาของชีวิต พ่อไม่เคยยอมแพ้แม้ว่าชีวิตของแสนปิติจะยากลำบากมากแค่ไหน พ่อเป็นทั้งแบบอย่าง เป็นคนที่เขาชื่นชอบ และชื่นชมในความกล้าหาญเสมอ

ส่วนเว็บไซต์ข่าวภาษาอังกฤษ Thai Enquirer เผยแพร่บทความของแสนปิติในหัวข้อว่า A son reflects on his father's electoral victory หรือ ลูกชายขอสะท้อนถึงชัยชนะในการเลือกตั้งของพ่อ เมื่อ 23 พ.ค. มีใจความว่า ที่เล่าถึงเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อ 22 พ.ค. 2557 ที่เขา "จำเรื่องราวทั้งหมดได้เป็นอย่างดี" ขณะยังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมต้น

"ด้วยใจที่จดจ่ออยู่ที่จอโทรทัศน์ พวกเราเห็นประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพมลายไปในอากาศ คล้ายกับว่ามีใครสักคนใช้เล่ห์กลอันโหดร้ายมาเอาไป นักมายากลผู้นั้นมีชื่อว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกขี้โมโห ที่ฉาวโฉ่จากการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง แถลงการณ์ทางโทรทัศน์ของพลเอกประยุทธ์ที่ประกาศว่าเขาได้ทำรัฐประหาร เข้าครองอำนาจไปเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นลางร้ายของสิ่งไม่ดีที่ตามมาที่เกิดขึ้นกับพวกเรา"

แสนปิติ บรรยายว่า ตั้งแต่มีการยึดอำนาจเกิดขึ้น ประเทศไทยได้กลายเป็นประเทศที่แตกต่าง ทว่าไม่กี่ปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้กำเนิดคลื่นลูกใหม่ในระบบการเมืองไทย เราได้เห็นกระแสธารของการเรียกร้องประชาธิปไตย การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ที่ขับเคลื่อนด้วยเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่ไม่พอใจกับการทำงานของรัฐบาล ผลการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. "ได้สอนบทเรียนอันทรงคุณค่ากับพวกเราว่า พวกเราต้องรวมตัวกัน เพื่อเอาชนะความเกลียดชัง พวกเราต้องทำงานร่วมกันเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ และแน่นอนว่าเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง"

สำหรับแสนปิติ การเลือกตั้งครั้งนี้เขา "ได้รับเกียรติและสิทธิพิเศษที่จะเรียกผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ว่าเป็นเพื่อนผู้ทรงคุณค่า ผู้ให้คำปรึกษา และ บางครั้งก็เป็นคู่แข่ง สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผม คือ เขาเป็นพ่อ แต่ เขาก็เป็นคนที่คำนึกถึงประโยชน์สูงสุดของชาวกรุงเทพฯ อยู่ในใจเสมอ สิ่งที่ผมประจักษ์ด้วยสายตาตลอดมาก็คือ เขาเป็นคนที่ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อคนไทย ไม่ว่าจะผ่านชีวิตสาธารณะ หรือชีวิตส่วนตัวก็ตาม"

Facebook/Sanpitti Sittipunt

ที่มาของภาพ, Facebook/Sanpitti Sittipunt