ค้ามนุษย์ : นายกฯ โต้อดีตหัวหน้าชุดจับคดีค้ามนุษย์โรฮิงญาลี้ภัย ไม่ผิดก็กลับมา ไม่มีใครทำอะไรได้

ที่มาของภาพ, Thaigov
นายกฯ ยืนยันรัฐบาลแก้ปัญหาค้ามนุษย์ดีขึ้นต่อเนื่อง ตอบสื่อกรณีอดีตหัวหน้าทีมสืบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮิงญาลี้ภัยไปออสเตรเลีย ไม่ผิดก็กลับมา ไม่มีใครทำอะไรได้
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ภายหลังมีการอภิปรายเรื่องขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา ของนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์การค้ามนุษย์ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งใดที่ผ่านมาแล้วในอดีต ก็เป็นเรื่องของอดีตก็ได้มีการชี้แจงออกมาแล้ว บางเรื่องก็เป็นประเด็นที่ผ่านมาแล้ว และผ่านมันได้ด้วยระเบียบและกฎหมายต่าง ๆ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงประเด็นการทุจริต ที่อาจจะมองว่าคะแนนของไทยนั้นตกต่ำลง ขอให้ไปดูในรายละเอียด มีอยู่ 7 กลุ่มงาน ส่วนหนึ่งได้เท่าเดิม ส่วนหนึ่งลดลง แต่ส่วนที่เพิ่มมากขึ้นเป็นที่น่าพอใจคือการบริหารงานของภาครัฐ นี่คือผลงานของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา ขออย่าไปดูเฉพาะเรื่องที่ไม่ดีอย่างเดียว
ส่วนกรณี พล.ต.ต. ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตหัวหน้าทีมสืบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮิงญาที่ทำคดีเมื่อปี 2558 ลี้ภัยไปออสเตรเลีย นายกฯ ย้อนถามสื่อว่า เขามีคดีอะไรหรือ ส่วนที่ พล.ต.ต.ปวีณ ออกมาระบุว่าต้องลี้ภัยไปอยู่ออสเตรเลียเนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรม เรื่องการแต่งตั้งตำแหน่ง ก็ขอให้ไปร้องทุกข์ตามช่องทาง
"เขามีคดีอะไรหรือ... ก็ไปร้องทุกข์มา ผมไม่ได้เขาออกไปไม่ใช่หรือ เขาออกไปเองไม่ใช่หรือ ใครจะไปทำอะไรเขาได้ บ้านเมืองมีขื่อมีแป มีกฎหมายอยู่" พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว
นายกฯ กล่าวด้วยว่า กรณีนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ชี้แจงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอให้ผู้สื่อข่าวไปย้อนดู อย่าฟังช่องทางใดช่องทางเดียวแล้วก็ขัดแย้งกันไม่เลิก พร้อมยืนยันว่าไม่ปกป้องใครที่กระทำความผิดเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ เมื่อมีการกล่าวอ้างแล้วไม่เปิดชื่อใครก็อ้างได้ สังคมต้องคิดให้มีหลักเกณฑ์ หลักฐาน จะทำอะไรก็ต้องมีหลักฐาน ขอให้กลับมาจะฟ้องร้องใครก็ฟ้องร้องไป กระบวนการก็ตัดสินไป แต่ถ้าฟ้องมาแล้วไม่ใช่ก็คงฟ้องกลับ

ที่มาของภาพ, รัฐสภา
นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายเรื่องขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา ซึ่งมี พล.ต.ต. ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เป็นอดีตหัวหน้าชุดทำคดีเมื่อปี 2558 จนสามารถเปิดโปงผู้ร่วมขบวนการได้ ซึ่งมีตั้งแต่นักการเมืองท้องถิ่น ตำรวจ ทหาร โดยเฉพาะ พล.ท. มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก จำเลยสำคัญในคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา
นายรังสิมนต์ระบุว่า มีความพยายาม "ใช้เส้นสายพวกพ้องเพื่อต้องการช่วยเหลือ พล.ท. มนัสให้ได้รับการประกันตัว" และมีแรงกดดันไปยัง พล.ต.ต. ปวีณในการทำสำนวนคดี ต่อมาวันที่ 21 ต.ค. 2558 มีคำสั่งย้าย พล.ต.ต. ปวีณไปไปรักษาราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์หนาแน่น และเป็นพื้นที่เสี่ยงที่กลุ่มผู้เสียผลประโยชน์จะเอาคืน สุดท้ายนายตำรวจรายนี้จึงต้องขอลี้ภัยไปอยู่ประเทศออสเตรเลีย
พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกมาชี้แจงถึงกรณีที่มีการอภิปรายประเด็นการปราบปรามจับกุมคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาเมื่อปี 2558 ในทางที่ไร้ประสิทธิภาพ ไม่มีการปฏิบัติที่เป็นธรรม ว่า คดีค้ามนุษย์โรฮิงญา พื้นที่ สภ.ปาดังเบซาร์ จ.สงขลา เมื่อเดือน พ.ค. 58 พนักงานสอบสวนได้ขอให้ศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้จำนวน 155 ราย จับกุมตัวได้แล้วจำนวน 120 ราย เสียชีวิตจำนวน 2 ราย และหลบหนี อยู่ระหว่างติดตามจับกุมเพิ่มเติมจำนวน 33 คน
ส่วนของผู้ต้องหาที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีแล้ว ศาลอาญาและศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไปแล้วหลายราย ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา
พล.ต.ต.ยิ่งยศ กล่าวด้วยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ทุกรายโดยไม่มีละเว้น
สำหรับนโยบายการปราบปรามจับกุมการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีผลการจับกุมและดำเนินคดีในปี 2564 จำนวน 182 คดี และปี 2565 จำนวน 11 คดี









