เลือกตั้ง 2566 : เปิดปมปัญหาที่ต้องจับตา อาจส่งผลเลือกตั้ง 7 พ.ค. ช้าหรือเร็วขึ้น

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
แม้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศให้วันที่ 7 พ.ค. 2566 เป็นวันเลือกตั้ง แต่ระหว่างทางกลับมีข้อกังขาจากสังคมเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของ กกต. ซึ่งอาจทำให้บางขั้นตอนเกิดความล่าช้า และกระทบความโปร่งใสในการเลือกตั้ง
ทว่า ในความเป็นจริง การกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมีขึ้น จะทราบอย่างเป็นทางการก็ต่อเมื่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมตัดสินใจเลือกยุบสภาในวันใด
โดยคาดการณ์เบื้องต้นว่า หากนายกฯ ประกาศยุบสภา 15 มี.ค. จะมีการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอย่างช้า 14 พ.ค. และหากหากยุบสภา 22 มี.ค. การเลือกจะเกิดขึ้นอย่างช้า 21 พ.ค.
ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา การดำเนินการบางอย่างของ กกต. ทำให้เกิดข้อถกเถียงถึงความโปร่งใสในการเตรียมจัดการเลือกตั้ง เช่น กรณีที่ กกต. นับรวมคนต่างด้าวในการแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาคำนวณแบ่งเขตเลือกตั้ง 2566
กกต. ต้องคำนวณ ส.ส. และแบ่งเขตใหม่หรือไม่
นายอิทธิพล บุญประคอง ประธาน กกต. กล่าวยืนยัน ได้ทำเอกสารชี้แจงพรรคการเมืองไปถึง 2 ครั้งแล้ว ยืนยันว่าการแบ่งเขต ได้ปฏิบัติตามข้อกฎหมายที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญมาตรา 86 ที่กำหนดว่า ในการกำหนดจำนวน สส. และเขตเลือกตั้ง ให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศ และให้เป็นไปตามทะเบียนราษฎร์ ซึ่งจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักรไทยมีจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งรวมทั้งคนที่มีสัญชาติไทย และไม่มีสัญชาติไทยอยู่ด้วย ซึ่งก็ปฏิบัติแบบนี้มาโดยตลอด
ในครั้งนั้น นายอิทธิพรยังยืนยันว่า จะไม่ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ
ด้วยกระแสกดดันจากสังคมรวมทั้งพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ในที่สุด เมื่อวันที่ 14 ก.พ. กกต. จึงต้องกลับลำโดยยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจหน้าที่การประกาศจำนวน ส.ส.แบ่งเขตและเขตเลือกตั้ง โดยคิดคำนวณจากจำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร โดยศาลรัฐธรรมนูญได้นัดแถลงด้วยวาจาปรึกษาหารือและลงมติในวันศุกร์ที่ 3 มี.ค. นี้ เวลา 09.30 น.

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รัฐสภา
สื่อหลายสำนักรายงานข่าวโดยอ้างแหล่งข่าวจาก กกต. ว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงแบ่งเขตใหม่ อันเป็นผลจากการตัดจำนวนคนต่างด้าวออกไป จะส่งผลต่อภาพรวมจำนวน ส.ส.ของแต่ละภาค
โดยภาคที่จะได้ที่นั่ง ส.ส.เพิ่มขึ้น คือ ภาคใต้ จากเดิม 58 ที่นั่ง จะเพิ่มเป็น 60 ที่นั่ง คือ โดยเพิ่มขึ้นที่ จ.นครศรีธรรมราช 1 ที่นั่ง และ จ. ปัตตานี 1 ที่นั่ง ขณะที่ ภาคอีสาน จะเพิ่มจากเดิม 132 ที่นั่ง เป็น 133 ที่นั่ง คือ เพิ่มที่อุดรธานี 1 ที่นั่ง
ส่วนภาคเหนือจะลดลงจาก 39 ที่นั่ง เป็น 36 ที่นั่ง โดยจะเกิดขึ้นที่จ. ตาก จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ จังหวัดละ 1 ที่นั่ง ส่วนภาคกลางรวมกรุงเทพมหานครจำนวน ส.ส. ยังคงเท่าเดิมที่ 122 ที่นั่ง แต่ จ. สมุทรสาครจะลงลง 1 ที่นั่ง ส่วนที่ จ. ลพบุรีจะได้เพิ่มอีก 1 ที่นั่ง
ด้านภาคตะวันออก ซึ่งมี ส.ส. 29 คนยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจากการแบ่งเขตใหม่ เช่นเดียวกันกับภาคตะวันตกจะยังคงมี ส.ส. 20 คน เช่นเดิม
อย่างไรก็ตาม นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ถึงกรณีส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการคำนวณสัดส่วนราษฎรต่อการแบ่งเขตเลือกตั้ง ว่า ได้เตรียมการไว้ทั้งหมดแล้ว ขณะที่ไทม์ไลน์การแบ่งเขตอาจจะขยับบ้าง แต่ไม่เกินตามที่วางไว้ ซึ่งพยายามเร่งเวลาการทำงาน เพราะ กกต. ต้องให้เวลากับพรรคการเมืองในการทำไพรมารี
ความโปร่งใสในการรายงานผลการเลือกตั้งเป็นอย่างไร
หนึ่งในประเด็นที่สังคมตั้งข้อสังเกตและคำถามคือ เหตุใด กกต. จึงยกเลิกระบบการรายงานตามสถานการณ์จริง (real-time) ผ่านแอปพลิเคชัน แต่สำนักงาน กกต. พิจารณาแล้วว่า การยกเลิกเหมาะสมแล้ว

ที่มาของภาพ, STR/BBC Thai
แต่ เลขาธิการ กกต. ระบุว่า กกต. มีแผนจะนำระบบ ECT Report มาใช้เพื่อมีให้เกิดความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการกรอกคะแนนที่มีสาเหตุมาจากความล้าจากการทำงานอย่างต่อเนื่องของกรรมการนับคะแนนประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ซึ่งต้องทำงานโดยไม่มีเวลาหยุดพัก ประมาณ 15-18 ชั่วโมง เพราะต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อรับอุปกรณ์และเตรียมหน่วยเลือกตั้ง
อีกทั้งยังต้องอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ดำเนินการนับคะแนน ส่งมอบอุปกรณ์การเลือกตั้งและผลคะแนน ประกอบกับต้องทำงานภายใต้แรงกดดันตามสภาพของการแข่งขันทางการเมืองในแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นระบบบัตร 2 ใบอีกด้วย
รูปแบบการทำงานของระบบ ECT Report นี้ คะแนนของหน่วยแรกจะถูกกรอกลงในระบบและคะแนนจากหน่วยเลือกตั้งอื่น ๆ ก็จะทยอยนำเข้าระบบ ECT Report อย่างต่อเนื่องต่อไป ประชาชนจึงสามารถติดตามผลคะแนนได้อย่างต่อเนื่องจากสื่อมวลชนต่าง ๆ ที่มาเชื่อมต่อกับระบบ ECT Report และจะทราบผลคะแนนว่า ผู้สมัครผู้ใดหรือพรรคการเมืองใดได้คะแนนจำนวนเท่าใด ในคืนวันเลือกตั้งทันที
หาก พ.ร.ก. อุ้มหายฯ ไม่ผ่าน จะส่งผลต่อการยุบสภาหรือไม่
ปมใหม่ล่าสุดที่เกิดจากความไม่พร้อมของหน่วยงานรัฐ อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด ภายหลัง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย มีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 25 ต.ค. 2565 จึงเสนอให้รัฐบาลออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 พ.ศ.2566 เพื่อยืดระยะเวลาการบังคับใช้ พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวออกไปอีก ซึ่งหลายฝ่ายไม่เห็นด้วย

ที่มาของภาพ, STR/BBC Thai
ทว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 14 ก.พ. และถูกส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ซึ่งต่อมานายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เรียกประชุมนัดพิเศษขึ้นในวันพรุ่งนี้ (28 ก.พ.)
ความน่าสนใจของการผ่านหรือไม่ผ่าน พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าวคือ "เป็นกฎหมายสำคัญของรัฐบาลที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ"
ในประเด็นนี้ นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์ในกรณีนี้เมื่อวันที่ 26 ก.พ.ว่า "จริงอยู่ว่า การไม่อนุมัติ พ.ร.ก.เป็นเรื่องใหญ่ รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบ ในอดีตมีรัฐบาลลาออกเยอะมาก การแสดงความรับผิดชอบผ่านการลาออกหรือยุบสภาฯ ก็ถือเป็นจังหวะเวลาช่วงเหมาะพอดี เขาอาจไปยุบสภาฯ ตามกำหนดวันที่ 15 มี.ค. 2566 ได้ มันไม่จำเป็นและไม่มีผลอะไรเลย"
อย่างไรก็ตาม สำหรับจุดยืนของฝ่ายค้าน นพ. ชลน่าน ให้ความเห็นล่าสุดวันนี้ (27 ก.พ.) ว่าการออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ได้มีเหตุความจำเป็น ไม่มีภัยพิบัติ ไม่เกี่ยวความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากรัฐบาลจะอ้างเรื่องการจัดหากล้องไม่ทัน ต้องขยายเวลาออกไปก่อน ก็สามารถจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษได้ อีกทั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็อยู่ในกำกับดูแลของ พล.อ. ประยุทธ์ ที่จะหางบประมาณมาจัดซื้อได้ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.
ส่วนฝ่ายค้านจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หรือไม่ ต้องรอดูผลการลงมติของสภาฯ วันพรุ่งนี้ก่อน เพราะยังมีเวลา จนกว่า กฎหมายจะมีผลบังคับใช้









