ทรัมป์พบประยุทธ์: นักวิชาการไทยชี้เศรษฐกิจอเมริกามาก่อนประชาธิปไตย

ประยุทธ์ และทรัมป์

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ไม่เปลี่ยนโรดแมป โดยในปีหน้าพร้อมประกาศวันเลือกตั้ง ขณะที่บรรดานักวิชาการ และนักสิทธิมนุษยชนวิจารณ์ว่าสหรัฐฯ เน้นการค้ามาก่อน ประชาธิปไตยไว้ทีหลัง

พล.อ.ประยุทธ์และคณะเข้าพบและเจรจากับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในเวลา 12.20 น. ของวันที่ 2 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น (00.20 น. ตามเวลาประเทศไทย) จากนั้นในเวลา 12.40 น. ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับนายกรัฐมนตรีได้หารือกันภายในห้องทำงานรูปไข่ โดยมีภริยาของทั้ง 2 ฝ่ายร่วมด้วย ใช้เวลาหารือประมาณ 30 นาที จากนั้นจึงเป็นการหารือเต็มคณะในแบบ Working Lunch หรือระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน

ในระหว่างหารือกัน พล.อ.ประยุทธ์หยิบยกประเด็นเลือกตั้งในไทยขึ้นมาพูด แม้ผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้สอบถามถึงสถานการณ์การเมืองในไทยก็ตาม "ผมก็พูดกับเขาว่าในเรื่องประชาธิปไตยแบบสากลนั้น ก็เป็นไปตามโรดแมปของผม และในปีหน้าเราก็จะประกาศวันเลือกตั้งออกมา โดยไม่มีการเลื่อนอะไรสักอย่าง พอเราประกาศการเลือกตั้งแล้ว ก็ต้องมีกรรมวิธีอีก 150 วันตามกฎหมาย ประกาศเมื่อไร ก็นับไปสิ เขาก็ไม่ได้ถาม แต่ผมแสดงความเชื่อมั่นให้เขา ผมไม่ได้ปกปิดใคร ผมไม่ได้บิดเบือนดังที่ใครกล่าวอ้าง ผมก็พูดแบบนี้มาตลอด" พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังออกมาจากทำเนียบขาวแล้ว

ภายหลังการหารือของผู้นำของทั้งสองประเทศ สำนักสื่อสารมวลชนทำเนียบขาวได้เผยแพร่บทสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยและประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งในตอนหนึ่งได้กล่าวถึง ประเด็นที่ประธานาธิบดีทรัมป์ให้ความสำคัญคือ "ความสัมพันธ์ทางการค้า" โดยกล่าวว่า เรื่องนี้กำลังทวีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น และประเทศไทยก็เป็นผู้ผลิตสินค้าที่แตกต่างรายใหญ่และสำคัญสำหรับสหรัฐฯ ในขณะที่สหรัฐฯ ก็ต้องการขายสินค้าให้กับทางไทยด้วย

ผู้นำไทยคนแรกที่ไปเยือนสหรัฐในรอบ 12 ปี

พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนแรกในรอบ 12 ปีที่เดินทางไปเยือนและหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเป็นผู้นำของอาเซียนคนที่ 3 ที่ได้เดินทางไปสหรัฐฯ ตามหลังผู้นำเวียดนาม มาเลเซีย และหลังจากนี้อีก 1 เดือน นายกรัฐมนตรี ลี เซียน ลุง ของสิงคโปร์ก็ได้รับเชิญไปเยือนสหรัฐฯ

ทรัมป์กับประยุทธ์

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายกรัฐมนตรีชื่นชม นางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลข 1 (คนขวา) ที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม และบอกว่าไทยพร้อมให้การสนับสนุน

ทั้งสื่อนอกและสื่อไทยหลายรายมองว่านโยบายด้านการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทรัมป์เริ่มเด่นชัดขึ้นมาก และการผูกสัมพันธ์กับอาเซียนก็เป็นเป้าหมายสำคัญของสหรัฐฯ ในการดำเนินนโยบายถ่วงดุลอำนาจในภูมิภาค ภายหลังจากจีนได้แผ่อิทธิพลเข้ามาในเขตนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

การเดินทางเยือนสหรัฐฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ครั้งนี้ได้รับการวิเคราะห์ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง เพราะปกติสหรัฐฯ จะไม่เชิญหรือแสดงความใกล้ชิดกับประเทศที่มีรัฐบาลที่มาด้วยวิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย รวมทั้งมีการละเมิดเสรีในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งเห็นชัดในรัฐบาลของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับไทยไม่ราบรื่นนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารเป็นต้นมา

ลดแรงกดดันด้านเศรษฐกิจ

ส่วนความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจนั้น ข้อมูลจากระทรวงพาณิชย์ระบุว่าปัจจุบันสหรัฐฯ เป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 3 ของไทย รองจากจีนและญี่ปุ่น มูลค่าการค้า 2 ฝ่ายในช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค. ปีนี้นั้นมากกว่า 9 แสนล้านบาท

การหารือร่วมระหว่างรัฐมนตรีไทยกับสหรัฐฯ

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, การหารือร่วมระหว่างรัฐมนตรีไทยกับสหรัฐฯ
คณะทรัมป์ และประยุทธ์

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

เมื่อเดือน เม.ย. ไทยถูกจัดอยู่ในรายชื่อ 15 ประเทศที่อาจมีพฤติกรรมการค้าไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯ เพราะได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็มีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจตอบโต้ทางการค้าด้วย ขณะที่ทางการไทยพยายามบอกว่าการเดินทางไปครั้งนี้ เพื่อนำนักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนเพิ่มในสหรัฐฯ จากปัจจุบันลงทุนอยู่แล้ว 23 บริษัท มูลค่าการลงทุนรวม 5.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีแผนเพิ่มการลงทุนอีกว่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะสร้างงานในสหรัฐฯ อีกมากกว่า 8,000 ตำแหน่ง และคาดว่าจะสามารถลดแรงกดดันเรื่องการค้าจากสหรัฐลงไปได้

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก่อนไป

อย่างไรก็ตามหลายกลุ่มในไทยแสดงความกังวลว่าไทยอาจยอมแลกกับอะไรหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิบัตรยา การนำเข้ายาฆ่าแมลงที่เป็นสารอันตรายที่หลายประเทศเลิกใช้แล้ว หรือแม้แต่เสียงจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติที่ส่งหนังสือผ่านสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เพื่อประท้วงแรงกดดันจากกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ไทยนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐฯ รวมทั้งการเจรจาเรื่องซื้ออาวุธที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่าง นายกวี จงกิจถาวร ที่เขียนลงในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ว่านายกรัฐมนตรีไทยเดินทางไปพร้อมกับรายการซื้อยุทโธปกรณ์ยาวเหยียด เพราะก่อนหน้านี้ไม่สามารถจะซื้อได้ กวีชี้ว่าไทยมีความประสงค์ที่จะซื้อยุทธภัณฑ์อย่างกว้างขวางมากกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องบินรบมือสอง

ทรัมป์กับประยุทธ์

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, ผู้นำ 2 ประเทศใช้เวลา 30 นาทีในการหารือกัน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์เผยว่ารู้สึกประทับใจในการต้อนรับที่เป็นไปอย่างอบอุ่น

หลังการหารือ พล.อ. ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ในเกาหลีเหนือ ว่าไทยได้ให้คำมั่นว่าจะดำเนินการตามพันธกรณี ซึ่งก็คือมติสหประชาชาติอย่างแน่นอน และสนับสนุนให้เกาหลีเหนือเข้าสู่การเจรจา ส่วนเรื่องการซื้ออาวุธ ไทยจะดำเนินการไปตามแผนพัฒนากองทัพในระยะ 5-10 ปี ซึ่งต้องดูตามงบประมาณ

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวที่ประเทศไทย ถึงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ ว่าเป็นการวางแผนของกองทัพตั้งแต่ก่อนรัฐบาลชุดนี้จะเข้ามา แต่พอรัฐบาลชุดนี้เข้ามา ทางสหรัฐฯ ไม่ซื้อขายด้วย ทำให้ไทยต้องไปซื้ออาวุธที่อื่น แต่ตอนนี้สามารถกลับมาซื้อได้แล้ว ทางการสหรัฐฯ ก็เอาของเดิมออกมาให้ซื้อขาย อาทิ เฮลิคอปเตอร์โจมตี อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถระบุวันเวลาที่จะดำเนินการซื้อได้ เพราะเป็นเรื่องของหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องพิจารณา รัฐบาลเป็นเพียงผู้จัดสรรงบประมาณตามที่หน่วยงานขอเข้ามาตามความเหมาะสม

ขายของต้องมาก่อน ประชาธิปไตยไว้ทีหลัง

ขณะที่บรรดานักวิชาการ และนักสิทธิมนุษยชน ต่างให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าสหรัฐฯ "มุ่งขายของ" และแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจตามนโยบาย "อเมริกัน เฟิร์ส" ของประธานาธิบดีทรัมป์ มากกว่าคำนึงถึงคุณค่าประชาธิปไตยแบบในยุคประธานาธิบดีบารัค โอบามา

ศ.กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับบีบีซีไทยว่า หากดูคำต้อนรับของประธานาธิบดีทรัมป์ จะพบว่าสหรัฐฯ เน้น "ขายของ" โดยเป็นการยืนยันข้อตกลงเบื้องต้นในคราวที่รัฐมนตรีพาณิชย์ และรัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐฯ มาเยือนไทย ไม่มีการเจรจาอะไรใหม่ แต่ที่น่าสนใจคือการพบปะกันครั้งนี้ไม่มีประเด็นการเมืองในไทย

ประยุทธ์ และทรัมป์

ที่มาของภาพ, Getty Images

"ทรัมป์ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ จะเห็นว่าก่อนหน้านี้ก็เคยพบปะกับผู้นำซึ่งถูกวิจารณ์เรื่องความไม่เป็นประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ในยุคนี้สหรัฐฯ ยึดผลประโยชน์ของตัวเองตามนโยบาย 'อเมริกันเฟิร์ส' เป็นหลัก หากใครสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้สหรัฐฯ ได้ เขาก็ยืดหยุ่นให้ ไม่ได้เอาหลักการเมืองภายในมาพิจารณาเป็นสำคัญ" ศ.กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์กล่าว

อิวานกา ทรัมป์ กับประยุทธ์และภริยา

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, นายกรัฐมนตรีเชิญ นางอิวานกา ทรัมป์ บุตรสาวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่สนใจเกี่ยวกับการต่อต้านการค้ามนุษย์ ให้มาดูงานในไทย

ด้านนายสุณัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์การฮิวแมนไรต์ วอทช์ ประจำประเทศไทย บอกกับบีบีซีไทยในทำนองเดียวกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่ผู้นำเผด็จการคนแรกที่ได้เข้าพบหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ เคยมีผู้นำเผด็จการหลายคนเคยเยือนทำเนียบขาวมาแล้ว อาทิ อียิปต์ ตุรกี เวียดนาม และมาเลเซีย

แถลงการณ์ร่วมระหว่างผู้นำ 2 ประเทศ เป็นสิ่งตอกย้ำว่าสหรัฐฯ ได้มุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ทางการค้า เพื่อที่จะให้ไทยซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น และหันกลับมาในความสำคัญในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ โดยลดความสำคัญด้านการส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

ทำเนียบขาว

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่ผู้นำเผด็จการคนแรกที่ได้เข้าพบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ.." นายสุณัยกล่าว

"นี่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า นายทรัมป์ไม่ได้สนใจเรื่องค่านิยมธรรมเนียมปฏิบัติด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน กลับมีความยินดีอย่างมากในการคบหาสมาคมกับผู้นำเผด็จการ" นักรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนกล่าว

อย่างไรก็ตาม องค์การฮิวแมนไรต์ วอทช์ เชื่อว่า สภาคองเกรสของสหรัฐฯ ซึ่งประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ที่มีความเข้มแข็งและยึดมั่นในเรื่องการส่งเสริมประชาธิปไตย จะออกมาตรวจสอบอย่างเข้มข้น ในข้อตกลงในอนาคตระหว่างไทยและสหรัฐฯ หลังจากที่นายทรัมป์ได้หารือกับผู้นำของไทย เช่น การกลับมาให้ความช่วยเหลือทางการทหารแก่ไทย

ให้คำมั่นว่าเลือกตั้ง แต่ไม่การันตีประชาธิปไตย

ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าในปีหน้าจะประกาศวันเลือกตั้งนั้น ศ.กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ให้ความเห็นว่า นายกฯ ไทยย่อมตระหนักดีว่าหากยังไม่มีความแน่นอนเรื่องเลือกตั้ง ไทยก็จะถูกกดดันอีก ความน่าเชื่อถือลดลงไปอีก

"สรุปแล้วเป็นการประสานผลประโยชน์ร่วมกันของ 2 ประเทศ เราอยากไปเพราะต้องการความรู้สึกชอบธรรม ได้รับการยอมรับจากมหาอำนาจ สหรัฐฯ ก็รู้ ก่อนเดินทางจึงส่งรัฐมนตรีกลาโหมมาเจรจาเรื่องการซื้ออาวุธ ส่งรัฐมนตรีพาณิชย์มากดดันเรื่องดุลการค้า ให้รับสินค้าจากสหรัฐฯ มากขึ้น เราจึงพยายามเอาใจเขาด้วยการซื้อถ่านหิน หรือเตรียมลงทุนด้านปิโตรเคมีในสหรัฐฯ เพื่อสนองที่สหรัฐฯ ต้องการให้เกิดการจ้างงานภายในประเทศ" ศ.กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์กล่าว

คำบรรยายวิดีโอ, พัฒนาการท่าทีสหรัฐฯ ต่อไทยหลัง 3 ปี รัฐประหาร

ขณะที่นายสุณัยเห็นว่า คำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ "ไม่มีความน่าเชื่อถือ" เพราะที่ผ่านมาผู้นำของไทยก็เคยกล่าวถึงเรื่องการเลือกตั้งกับผู้นำชาติต่างๆ ในเวทีโลกว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น แต่ก็มีการเลื่อนออกไปหลายครั้ง คำประกาศว่าปีหน้าจะมีการประกาศเลือกตั้งนั้น จึงเชื่อว่าจะไม่นำไปสู่การพัฒนาของประชาธิปไตยในประเทศ

"ต่อให้มีการเลือกตั้ง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีการกลับสู่ประชาธิปไตยได้หรือไม่ ในเมื่อในระหว่างการลงประชามติยังมีการกีดกันการแสดงความคิดเป็นอย่างเสรี และที่สำคัญคือระบบคสช. ได้มีการกำหนดมาตรการต่าง ๆ ไว้แล้วในรูปแบบการสืบทอดอำนาจ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะเป็นการเมืองแบบเสรีและเป็นธรรม" นายสุณัยกล่าว