ผอ.เอฟบีไอยอมรับกำลังตรวจสอบรัสเซียแทรกแซงเลือกตั้ง

ที่มาของภาพ, AFP/Getty
นายเจมส์ โคมีย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐฯ หรือ เอฟบีไอ ยืนยันต่อรัฐสภาเป็นครั้งแรกว่า กำลังสอบสวนว่ารัฐบาลรัสเซีย มีส่วนเกี่ยวข้องกับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้วหรือไม่ และยังจะดูความเชื่อมโยงระหว่างทีมหาเสียงของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับรัสเซียด้วย
นายโคมีย์ บอกกับคณะกรรมาธิการข่าวกรองของรัฐสภาสหรัฐฯ ซึ่งกำลังสอบสวนความเกี่ยวโยงระหว่างการหาเสียงของนายทรัปม์กับรัสเซียว่า เรื่องนี้มีความซับซ้อน และเขาไม่สามารถให้รายละเอียดใด ๆ ที่ยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะต่อคณะกรรมาธิการได้ รวมทั้งยังไม่สามารถระบุเวลาว่าจะการสอบสวนแล้วเสร็จเมื่อใด และเอฟบีไอจะประเมินว่ามีการกระทำผิดทางอาญาใด ๆ หรือไม่ด้วย
ที่ผ่านมานายทรัมป์ ปฏิเสธว่าไม่ได้สมรู้ร่วมคิดกับรัสเซีย และรัสเซียก็ปฏิเสธเช่นกันว่าไม่ได้พยายามแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ด้านพลเรือเอกไมค์ โรเจอร์ หัวหน้าสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ หรือ เอ็นเอสเอ ของสหรัฐฯ ได้ให้การต่อคณะกรรมาธิการชุดนี้เช่นกัน โดยกล่าวว่า เอ็นเอสเอยังยึดมั่นในรายงานข่าวกรองที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนมกราคม ซึ่งระบุว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้สั่งการให้โจมตีคู่แข่งของนายทรัมป์ซึ่งก็คือนางฮิลลารี คลินตัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้านนายเดวิน นูเนส ประธานคณะกรรมาธิการข่าวกรอง สภาผู้แทนราษฎร จากพรรครีพับลิกัน ปฏิเสธข้อกล่าวหาของนายทรัมป์ที่ระบุว่าอาคารทรัมป์ทาวเวอร์ถูกดักฟังโทรศัพท์ แต่เป็นไปได้ว่าอาจมีการสอดแนมอย่างอื่นเกิดขึ้น
โดยนายทรัมป์ได้ทวีตข้อความในเดือนนี้ว่าอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้สั่งให้ดักฟังโทรศัพท์ดังกล่าว
ข้อกล่าวหาคือ?
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ระบุว่านักโจรกรรมข้อมูลที่ได้รับสนับสนุนจากรัฐบาลรัสเซีย สามารถเข้าถึงบัญชีอีเมล์ของเจ้าหน้าที่อาวุโสของพรรคเดโมแครตและนำอีเมล์เหล่านั้นมาเผยแพร่ เพื่อช่วยให้นายทรัมป์ชนะเลือกตั้ง นับจากนั้นเป็นต้นมา นายทรัมป์ก็เผชิญกับข้อกล่าวหาว่าทีมหาเสียงของเขามีส่วนเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่ทางการรัสเซีย
นายนูเนส กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า จากข้อมูลทุกอย่างที่เขามี ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่าทีมหาเสียงของนายทรัมป์สมรู้ร่วมคิดกับรัสเซีย ด้านนายเจมส์ แคลปเปอร์ ซึ่งเป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรอง กล่าวว่าจนถึงตอนที่เขาออกจาตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เขาก็ไม่พบหลักฐานการสมรู้ร่วมคิดเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นายอาดัม ชิฟ ประธานคณะกรรมาธิการข่าวกรอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคเดโมแครต กล่าวว่า เอกสารที่เขาพบเป็นหลักฐานแวดล้อมที่ระบุว่าพลเมืองของสหรัฐฯได้ร่วมมือกับชาวรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้ง
ใครถูกกล่าวหาบ้าง?
เจ้าหน้าที่ทางการอาวุโสสองคนในรัฐบาลของนายทรัมป์ ที่ถูกกล่าวหาได้แก่ นายไมเคิล ฟลินน์ อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ และนายเจฟฟ์ เซสชันส์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม

ที่มาของภาพ, AP
นายฟลินน์ ลาออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนที่แล้ว หลังมีการเปิดเผยกรณีอื้อฉาวที่เขาได้ลอบติดต่อทูตรัสเซียทางโทรศัพท์หลายครั้งเมื่อปลายปีที่แล้ว เพื่อหารือเรื่องยกเลิก มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย ทั้งที่เขายังไม่ได้เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ อย่างเป็นทางการ และประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่ได้เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ
ส่วนนายเซสชันส์ถูกกล่าวสมาชิกพรรคเดโมแครตกล่าวหาว่า "กล่าวเท็จภายใต้คำสาบาน" และเรียกร้องให้เขาลาออกจากตำแหน่ง หลังจากนายเซสชันส์ กล่าวระหว่างการตอบข้อซักถามของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาเพื่อรับรองคุณสมบัติเมื่อเดือนมกราคมว่า เขาไม่เคยได้ติดต่อกับรัสเซีย ในช่วงการรณรงค์ หาเสียงของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่านายเซสชันส์ ได้พบปะกับเอกอัครราชทูตรัสเซียถึงสองครั้งเมื่อปีที่แล้ว
นายเซสชันส์ปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิดใด ๆ แต่ได้ถอนตัวจากการสอบสวนของเอฟบีไอเกี่ยวกับเรื่องที่รัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งของสหรัฐฯ
ข้อกล่าวของทรัมป์เป็นการเบี่ยงเบนความสนใจ
ผู้สังเกตการณ์ระบุว่า ข้อกล่าวหาทั้งสองอย่างของนายทรัมป์ได้เบี่ยงเบนความสนใจผู้คนออกไปจากนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลและความก้าวหน้าในการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย โดยนักวิจารณ์เห็นว่าการกล่าวหาของนายทรัมป์ที่มีต่อนายโอบามาเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ และความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตร

ที่มาของภาพ, TWITTER/@REALDONALDTRUMP
ด้านนายทรัมป์และสมาชิกพรรครีพับลิกันหลายคนได้เรียกร้องให้มีการสอบสวนเรื่องข่าวกรองที่รั่วไหล รวมถึงข้อมูลที่เปิดเผยรายละเอียด การพูดคุยทางโทรศัพท์ระหว่างนายฟลินน์และทูตรัสเซียด้วย








