นักวิเคราะห์ลุ้น 3 เส้นทางยุทธศาสตร์ ชี้รัสเซียอาจใช้ยกทัพบุกยูเครนในเร็ววันนี้

ภาพกราฟิกรถถัง

แม้จนถึงขณะนี้รัสเซียจะยังคงยืนกรานว่าไม่มีแผนบุกยูเครน แต่สหรัฐฯ กลับย้ำเตือนชาวโลกว่า รัสเซียอาจลงมือโจมตียูเครนได้ทุกขณะ โดยล่าสุดนายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ของสหราชอาณาจักรก็ออกมาเผยว่า รัสเซียกำลังเตรียมการครั้งใหญ่ เพื่อให้กองกำลังที่วางไว้เกือบ 190,000 คน บริเวณแนวชายแดน พร้อมบุกได้ในทันทีที่มีคำสั่ง

อย่างไรก็ตามฝ่ายตั้งรับซึ่งก็คือยูเครนนั้น ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ารัสเซียจะบุกเข้ามาทางไหนกันแน่ แต่บรรดานักวิเคราะห์ต่างชี้ว่า มีเส้นทางยุทธศาสตร์สายหลักที่มีความเป็นไปได้สูงอยู่ 3 เส้นทางด้วยกัน

เบลารุสและชายแดนทิศเหนือ

ไมเคิล คอฟแมน นักวิเคราะห์จากองค์กรวิจัย CNA ที่อยู่ในสหรัฐฯ มองว่า หากเป้าหมายของรัสเซียคือการโค่นล้มรัฐบาลยูเครนชุดปัจจุบันอย่างถอนรากถอนโคน การโจมตีจากทิศเหนือของยูเครนโดยยกทัพข้ามพรมแดนมาจากประเทศเบลารุส แล้วมุ่งเข้าโจมตีกรุงเคียฟที่อยู่ไม่ไกลแนวพรมแดนเท่าใดนัก ถือเป็นทางเลือกที่มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว

ขณะนี้รัสเซียมีกำลังพล 30,000 นายอยู่ในเบลารุส โดยทั้งหมดอยู่ระหว่างการซ้อมรบร่วมซึ่งใช้อาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมาก เช่นขีปนาวุธพิสัยใกล้อิสกันเดอร์ (Iskander) เครื่องยิงจรวด รวมทั้งเครื่องบินขับไล่ Su-35 และเครื่องบินรบโจมตีภาคพื้นดิน Su-25 อีกด้วย

แผนที่

เมื่อวานนี้ (20 ก.พ.) นายกรัฐมนตรีอังกฤษบอกว่าได้เห็นรายงานข่าวกรอง ซึ่งชี้ว่ารัสเซียจะบุกเข้ายูเครนทางพรมแดนทิศเหนือด้านที่ติดกับเบลารุส หลังจากนั้นรัสเซียก็จะเข้าปิดล้อมกรุงเคียฟเพื่อโค่นล้มรัฐบาลยูเครนต่อไป โดยผู้นำอังกฤษเน้นว่านี่คือแผนการทำสงครามครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคยุโรป นับแต่ปี 1945 เป็นต้นมา

คอฟแมนบอกว่า รัสเซียอาจเคลื่อนกำลังพลทั้งหมดจากกองทัพภาคที่ 41 ของตน ซึ่งประจำการรออยู่ที่แนวพรมแดนเรียบร้อยแล้ว ส่วนนายเซท โจนส์ นักวิเคราะห์จากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศ (CSIS) ของสหรัฐฯ บอกว่ารัสเซียอาจเคลื่อนพลจากเมืองเทรบรอตเนอ (Troebrotno) และเมืองนอวาย ยูร์คอวิชี (Novye Yurkovichi) ซึ่งเป็นเมืองชายแดนที่ติดกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน

แต่อย่างไรก็ตาม การบุกกรุงเคียฟจากแนวพรมแดนด้านประเทศเบลารุสนั้นมีข้อดี เนื่องจากสามารถหลีกเลี่ยงเส้นทางที่จะต้องผ่านเขตห้ามเข้ารอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลได้

เครื่องบินรบ

ที่มาของภาพ, RUSSIAN DEFENCE MINISTRY

เส้นทางผ่านคาบสมุทรไครเมีย

เบ็น บาร์รี นักวิเคราะห์จากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ (IISS) ของสหราชอาณาจักร มองว่ารัสเซียจะบุกยูเครนด้วยเส้นทางผ่านคาบสมุทรไครเมีย "อย่างแน่นอนเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์"

สงครามภาคพื้นดินในเส้นทางนี้ จะประกอบไปด้วยขบวนยานยนต์หุ้มเกราะที่ขับเคลื่อนอย่างทรงพลัง รวมทั้งเหล่าทหารปืนใหญ่ที่คอยให้การสนับสนุนคุ้มกันอย่างแน่นหนา เพื่อรุกเข้าสู่ดินแดนยูเครนด้านในอย่างรวดเร็ว

การที่รัสเซียบุกเข้ากรุงเคียฟจากคาบสมุทรไครเมียนั้นมีข้อดี เนื่องจากสามารถหลีกเลี่ยงการปะทะกับกองกำลังยูเครนส่วนใหญ่ ซึ่งประจำการที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเนียเปอร์ (Dnieper) ทั้งยังทำให้กองกำลังยูเครนส่วนนี้ไม่อาจเคลื่อนที่ไปไหนได้

หากรัสเซียบุกยูเครนจากคาบสมุทรไครเมีย โดยแยกการเดินทัพเป็น 3 สายไปทางเหนือ ตะวันตก และตะวันออก จะส่งผลให้กองกำลังยูเครนที่ตั้งรับอยู่ในประเทศถูกปิดล้อมไว้แทบทุกด้าน โดยรัสเซียอาจพยายามยึดเมืองเคอร์ซอน (Kherson) และเมืองโอเดซา (Odesa)ในเส้นทางเดินทัพสายตะวันตก รวมทั้งเมืองมายลิโทปอล (Melitopol) และเมืองมาริยูปอล (Mariupol) ในเส้นทางเดินทัพสายตะวันออก เพื่อสร้างสะพานแผ่นดินหรือแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นเส้นทางบนบกที่เชื่อมต่อคาบสมุทรไครเมียเข้ากับเขตแดนที่กลุ่มกบฏนิยมรัสเซียยึดครองอยู่

การบุกยูเครนจากคาบสมุทรไครเมีย อาจใช้กองทัพเรือของรัสเซียซึ่งประจำการอยู่ในทะเลดำด้วย โดยเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่สามารถส่งอาวุธ กำลังทหาร รวมทั้งยานยนต์หุ้มเกราะและรถถังประจัญบานหลัก ให้บุกตะลุยเข้าสู่เขตแดนของยูเครนได้อย่างง่ายดาย

แผนที่

บุกโจมตีจากทางตะวันออก

กลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนในยูเครนที่รัสเซียคอยหนุนหลังนั้น สามารถยึดครองพื้นที่ขนาดใหญ่ในสองภูมิภาคหลักคือลูฮันส์ (Luhansk) และโดเนตส์ (Donetsk) เอาไว้ได้ตั้งแต่ปี 2014 นักวิเคราะห์คาดว่ากองกำลังกบฏที่มีอยู่อย่างน้อย 15,000 คนนี้ จะช่วยเป็นกองหนุนจนทำให้กองทัพรัสเซียรุกคืบไปถึงเมืองหลวงของยูเครนได้

นอกจากกลุ่มกบฏแล้ว รัสเซียยังมีกำลังพลราว 10,000 นาย ซึ่งประจำการถาวรอยู่ในภูมิภาครอสตอฟ (Rostov) บริเวณชายแดนฝั่งตรงข้ามกับเขตยึดครองของกลุ่มกบฏ ล่าสุดยังมีการเสริมกำลังตรงจุดนี้โดยฝ่ายรัสเซียอย่างต่อเนื่องด้วย

หากรัสเซียจะยกทัพเข้ามาทางพรมแดนฝั่งตะวันออกของยูเครนแล้ว อาจมีการเคลื่อนพลที่แยกย่อยไปได้ในหลายเส้นทาง เช่นมุ่งสู่คาบสมุทรไครเมียจากภูมิภาครอสตอฟ เพื่อสร้างสะพานแผ่นดินเชื่อมต่อกับเขตยึดครองของกลุ่มกบฏ หรือเคลื่อนพลจากเมืองเบลโกรอด (Belgorod) ในเขตแดนรัสเซีย มายังเมืองคาร์คิฟ (Kharkiv) ของยูเครน และเดินทัพต่อไปสู่เมืองเครเมนชุก (Kremenchuk) ตรงใจกลางประเทศ

แผนที่

อย่างไรก็ตาม การบุกโจมตีทางพรมแดนทิศตะวันออกอาจมีขึ้น เพียงเพื่อปกป้องคนของรัสเซียที่อยู่ในเขตยึดครองของกลุ่มกบฏเท่านั้น นักวิเคราะห์บางคนอย่างเช่นบาร์รีมองว่า การโจมตีอย่างมีขอบเขตจำกัดที่อาจเกิดขึ้นในกรณีนี้ จะรวมถึงการทิ้งระเบิดทำลายระบบต่อต้านอากาศยาน และทำลายโครงสร้างพื้นฐานประจำศูนย์บัญชาการสำคัญของกองทัพยูเครนในเมืองอื่น ๆ ด้วย

โดยภาพรวมแล้วนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า มีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะบุกในหลายเส้นทางพร้อมกัน รวมทั้งอาจใช้การโจมตีทางไซเบอร์ สงครามข่าวปลอม และการระดมยิงขีปนาวุธต่าง ๆ ควบคู่กันไปด้วย อย่างน้อยที่สุดรัสเซียก็คงจะลงมือโจมตีทางไซเบอร์ เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ของยูเครนเป็นอัมพาต โดยไม่ต้องเข้ายึดครองดินแดนโดยตรง

คอฟแมนบอกว่าในท้ายที่สุดแล้ว รัสเซียจะเลือกใช้การโจมตียูเครนแบบไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ทางการเมืองของรัสเซียเอง ซึ่งยากที่จะมีผู้ใดล่วงรู้ได้