หุ่นละครเล็ก: ภารกิจทุ่มใจเพื่อสืบสานมรดกไทยของ เด่น หาเลิศ
- Author, แพรวรดา บุญชู & ภานุพงศ์ ช่างฉาย
- Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษและผู้สื่อข่าววิดีโอ บีบีซีไทย
ภายในศาลาขะมุกขะมอมของวัดบางพูดใน จ. นนทบุรี เด็กเล็กทั้งชายและหญิงส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวขณะกำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ส่วนรุ่นพี่ที่อายุมากกว่าเล็กน้อยก็จับกลุ่มนั่งคุยกันอย่างออกรส
หุ่นกว่าสิบตัวตั้งแต่ฤๅษี ลิง ยักษ์ และมนุษย์ ยืนเรียงรายอยู่บนเวที ส่วนรอบห้องก็แน่นขนัดไปด้วยอุปกรณ์ประกอบฉาก เช่น ก้อนหิน ต้นไม้ และภูเขา เมื่อมองอย่างผิวเผิน ที่นี่อาจดูเหมือนโรงเรียนสอนนาฏศิลป์ปอน ๆ ทั่วไป
แต่ความจริงแล้ว ทุกสิ่งในศาลาวัดหลังนี้ คือ "นาฏยบางกอก" ชมรมหุ่นละครเล็กระดับเยาวชน ที่เพิ่งคว้าถ้วยรางวัลชนะเลิศถึงสองรายการกลับมาจากเทศกาลประกวดหุ่นระดับโลกที่รัสเซียเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
"World Puppet Carnival"
"ถ้าจะให้โลกรู้จักเรา เราต้องไปแนะนำตัวกับโลก" เด่น หาเลิศ ผู้ก่อตั้งชมรมนาฏยบางกอก และควบตำแหน่งครูผู้สอน เล่าด้วยเสียงเด็ดเดี่ยวถึงการเดินทางจากประเทศไทยไปยังเมืองเยกาแทรินบูรก์ ประเทศรัสเซีย เพื่อเข้าร่วมงานเทศกาลหุ่นระดับโลกที่จัดมาแล้วกว่าหนึ่งทศวรรษในชื่อ "World Puppet Carnival" ระหว่างวันที่ 12 - 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, PAnupong changchai/bbc thai
ภายในงานประกอบด้วยขบวนพาเหรด และการจัดประกวดการแสดงหุ่นด้วยผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 600 ทีม จาก 30 กว่าประเทศทั่วโลก เช่น เวียดนาม ญี่ปุ่น และไอร์แลนด์ เป็นต้น
ชมรมนาฏยบางกอกซึ่งเป็นผู้ผ่านเข้ารอบคัดเลือก 50 ทีมสุดท้าย เป็นทีมระดับเยาวชนหนึ่งเดียวในการแข่งขัน สามารถฝ่าฟันจนคว้ารางวัลชนะเลิศการแสดงศิลปวัฒนธรรมยอดเยี่ยมที่สุดในโลก และรางวัลขวัญใจมหาชน มาครอบครองได้สำเร็จด้วยการแสดงชุด "หนึ่งในโลกา ภาค 2"
การแสดงแฝงความรู้เรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมจากโครงการในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และต่อยอดมาจากการแสดงชุด "หนึ่งในโลกา" ที่เคยได้รับรางวัลชนะเลิศจากเวทีเดียวกันมาแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2559 ที่ประเทศโปแลนด์ ดังนั้น จึงอาจเรียกได้ว่า ชมรมนาฏยบางกอกกลับมาทวงตำแหน่งแชมป์สำเร็จอีกครั้งหนึ่ง
"เรารู้ว่าของเราพิเศษ บท การนำเสนอ เราทำเอง แต่งเองทั้งหมด เอาเรื่องราวยุคปัจจุบันมาประยุกต์ เช่น อสูรมีพลังมันนี (money) เป็นพลังเงินที่สามารถเสกให้คนอื่นเป็นพวกได้ และยังมีหุ่นรูปแบบใหม่ขนาด 2 เมตร ที่ต้องใช้คนเชิดถึง 8 คนแต่เรายังคงมีกลิ่นของความเป็นไทย" ครูเด่นของลูกศิษย์รุ่นจิ๋วทั้งหลายกล่าวกับบีบีซีไทย ที่วัดบางพูดใน จ.นนทบุรี

ที่มาของภาพ, PAnupong changchai/bbc thai
"พระราชดำรัสของท่าน [รัชกาลที่ 9] ที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก เราก็อัญเชิญเข้ามาในการแสดงด้วย ซึ่งสิ่งนี้มีค่ามากกว่าเฉพาะให้คนไทยได้รับรู้ แต่มันสามารถพูดได้ทั่วโลก"
ครูเด่นยังเล่าถึงช่วงเวลาน่าประทับใจในการแสดงของเด็ก ๆ "ฝรั่งถ้าเขาเฟล (ผิดหวัง) เขาจะเฟลไปเลยนะ เขาจะไม่ค่อยมาดู แต่นี่ฝนตกเขาก็กางร่มดู เขาชอบเราจริง... หลังจากจบการแสดง เขาขอดูหุ่น ขอดูหน่อย ขอถ่ายรูปหน่อย แล้วก็ปรบมือให้นานมากเป็นสิบนาที เขาให้เกียรติเรามาก นั่นแหละครับ ความภูมิใจ เราเอาธงชาติไทยไปแขวนที่รัสเซียได้แล้ว"
เส้นทาง... ขวากหนาม ก่อนเส้นชัย
ทว่าหนทางของ "แชมป์" ไม่เคยง่ายดาย ครูเด่นผู้ร่วมหัวจมท้ายกับชมรมหุ่นละครเล็กแห่งนี้มาตั้งแต่ต้น เคยเป็นสมาชิกคณะหุ่นละครเล็กโจหลุยส์ ที่สวนลุมไนท์บาซาร์ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง กลุ่มผู้ชุมนุมปิดล้อมบริเวณนั้นนานกว่าสองเดือน จึงทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวหดหาย และสุดท้ายคณะหุ่นละครเล็กแห่งนี้ก็ต้องปิดตัวลงไปเมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2553
ต่อมา ครูเด่นเริ่มเปิดบ้านของตัวเองให้กลายเป็นโรงเรียนสอนเชิดหุ่นละครเล็ก เด็ก ๆ จำนวนมากหลั่งไหลกันเข้ามาตามคำชักชวนและการบอกเล่าปากต่อปาก แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ครูเด่นไม่คิดเงินค่าวิชา เขาดำรงชีพด้วยการเป็นคุณครูพิเศษรับสอนนาฏศิลป์ตามโรงเรียนต่าง ๆ แทน

ที่มาของภาพ, PAnupong changchai/bbc thai
นานวันเข้า พื้นที่หน้าบ้านหลังเล็ก ๆ ใน จ.นนทบุรี ของครูเด่นเริ่มแน่นขนัดขึ้น จนบางทีก็อาจจะมากเกินไป เจ้าอาวาสวัดบางพูดใน วัดเก่าแก่อายุเกือบ 200 ปี ในละแวกนั้น จึงอนุญาตให้ชมรมนาฏยบางกอกใช้ศาลาหลังใหญ่ภายในวัดเป็นโรงเรียนฝึกซ้อมการเชิดหุ่นละครเล็กแทน ปัจจุบัน ที่แห่งนี้รองรับฝ่าเท้าน้อยของเด็กชายและเด็กหญิง อายุตั้งแต่ 4 - 12 ปี กว่า 80 คน ที่ทั้งซอยเท้าและร่ายรำ รวมถึงเต้นเสาและถีบเหลี่ยม อันเป็นการฝึกหัดท่าโขนเบื้องต้นเพื่อเสริมพื้นฐานของการเชิดหุ่นละครเล็ก อีกทั้งหลายคราวก็เป็นทั้งสนามเด็กเล่นให้สมาชิกชมรมตัวเล็กตัวน้อยวิ่งไล่จับกัน และยังเป็นห้องเรียนสอนประสบการณ์ชีวิตอีกด้วย
"ทุกวันนี้เราทำเพราะเรามีความสุข เราอยากให้ลูกหลานมีความสุข ทุกสิ่งทุกอย่างเราแฝงการใช้ชีวิตของเขา เวลาอยู่ด้วยกัน แม้คุณจะ [อายุ] สี่ขวบ ผมไม่รู้หรอก แต่คุณต้องล้างจานเอง คุณต้องทำกับข้าวเอง ฝึกวิธีการเอาตัวรอดและการใช้ชีวิต" ครูเด่นที่ปัจจุบันอายุ 38 ปี บอกกับบีบีซีไทย
"จริง ๆ แล้วพ่อแม่ทุกคนไม่หวังอยากให้ลูกได้เกรดสี่หรืออะไรหรอก เขาหวังแค่ว่าพอตายไปแล้ว ลูกจะใช้ชีวิตอยู่ได้ยังไง ถ้าเราเป็นคนหนึ่งที่ช่วยเด็ก ๆ ได้คนสองคน เราก็ดีใจแล้ว เด็กหนึ่งพันคนเข้าใจเราหนึ่งคนก็พอแล้ว คุ้ม" เขาปิดท้ายด้วยรอยยิ้มกว้างทั้งบนมุมปากและในแววตา

ที่มาของภาพ, PAnupong changchai/bbc thai
นอกจากนี้ เคล็ดลับสำคัญของครูเด่นในการมัดใจเด็กให้หลงใหลในศิลปวัฒนธรรมไทย คือ การแต่งบทละครให้ทันสมัยและเข้าใจง่าย เช่น ใช้คำว่าพระอาทิตย์แทนคำศัพท์ระดับสูงอย่างพระทินกร รวมถึงใส่ภาษาวัยรุ่นคำว่า "หัวร้อน" ซึ่งหมายถึงโมโหโทโส ยิ่งไปกว่านั้น ยังเคยจับ "หน้ากากทุเรียน" ตัวละครขวัญใจผู้คนจากรายการร้องเพลงยอดนิยมเข้ามาโลดแล่นในการแสดงร่วมกับบรรดามนุษย์ ลิง และยักษ์ด้วย
"ศิลปวัฒนธรรมไม่มีผิดไม่มีถูก ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเอามาใช้อย่างไรให้มีความสวยงามแค่นั้นเอง" ครูเด่นให้มุมมอง
"พลังมันนี"
อย่างไรก็ตาม แค่เพียงอุดมการณ์ที่แน่วแน่คงไม่พอ เมื่อการเดินทางไปยังประเทศรัสเซียเพื่อเข้าร่วมเทศกาลประกวดหุ่นระดับโลกครั้งล่าสุดนี้จำเป็นต้องเอาชนะ "พลังมันนี" อันยิ่งใหญ่กว่า 3 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นค่าสร้างอุปกรณ์ประกอบฉาก ค่าตั๋วสำหรับสมาชิกชมรมที่ร่วมการแสดง 50 คน ค่าอาหารและที่พักระยะเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์ ครูเด่นในฐานะผู้นำเรือใหญ่ลำนี้จึงตัดสินใจขายรถและที่ดินจำนวน 5 ไร่ของตัวเอง รวมทั้งยังร่วมกับผู้จัดการคนอื่นในชมรมนาฏยบางกอก กู้เงินจำนวนมากมาสมทบค่าใช้จ่ายครั้งนี้ด้วย เมื่อนำมารวมกับงบช่วยเหลือจำนวน 200,000 บาท จากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม และเงินสนับสนุนจากองค์กรอื่น ๆ แล้ว สุดท้ายครูเด่นก็สามารถพาเรือลำนี้ฝ่ามรสุมไปคว้าชัยชนะกลับมาจนได้
"ฉากบางฉาก เราก็ต้องทิ้งไว้ที่นู่น [รัสเซีย] เพราะไม่มีเงินเอากลับ" ครูเด่นเล่าถึงมาตรการรัดเข็มขัดที่จำใจต้องใช้กับการประกวดหุ่นโลกครั้งล่าสุด "เราขนไปทั้งหมด 16 กล่อง เอากลับมาได้ 9 ทิ้งไป 7 ฉากดี ๆ ทั้งนั้นเลย เพราะมันไม่คุ้มไง กิโลกรัมหนึ่งราคาตั้ง 1,200 บาท พอคูณไปคูณมากับน้ำหนักกว่า 200 กิโลกรัม โห เงินเป็นแสนเลย [240,000 บาท] ก็ต้องตัดใจทิ้ง น้ำตาไหลเดินขึ้นเครื่องกลับบ้าน"
อนาคต?
"เอาความจริงใช่มั้ย หลังจากนี้กำลังหาตังค์มาใช้หนี้อยู่" ครูเด่นบอกและหัวเราะเสียงดังเมื่อคิดถึงแผนการในอนาคต
"ก็จะซ้อมกับเด็ก ๆ ต่อไป แล้วก็อยากทำโรดโชว์ เอาคำสอนที่แฝงในการแสดงให้เด็กด้อยโอกาสได้เห็น เช่น บ้านเขาอยู่ในป่าเลย เด็กสมัยนี้บางทีเกิดไม่ทันของดี ๆ หน้าที่ของเราแหละที่จะต้องเผยแพร่ออกไป อย่างที่บอก พันคนเข้าใจคนหนึ่งเราก็ดีใจแล้ว ถือว่าคุ้มค่าแล้ว และถ้ามีโอกาสก็อยากจะไปเผยแพร่ที่ต่างประเทศอีก"

ที่มาของภาพ, PAnupong changchai/bbc thai
ปัจจุบัน ครูเด่นกำลังทำตามแผนดังกล่าว แต่แค่เพียง 2 อย่างเท่านั้น คือ ฝึกสอนการเชิดหุ่นละครเล็กให้กับเด็ก ๆ ในชมรมที่วัดบางพูดในต่อไป อีกประการ คือ ชดใช้หนี้ โดยการประกาศขายหัวโขน รวมทั้งหุ่นละครเล็กบางส่วน ซึ่งล้วนมีชีวิตขึ้นมาได้จากน้ำพักน้ำแรงของสมาชิกในชมรม
แล้วไม่เป็นไรหรอกหรือความยากลำบากถึงเพียงนี้ ครูเด่นตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ถึงจะเป็นหนี้ แต่ถ้ารับงาน [แสดง] ก็ยังไปหาเงินมาใช้คืนได้ ลำบากก็คือลำบาก มนุษย์คนไหนไม่ลำบากบ้าง มันเป็นเรื่องปกติ แต่ว่าความสุขที่แท้จริงคือการได้เห็นเด็ก ๆ ขึ้นเวที แต่เราไม่ได้หวังให้พวกเขามาอยู่กับศิลปวัฒนธรรมตรงนี้หรอก สักวันหนึ่งเขาก็ต้องเรียนจบไปเป็นหัวหน้า หรือไปเป็นรัฐมนตรี แต่อย่างน้อย เขาจะหันกลับมองมาว่า เฮ้ย ครั้งหนึ่งเราเคยเรียน ต้องช่วยกันสนับสนุน - พอแล้ว แค่นี้ศิลปวัฒนธรรมไทยก็จะไม่หายไปแล้ว"










