ประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ : นอกจากสกัดอิทธิพลจีน อเมริกาจะใช้เวทีนี้ทำอะไรบ้าง

ไบเดน

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
    • Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษ บีบีซีไทย

แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริการะบุว่าการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษที่จะมีขึ้นระหว่าง 12-13 พ.ค. มีวัตถุประสงค์เพื่อ "ฉลอง 45 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐฯ และเปิดโอกาสให้ผู้นำอาเซียนและสหรัฐฯ ร่วมกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างกัน"

แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเห็นตรงกันว่าจุดประสงค์แท้จริงที่สหรัฐฯ ไม่ได้เขียนไว้ก็คือเพื่อสกัดอิทธิพลจีนในกลุ่มประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน

การประชุมสุดยอดครั้งนี้เป็นหนึ่งในรูปธรรมของสุนทรพจน์ที่นายโจ ไบเดน กล่าวหลังสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือน ม.ค. 2021 ว่า "อเมริกากลับมาแล้ว และพร้อมจะนำพาโลก ไม่ใช่ถอยออกจากประชาคมโลก" ซึ่งเป็นจุดยืนที่ต่างจากนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" ของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่หลายฝ่ายมองว่าทำให้สถานะและอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเวทีโลกถดถอยลง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนไปเข้าร่วมประชุมที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ว่า การประชุมครั้งนี้จะคุยเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 การตั้งกองทุนอาเซียน ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน และความมั่นคงในภูมิภาคอาเซียน โดยหลังการประชุมจะมีการออกแถลงการณ์วิสัยทัศน์ร่วมของผู้นำอาเซียน-สหรัฐฯ

นอกเหนือจากหัวข้อเหล่านี้ที่คาดได้ว่าจะเต็มไปด้วยถ้อยคำสวยหรูแล้ว ยังมีเรื่องอะไรที่อยู่เบื้องหลังการประชุมสุดยอด ซึ่งกัมพูชาในฐานะประธานอาเซียนเรียกว่า "การประชุมครั้งประวัติศาสตร์" อีกบ้าง และใคร จะได้อะไรจากการพบปะกันของประธานาธิบดีไบเดนและผู้นำอาเซียน

President Biden quickly signed executive actions on coronavirus, climate change and racial inequality

ที่มาของภาพ, Reuters

เร่งทำคะแนนกับอาเซียน

สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Institute of Peace—USIP) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิชาการอิสระที่ก่อตั้งโดยรัฐสภาของสหรัฐฯ เผยแพร่บทวิเคราะห์เกี่ยวกับการประชุมสุดยอดครั้งนี้ว่า เป็นความพยายามของนายไบเดนที่จะเร่งกระชับความสัมพันธ์กับอาเซียน เพราะในช่วงปีแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอาเซียนชะงักงันไปจากสถานการณ์โควิด-19 และการรัฐประหารในเมียนมา และการที่ประธานาธิบดีไบเดนจัดประชุมร่วมกับผู้นำอาเซียนท่ามกลางสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังคุกรุ่น แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมากเพียงใด

USIP วิเคราะห์ต่อไปว่าฝั่งอาเซียนเองก็ตระหนักว่าความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และจีนส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อภูมิภาค และถึงแม้สมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศจะมีจุดยืนที่แตกต่างกันไปในเรื่องนี้ แต่ทั้งหมดก็เล็งเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีสหรัฐฯ ไว้เพื่อถ่วงดุลอิทธิพลของจีนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะอาเซียนไม่ต้องการเลือกว่าจะอยู่ข้างสหรัฐฯ หรือจีน

USIP มองว่าอาเซียนต้องการให้สหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกว่าเดิม และอยากให้สหรัฐฯ ช่วยสนับสนุนการรับมือกับปัญหาข้ามพรมแดนอย่างโรคระบาด การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และอาชญากรรมข้ามแดน

สำหรับประเด็นที่สหรัฐฯ จะหยิบยกมาพูดคุยในการประชุมสุดยอดสมัยพิเศษนี้ นอกจากเรื่องความร่วมมือในด้านต่าง ๆ แล้ว USIP คาดว่าสหรัฐฯ จะพูดเรื่องอ่อนไหวอย่างยูเครนและเมียนมาด้วย

กรณียูเครน สหรัฐฯ คงจะชี้ให้ผู้นำอาเซียนเห็นใน 2 ประเด็นคือ การที่รัสเซียรุกรานยูเครนสะท้อนความเปราะบางของกลไกระหว่างประเทศ และตอกย้ำว่าจีนมีท่าทีสนับสนุนการรุกราน ซึ่งตรงกันข้ามกับสหรัฐฯ ที่ยึดมั่นในหลักสากล แต่ก็คาดว่าผู้นำอาเซียนจะฟังอย่างเงียบ ๆ เพราะไม่อยากจะเข้าไปอยู่ท่ามกลางของความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ

สหรัฐฯ น่าจะหยิบเรื่องยูเครน-รัสเซียขึ้นมาโดยอาศัยจังหวะที่มีการพูดถึงเรื่องการเชิญประเทศต่าง ๆ รวมทั้งรัสเซีย เข้าร่วมการประชุม G-20 การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก และการประชุมเอเปคช่วงปลายปีนี้ ที่อินโดนีเซีย กัมพูชาและไทยจะเป็นเจ้าภาพตามลำดับ

ส่วนเรื่องสถานการณ์ในเมียนมา ประธานาธิบดีไบเดนน่าจะเรียกร้องให้อาเซียนเพิ่มความกดดันและโดดเดี่ยวรัฐบาลทหาร ซึ่งหลายประเทศอาเซียนย่อมลังเลที่จะให้ความร่วมมือเพราะอาเซียนยึดหลักการไม่แทรกแซงเรื่องภายในของประเทศสมาชิก

USIP วิเคราะห์ว่าอินโดนีเซีย มาเลเซียและสิงคโปร์อาจจะสนับสนุนสหรัฐฯ มากหน่อยเพราะ 3 ประเทศนี้แสดงความอึดอัดต่อรัฐบาลทหารเมียนมามาระยะหนึ่งแล้ว ส่วนไทย ลาว เวียดนามและกัมพูชานั้นคงจะไม่เอาด้วยกับสหรัฐฯ ในเรื่องนี้

line

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษ 2022

ความคิดของใคร

สหรัฐฯ เป็นฝ่ายเสนอแนวคิดที่จะจัดการประชุมครั้งนี้ช่วงปลายปี 2021 หลังจากที่นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ เมื่อเดือน ต.ค. 2021 หลังจากนั้นนายไบเดนก็ได้ส่งหนังสือถึงผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อแจ้งเจตจำนงที่จะจัดการประชุม มีรายงานว่าเดิมทีจะจัดขึ้นในเดือน มี.ค. 2022 แต่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนขึ้นเสียก่อนจึงเลื่อนมาเป็นวันที่ 12-13 พ.ค. ที่กรุงวอชิงตัน

จัดมาแล้วกี่ครั้ง

การจัดประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกจัดขึ้นในเดือน ก.พ. 2016 ที่เมืองซันนีแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประธานาธิบดีบารัค โอบามาเป็นเจ้าภาพ การประชุมสุดยอดฯ สมัยพิเศษครั้งนั้นมีขึ้นหลังการจัดตั้งประชาคมอาเซียน (Asean Community) และการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียน-สหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ในปี 2015

ใครไปร่วมบ้าง

อาเซียนมีสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ ปัจจุบันกัมพูชาเป็นประธานอาเซียน มีรายงานว่า ผู้นำที่ยืนยันว่าจะเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสุดยอดสมัยพิเศษนี้มี 8 ประเทศ ส่วน 2 ประเทศที่ไม่มีผู้นำเข้าร่วมคือเมียนมาและฟิลิปปินส์ โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐฯ บอกเป็นนัยกับเว็บไซต์ข่าวอิระวดีว่าไม่ได้เชิญผู้นำรัฐบาลทหารของเมียนมาเข้าร่วม เพราะเมียนมาไม่ปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อที่ตกลงไว้กับอาเซียน ส่วนในกรณีของฟิลิปปินส์ อดีตประธานาธิบดีโรดริโก ดูแตร์เต ปฏิเสธคำเชิญของผู้นำสหรัฐฯ เนื่องจากเขากำลังจะลงจากตำแหน่งและฟิลิปปินส์กำลังจะมีประธานาธิบดีคนใหม่

สำหรับไทย พล.อ.ประยุทธ์เดินทางไปร่วมการประชุมครั้งนี้โดยมีนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินทางไปด้วย

คุยกันเรื่องอะไร

ตามวาระอย่างเป็นทางการ การประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อฉลอง 45 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐฯ และเปิดโอกาสให้ผู้นำอาเซียนและสหรัฐฯ ร่วมกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างกันในอนาคต โดยเน้นเรื่องการรับมือและฟื้นตัวจากโควิด-19 ความมั่นคง สาธารณสุข การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาอย่างยั่งยืน ความร่วมมือทางทะเล ห่วงโซ่อุปทาน โครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนามนุษย์ และการเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์

วัคซีนไฟเซอร์จากสหรัฐฯ บริจาคให้ไทย

ที่มาของภาพ, กระทรวงสาธารณสุข

คำบรรยายภาพ, วัคซีนต้านโควิด-19 ของไฟเซอร์ที่สหรัฐฯ บริจาคให้ไทยมาถึงเมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2021

กำหนดการมีอะไรบ้าง

12 พ.ค. ผู้นำรัฐสภาสหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันแก่ผู้นำอาเซียน ก่อนที่ผู้นำอาเซียนจะพบหารือกับผู้แทนนักธุรกิจสหรัฐฯ ณ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ในช่วงบ่าย จากนั้นนายไบเดนจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้นำอาเซียน ณ ทำเนียบขาว และถ่ายภาพหมู่ ซึ่งในกำหนดการของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า "ร่วมถ่ายภาพครอบครัว" (commemorative family photo)

13 พ.ค. รองประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริส เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันผู้นำอาเซียนพร้อมกับหารือเรื่องความร่วมมือทางทะเล ด้านสาธารณสุขและโควิด-19 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างยั่งยืน ก่อนจะปิดท้ายด้วยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างประธานาธิบดีไบเดนกับผู้นำอาเซียนในประเด็นระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งกำหนดการที่เผยแพร่ไม่ได้ระบุว่าเป็นเรื่องอะไร

Biden and Harris

ที่มาของภาพ, Getty Images

ที่น่าสนใจก็คือก่อนเริ่มการหารือในแต่ละหัวข้อ เจ้าภาพจะจัดให้ผู้นำอาเซียนกล่าวเปิดเวที (Asean opening speaker) โดย พล.อ.ประยุทธ์ มีกำหนดจะกล่าวนำในเวทีที่นางแฮร์ริสจะหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเวลา 13.30 น. ของวันที่ 13 พ.ค. ตามเวลาสหรัฐฯ

จะมีการลงนามในข้อตกลงอะไรหรือไม่

ในการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษครั้งแรกที่ซันนีแลนด์ ที่ประชุมได้ออก "ปฏิญญาซันนีแลนด์" (Sunnylands Declaration) ซึ่งเป็นแถลงการณ์ร่วมระบุหลักการสำคัญในการดำเนินความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหรัฐฯ ทั้งหมด 17 ข้อ การประชุมสมัยพิเศษครั้งนี้ก็จะมีรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุมเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 10 พ.ค. คณะรัฐมนตรี (ครม.) ของไทยได้เห็นชอบ "ร่างแถลงการณ์วิสัยทัศน์ร่วมของการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษ" ที่ผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำอาเซียนจะมีการรับรองหลังเสร็จสิ้นการประชุม

มติ ครม. ระบุว่า ร่างแถลงการณ์วิสัยทัศน์ร่วมฯ เป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันระหว่างอาเซียน-สหรัฐฯ ในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันในประเด็นสำคัญ ได้แก่ การต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการฟื้นตัวร่วมกัน การส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้เข้มแข็งกว่าเดิม การส่งเสริมความร่วมมือทางทะเล การเสริมสร้างความเชื่อมโยงระดับประชาชน การส่งเสริมการพัฒนาในอนุภูมิภาค การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและการส่งเสริมนวัตกรรม การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความร่วมมือและประสานงานในประเด็นภูมิภาคและระหว่างประเทศ

มติ ครม. ยังระบุด้วยว่า ร่างแถลงการณ์วิสัยทัศน์ร่วมฯ "ไม่มีถ้อยคำหรือบริบทที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้นจึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นหนังสือตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย"

line

ไบเดนเรียกผู้นำอาเซียนไปฟังเลคเชอร์ ?

ดร.ประพีร์ อภิชาตสกล อาจารย์ด้านอเมริกันศีกษา แห่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อ่านเกมการเมืองระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ผ่านการจัดประชุมสุดยอดสมัยพิเศษครั้งนี้ว่าเป็นไปตามยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของรัฐบาลไบเดนที่ต้องการสกัดอิทธิพลของจีนในอาเซียนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สวนทางกับสหรัฐฯ ที่ห่างเหินจากอาเซียนในยุครัฐบาลทรัมป์

"แม้ไม่ได้พูดชัด แต่ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของทรัมป์กับไบเดนมีเป้าหมายเดียวกันคือ สกัดกั้นการขยายอิทธิพลของจีน แต่สิ่งที่ต่างกันคือทรัมป์ไม่สนใจที่จะดึงภูมิภาคนี้มาเป็นพันธมิตร แต่ไบเดนต้องการสกัดกั้นจีนด้วยการสานต่อและใกล้ชิดกับเอเชียนตะวันออกเฉียงใต้และอาเซียนมากยิ่งขึ้น" ดร.ประพีร์ แห่งภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ กล่าวกับบีบีซีไทย

เธอเห็นว่า ขณะนี้หลายประเทศในอาเซียน รวมทั้งไทย "ไม่ได้มองสหรัฐฯ เหมือนเดิมสักเท่าไหร่" และ "มีความเกรงใจจีนอยู่มาก"

ประธานาธิบดีไบเดนจะฟื้นสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอาเซียนได้สำเร็จในการประชุม 2 วันหรือไม่ ดร.ประพีร์บอกว่าขึ้นอยู่กับว่าสหรัฐฯ จะประกาศความร่วมมือ การสนับสนุน ความช่วยเหลืออาเซียนที่เป็นรูปธรรม จริงใจและจับต้องได้หรือไม่

"กรอบความตกลงอินโด-แปซิฟิกในเรื่องเศรษฐกิจ (ที่รัฐบาลไบเดนประกาศเมื่อ ก.พ. ปีนี้) ไม่มีความตกลงที่ลึกซึ้งชัดเจน ไม่มีคำมั่นสัญญาเรื่องการเปิดตลาด การลงทุน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับข้อเสนอของจีนที่เสนอผลประโยชน์ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม...ต้องจับตาดูว่าสหรัฐฯ จะมีสัญญาอะไรเป็นพิเศษให้กลุ่มอาเซียนหรือเปล่า" ดร.ประพีร์กล่าว

หากไม่มีข้อเสนอที่เป็นประโยชน์กับอาเซียนอย่างชัดเจน ดร.ประพีร์บอกว่าการประชุมสุดยอดครั้งนี้ก็อาจกลายเป็นเพียงเวทีที่ผู้นำสหรัฐฯ เรียกผู้นำอาเซียนไปนั่งฟัง "เลคเชอร์" ที่เขาจะสาธยายยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ และอาจพ่วงด้วยการเลคเชอร์เรื่องประชาธิปไตยและสิ่งที่อาเซียนควรทำในกรณีเมียนมา

ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาตสกล

ที่มาของภาพ, ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาตสกล

คำบรรยายภาพ, ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาตสกล

กษิตวิจารณ์นายกฯ "เหมือนไปมือเปล่า"

นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและอดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับการประชุมที่นายไบเดนเป็นเจ้าภาพ เพราะเห็นว่าการประชุมสุดยอดเป็นเรื่องปกติและอาเซียนก็ไม่ได้มีการประชุมสุดยอดกับผู้นำสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นอาเซียนก็อยู่ในจุดที่ต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่า "ท่ามกลางการแข่งขันกันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน อาเซียนจะยืนอยู่ตรงไหน จะเข้ากับฝ่ายสหรัฐฯ จีนหรือเป็นกลาง"

สิ่งที่ทำให้นายกษิตกังวล ไม่ใช่ทางเลือกของอาเซียน แต่เป็นเพราะเขายังไม่เห็นว่าผู้นำอาเซียนมีการหารือกันอย่างจริงจังในเรื่องนี้เลย

"เท่าที่เห็นตอนนี้ ยังไม่มีอะไรปรากฏออกมาชัดเจนว่ารัฐมนตรีต่างประเทศหรือผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนได้เตรียมการและมีท่าทีร่วมกันในเรื่องนี้อย่างไร...ควรจะมีการหารือกันเสียก่อนว่าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ อาเซียนควรจะวางตัวยังไง" นายกษิตกล่าวและมองว่าเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะอาเซียนขาดผู้นำที่ดีและไม่ได้มีความใกล้ชิดกันเหมือนในอดีต

"ผมรู้สึกว่าการที่ผู้นำอาเซียนบินไปประชุมครั้งนี้ ไม่ค่อยจะมีการเตรียมตัวให้เป็นกิจลักษณะ และคงจะไม่มีคำตอบต่อคำถามต่าง ๆ ของประธานาธิบดีไบเดน"

ส่วนนายกฯ ของไทยที่เดินทางไปร่วมประชุมด้วยนั้น นายกษิตวิจารณ์ว่าดูเหมือนไม่ได้เตรียมการว่าจะไปเสนออะไรให้สหรัฐฯ ดำเนินการเพื่อประโยชน์ต่อไทยและอาเซียน อีกทั้งไม่เห็นว่ามีการหารือกับภาคส่วนต่าง ๆ ว่าไทยควรเสนออะไรในที่ประชุมนี้ จนเหมือนกับว่า "ประยุทธ์บินไปอเมริกามือเปล่า"

"ถ้าผมเป็นนายกฯ หรือเป็น รมว.ต่างประเทศ ผมก็ต้องพูดให้ชัดว่าต้องการให้สหรัฐฯ ช่วยเรื่องอะไร ต้องเอาประโยชน์จากอเมริกาให้มากที่สุด เช่น เรื่องพลังงาน สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ส่งออกน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติมากที่สุด สหรัฐฯ จะช่วยไทยด้วยการขายเชื้อเพลิงในราคามิตรภาพได้หรือไม่" นายกษิตกล่าวพร้อมกับออกตัวว่า นายกฯ และทีมงานอาจจะมีการเตรียมประเด็นไว้ก็ได้ เพียงแต่ไม่ได้บอกต่อสาธารณะ

ภาพแคปหน้าจอเฟซบุ๊ก ตอนกษิต ภิรมย์ พูดในงาานเสวนาของ FCCT

ที่มาของภาพ, FCCT/FACEBOOK

คำบรรยายภาพ, นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ เคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำรัสเซียนาน 3 ปี

นายกษิตมีความเห็นสอดคล้องกับ ดร.ประพีร์ว่า การประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษนี้จะเกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อทั้งสองฝ่ายได้ ก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ มีข้อเสนอด้านความช่วยเหลือและความร่วมมือในด้านต่าง ๆ อย่างชัดเจนเพื่อให้เห็นว่า "สหรัฐฯ มีอะไรที่ดีกว่าจีน" ขณะเดียวกันอาเซียนก็ต้องมีข้อเสนอที่ชัดเจนว่าต้องการให้สหรัฐฯ สนับสนุนในด้านไหน อย่างไร

ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ ไทยเองก็ต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยความ "ประณีต" เช่นกัน ซึ่งสำหรับอดีตนักการทูตอย่างเขาแล้ว นายกษิตบอกว่ารัฐบาลต้องยึดหลักที่ว่า "เราจะทำอะไรกับจีนหรือสหรัฐฯ จะต้องไม่สร้างความกังวลให้อีกฝ่ายหนึ่ง"

"อะไรที่ทำกับสหรัฐฯ แล้วเป็นประโยชน์ต่อไทยก็ทำไป อะไรที่ทำกับจีนแล้วเป็นประโยชน์ต่อไทยก็ทำไป และเมื่อเราทำอะไรกับจีน เราก็บอกสหรัฐฯ ไม่มีอะไรปิดบัง เราทำอะไรกับสหรัฐฯ เราก็บอกกับจีน นั่นคือฝีมือทางการทูต" นายกษิตกล่าว