You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีโดยไม่จำกัดวาระของสี จิ้นผิงสำคัญอย่างไรต่อไทยและโลก
การประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 เริ่มมาตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 16 ต.ค. ไปจนถึง เสาร์ที่ 22 ต.ค. นี้
การประชุมนี้สำคัญตรงที่มีการ "เลือกตั้ง" ในระดับต่าง ๆ รวมทั้งประธานาธิบดี ที่คาดกันว่า นายสี จิ้นผิง จะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 3 เป็นประวัติศาสตร์ของจีนยุคใหม่ นานกว่าอดีตผู้นำจีนคนอื่น ๆ หลังจากที่มีการปูทางด้วยการที่สภาประชาชนแห่งชาติจีนมีมติให้แก้ไขยกเลิกบทบัญญัติที่จำกัดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีนไม่เกิน 2 สมัย ไปเมื่อปี 2018
บีบีซีไทย คุยกับ รศ. ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านจีน ถึงอนาคตของจีนกับโลก หลังการประชุมครั้งนี้
ประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ของจีนครั้งนี้ สำคัญอย่างไรต่อโลก และต่อประเทศไทย
การประชุมคราวนี้หลัก ๆ เลยคือ เขาจะตัดสินใจว่าใครจะเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนต่อไป เพราะว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิงก่อนที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2013 จริง ๆ แล้วประธานาธิบดีสี จิ้นผิงขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 2012 ดังนั้นปีนี้ 2022 ก็ครบสองวาระ ดังนั้นจะมีการตัดสินใจว่าใครจะเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนต่อไป อันนี้คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่ว่าเรื่องใหญ่กว่านั้นก็คือ แล้วปีหน้าที่ครบสองวาระ 10 ปีของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แล้วจะได้เป็นต่อไปในวาระที่ 3 หรือเปล่า ซึ่งแนวโน้มที่เราเห็นมาตลอดทั้งปีและก่อนหน้านี้ การประชุมใหญ่ ก่อนหน้านี้ก็ค่อนข้างจะชัดเจนว่าน่าจะได้เป็นต่อในวาระที่ 3 และเท่าที่การประชุมที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 16 จนถึงวันนี้ แนวโน้มก็ยังดูไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็คงจะเป็นเช่นนั้น า
ถ้าประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้เป็นต่อในวาระที่ 3 ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายอะไรมาก แล้วก็จะยังคงยืนยันอย่างเช่น เรื่องนโยบายซีโร่เคสในการจัดการกับโควิด 19 เนื่องจากการปิดประเทศเนื่องจากโควิด-19 คงดำเนินต่อไป คงจะไม่เปิดในอนาคตอันใกล้ แล้วก็นโยบายที่มีต่อฮ่องกง และต่อไต้หวันก็ยังคงดำเนินไปในทิศทางเดิม คือไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายมากนัก ซึ่งอันนี้จริง ๆ แล้วไม่ใช่สัญญาณที่ดีกับเศรษฐกิจโลก เพราะว่าตั้งแต่เกิดวิกฤติโควิด-19 ขึ้นมาส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนอย่างมาก แล้วก็อย่างที่หลายๆ คนอาจจะรู้ว่า นโยบายซีโร่เคสที่ถูกนำมาใช้และแนวโน้มการปิดประเทศที่ยืดเยื้อต่อไปก็สร้างปัญหากับเศรษฐกิจจีนอย่างมาก โดยเฉพาะในระยะหลัง ๆ มันมีปัญหาอื่น ๆ ซ้ำซ้อนขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาหนี้สินที่เพิ่มพูนขึ้น ปัญหาการไม่ประสบความสำเร็จของความริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) หรือว่าปัญหาเรื่องความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ การต่อต้านจากประชาชนในหลายพื้นที่ ทั้งฮ่องกง ทั้งซินเจียง ทั้งมองโกเลียในอะไรต่าง ๆ แล้วในช่วงใกล้จะถึงก่อนที่จะมีการประชุมในรอบล่าสุดนี้ก็เห็นภาพการประท้วงจากเมืองใหญ่ทั้งปักกิ่ง ซีอาน เซินเจิ้น เซี่ยงไฮ้ อะไรต่าง ๆ เกิดขึ้นมา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราก็ไม่เคยเห็นมาก่อนภายใต้การปกครองของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง
ดังนั้นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นก็คือ ไม่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายเหล่านี้แล้วจะยังคงดำเนินนโยบายเหล่านี้ต่อไปเรื่อย ๆ ก็อาจจะเชื่อได้ว่าเศรษฐกิจจีนที่ประสบปัญหาอยู่ ณ เวลานี้จะไม่มีการแก้ไขปัญหาในเร็ววัน ดังนั้นผลกระทบที่จะมีต่อเศรษฐกิจโลกก็คิดว่าจะเป็นไปในทางที่ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ
สำหรับประเทศไทยเราเอง จริง ๆ เราก็ลดทอนการพึ่งพิงจีนมาพอสมควรแล้วในช่วงที่ปิดประเทศจากโควิดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราก็พึ่งพิงจีนน้อยลงกว่าตอนก่อนโควิด แต่ว่าเราก็ยังพึ่งพิงจีนอยู่มากทางเศรษฐกิจ แล้วก็ในทางการเมือง ก็ต้องบอกว่า รัฐบาลไทยซึ่งไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตยเท่าไหร่ก็มีแนวโน้มที่จะพึ่งพิงจีน แล้วก็สนับสนุนแนวทางของจีนมาก ซึ่งอันนี้ถ้าเผื่อว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของจีนไม่ดีขึ้น แล้วจีนมีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายแข็งกร้าวในทางการเมือง ทั้งในเรื่องของนโยบายต่อฮ่องกง ต่อไต้หวัน นโยบายในทะเลจีนใต้และอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เป็นแนวโน้มที่ไม่สู้ดีสำหรับอนาคตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโดยเฉพาะอนาคตของรัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ที่มีภาวะพึ่งพิงรัฐบาลของสาธารณรัฐประชาชนจีนด้วย
ท่องเที่ยวไทยเคยพึ่งจากจีนนี่เยอะมาก พอโควิดมา จีนก็ไม่มาแล้ว ซึ่งอาจารย์ก็คิดว่าอันนี่ก็น่าจะยังคงอยู่ต่อไปอีกซักพักหนึ่ง
ใช่ค่ะ แต่ว่า คือถึงแม้ว่าต่อไปจะเริ่มมีการเปิดประเทศแล้ว แนวโน้มจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในช่วงที่ผ่านมา ก็จะมีแนวโน้มส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือส่งเสริมให้ประชาชนจีนเดินทางออกนอกประเทศน้อยลงด้วย ทั้งในฐานะนักท่องเที่ยว ทั้งในฐานะนักเรียนต่างชาติ แนวนโยบายที่ออกมาตั้งแต่ปี 2020 2021 ได้บ่งชี้ว่าถึงแม้จะพ้นโควิดไปแล้ว รัฐบาลจีนก็จะไม่ส่งเสริมการออกต่างประเทศของคนจีนอีกต่อไป ดังนั้นต่อให้จบโควิดไปแล้ว เราก็อาจจะไม่สามารถคาดหวังปริมาณนักท่องเที่ยวจีนที่กลับไปเป็นเหมือนเดิมได้
จีนจะต้องประกาศตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจเมื่อ 18 ต.ค. แต่พอมีประชุมสมัชชาของพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นมา กลับเลื่อนการแถลงตัวเลขเศรษฐกิจนี้ออกไป อาจารย์มองสัญญาณนี้อย่างไร
ก็ไม่แปลกถ้าตัวเลขนั้นมันดี ต่อให้มีการประชุมเขาก็จะประกาศ การที่เขาไม่ประกาศแปลว่า ตัวเลขมันไม่ดี
อาจารย์มองยังไรต่อสิ่งที่สี จิ้นผิงพูดว่า จะไม่ยอมให้ไต้หวันเป็นอิสระส่วนรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ก็ออกมาบอกว่า จีนกำลังเร่งการยึดครองไต้หวันให้เร็วขึ้น
มันสืบเนื่องจากฮ่องกง การปราบปรามฮ่องกงอย่างรุนแรง แล้วก็ออกกฎหมายความมั่นคงใหม่มา มันมีผลเสียกับฮ่องกงอย่างร้ายแรงมากในแง่ที่ว่า มันทำให้ฮ่องกงสิ้นสภาพของการเป็นเมืองท่านานาชาติ เป็นฮับทางด้านการเงินการธนาคาร อะไรต่าง ๆ ในแง่ที่ว่ากฎหมายความมั่นคงใหม่ของฮ่องกง และการปราบปรามการแสดงออกทางการเมือง แสดงความคิดเห็นอะไรต่าง ๆ เสรีภาพสื่อที่ถูกลดทอนลงไปจากการมาของกฎหมายความมั่นคงใหม่ มันทำให้ฮ่องกง ไม่สามารถเป็นเมืองท่านานาชาติ ที่อยู่ในระดับเดียวกับเมืองท่าอย่างโตเกียว นิวยอร์ก ลอนดอน หรือสิงคโปร์ได้อีก ฮ่องกงจริง ๆ ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา ฮ่องกงนี้มีแต่ดิ่งในแง่ของการเป็นเมืองท่านานาชาติ
ทีนี้เมื่อฮ่องกงสิ้นสภาพความเป็นเมืองท่า เวิลด์คลาส พอร์ตซิตี้ เมืองท่าระดับโลก นานาชาติแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ ฮ่องกงเป็นตัวจักรสำคัญในการดึงเงินลงทุนจากทั่วโลกเพื่อไปลงในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเฉพาะในเซินเจิ้น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจพิเศษ ทีนี้หลายคนมีความเข้าใจผิดว่า เอ๊ย ไม่เป็นไร เซินเจิ้นโตขึ้นเยอะมากแล้ว เซินเจิ้นสามารถแทนฮ่องกงได้ ไม่ได้นะ เมื่อฮ่องกงสิ้นสภาพความเป็นเวิลด์คลาส เมื่อท่าระดับโลก เป็นศูนย์กลางการเงินการธนาคารระดับโลก เพราะกฎหมายความมั่นคงใหม่ที่ออกมา มันก็เลยทำให้กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนที่เป็นกลไกที่สำคัญที่สุดมาตั้งแต่เปิดประเทศในปี 1978 ภายใต้ผู้นำ คือ เติ้ง เสี่ยวผิง มันไม่เวิร์ค หนักเข้าไปอีก ซึ่งก็จะทำให้ความสามารถในการที่จะหลุดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้ของจีน มันก็จะยากเข้าไปอีก เพราะว่า ฮ่องกงไม่เวิร์คแล้ว ๆ เขตเศรษฐกิจพิเศษที่เชื่อมโยงกับฮ่องกงก็ได้รับผลกระทบนี้ อันนี้ก็ส่งผลไปอีก ไปถึงสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
ซึ่งอย่างหนึ่งที่เราเห็นชัดเจนมาก สมัยที่ 2 วาระที่ 2 ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงใน 5 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงยืนยันว่า ความมั่นคงของชาติ บูรณาการของแผ่นดินจีน การรวมประเทศ สำคัญกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ เลือกความมั่นคงก่อนเศรษฐกิจตลอดเวลา จากนี้มันก็ไม่แปลกที่มันนำมาสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรงอย่างนี้ แล้วเราก็เริ่มมี ได้ยินเสียงประท้วง เสียงต่อต้าน ไม่ใช่เฉพาะจากคนกลุ่มน้อยเท่านั้น คนจีนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็เริ่มแสดงความไม่พอใจแล้วมีแบงก์รัน (คนแห่ถอนเงินจากธนาคาร) มีการประท้วง มีรูปแบบต่าง ๆ มีบริดจ์แมน (ชายประท้วงเดี่ยวที่สะพาน) เกิดขึ้น ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวที่จะตามมาก็คือ มาตรฐานของผู้นำเผด็จการที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ก็จะเอาอุดมการณ์ชาตินิยมเข้ามา ก็จะก่อสงคราม ก็จะพยายามรักษาสถานภาพของตัวเองไว้ด้วยการพาประเทศเข้าสู่สงคราม ดังนั้นอันนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวมากว่า สี จิ้นผิงอาจจะเกิดพฤติกรรมเหมือนปูตินนะว่า แก้ปัญหาความไม่ป็อปปูล่าของตัวเอง จากการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจไม่ได้ด้วยการก่อสงคราม
ดังนั้นตอนนี้มันก็น่าเป็นห่วงว่าสี จิ้นผิง ฝรั่งเรียกว่า Drive himself into a corner คือเหมือนทำให้ตัวเองจนตรอก ไม่มีทางไป ต่อจากนี้แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้แล้ว เราก็อาจจะขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ชาตินิยมมากยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งนี้อาจจะนำไปสู่การก่อสงครามหรือการใช้ความรุนแรงกับไต้หวันก็เป็นได้ แต่ว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ คิดว่าก็จะเกิดผลเสียกับสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างมาก ก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์ทุกอย่างแย่ลง ก็จะยิ่งทำให้วิกฤตเศรษฐกิจร้ายแรงมากขึ้นอีก ดังนั้นการรบกับไต้หวันควรจะเป็นทางเลือกสุดท้าย จริง ๆ เพราะว่าถ้ามันเกิดขึ้น มันก็เป็นการฆ่าตัวตายของรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนเหมือนกัน
ถ้าสี จิ้นผิงเป็นประธานาธิบดีไปได้เรื่อย ๆ อย่างที่ปูตินกำลังเป็นอยู่ แล้วโอกาสที่เขาจะรู้สึกว่ามั่นอกมั่นใจกับตำแหน่งอำนาจที่มี ก็จะพาตัวเองเข้าสู่มุมอับ และก็จะประกาศสงคราม อาจารย์คิดว่าก็มีความเป็นไปได้ แต่อาจารย์ยังไม่คิดว่า มันจะเป็นประโยชน์กับจีน
ค่ะ เพราะว่า การเข้าสู่สงครามจะไม่แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แล้วก็ปัญหาสำคัญที่สุดของจีน ณ เวลานี้คือปัญหาเศรษฐกิจ ดังนั้นก็ไม่น่า การก่อสงครามไม่เคยดีกับเศรษฐกิจของใครเลย แล้วก็ไต้หวันก็เป็นคู่ค้าที่สำคัญมากของจีนด้วยอีกประเทศหนึ่ง ดังนั้นมันย่อมไม่เกิดผลดีกับใครเลย ถ้าเผื่อว่ามีสงครามระหว่างสองประเทศนี้ แต่ว่า ถ้าเผื่อว่าสี จิ้นผิงหาทางออกทางอื่นไม่ได้แล้ว สิ่งนี้ก็อาจจะเกิด ซึ่งก็จะไม่เป็นผลดีกับใครเลย
ถ้าเราเทียบสี จิ้นผิงกับผู้นำจีน ตั้งแต่สมัยปฏิวัติของจีนมา ตั้งแต่สมัยเหมา เจ๋อตุง มาจนกระทั่งถึงเติ้ง เสี่ยวผิง ก็ไล่มาเรื่อย ๆ อาจารย์คิดว่าจุดเด่นของผู้นำแต่ละคนคืออะไร คือสี จิ้นผิงกำลังทำตัวให้เหนือกว่าเหมา เจ๋อตุงหรือเปล่า
ต่างกันมาก เหมานี้มีจุดเด่นก็คือ เป็นผู้นำในการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นมา และสาธารณรัฐประชาชนจีนภายใต้เหมาเป็นเหมาอีสก็เป็นสังคมนิยมแบบ แล้วก็เน้นความเท่าเทียมกัน ต่อต้านทุนนิยม ต่อต้านศักดินา ต่อต้านจักรวรรดินิยมอะไรต่าง ๆ ก็เน้นความเท่าเทียมกันตามแบบสังคมนิยมตามแบบเหมาอีสมาก แล้วพอมาถึงยุคเติ้ง เสี่ยวผิงต้องบอกว่า เติ้ง เสี่ยวผิงมีจุดเด่นมากที่สุดก็คือ เป็นผู้ที่สนับสนุนการยกเลิกการสิ้นสุดปฏิวัติวัฒนธรรมของเหมา แล้วก็ปฏิรูปประเทศเข้าสู่ระบบตลาด ระบบโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนไปโดยสิ้นเชิง แล้วก็ทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโต เปิดช่องให้เศรษฐกิจจีนสามารถเติบโตได้อย่างมาก เป็นคนที่เป็นต้นคิดเรื่องการมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ หนึ่งประเทศสองระบบ เตรียมรับฮ่องกงเข้ามา และให้ฮ่องกงอยู่ในโครงสร้างของการพัฒนาเศรษฐกิจจีน
ต่อมา หลังจากเติ้ง เสี่ยวผิง ประธานาธิบดีที่ติดตามมาอีกคนคือ เจียง เจ๋อหมิน กับหู จิ่นเทา ก็ค่อนข้างจะดำเนินนโยบายไปตามแนวทางของเติ้ง เสี่ยวผิงก็คือปฏิรูป แล้วเปิดประเทศ เจียง เจ๋อหมินให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคง และการรักษาฐานอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพิ่มขึ้นจากเติ้ง เสี่ยวผิงประมาณหนึ่ง เพราะว่า เจียง เจ๋อหมินเป็นผู้นำขึ้นมามีอำนาจหลังเกิดเหตุการณ์ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อปี 1989 แล้ว แต่ในทางเศรษฐกิจยุคของเจียง เจ๋อหมินก็ยังคงดำเนินตามแนวทางปฏิรูปแล้วเปิดประเทศของเติ้ง เสี่ยวผิง มายุคหู จิ่นเทาก็เป็นลักษณะที่ใกล้เคียงกัน มีกิมมิก (ลูกเล่น) เพิ่มขึ้นที่สำคัญอย่างก็คือ หูจิ่นเท่าเป็นประธานาธิบดีที่ผลักดันเรื่องของซอฟต์พาวเวอร์ให้จีนขึ้นมามีบทบาทในทางเศรษฐกิจ ในทางวัฒนธรรม อะไรต่าง ๆ ในโลกเพิ่มมากขึ้น จีนยุคหู จิ่นเทาก็จะเป็นจีนที่ดูเป็นมิตร เป็นจีนที่ดูเป็นหมีแพนด้า สอนภาษาจีนอะไรอย่างนี้ ดูไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใครเท่าไหร่
พอมาถึงยุคสี จิ้นผิง มันค่อนข้างเปลี่ยนไปเยอะจากเดิม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าสี จิ้นผิง เข้ามาดำรงตำแหน่งในขาลงของเศรษฐกิจจีน แนวโน้มการเติบโตที่ช้าลง สี จิ้นผิงจำเป็นต้องมีนโยบายที่ (มีความคาดหวังสูง) นโยบายที่สุดยอดเมกะโปรเจ็กต์ ที่จะพยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนให้เติบโตต่อไปก็คือ นโยบาย BRI ซึ่งก็มาพร้อมกับสี จิ้นผิง แต่ว่าสี จิ้นผิงอยู่มาจะสองวาระแล้ว กำลังจะครบ 10 ปีแล้วก็ยังไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาการเติบโต ถดถอยของเศรษฐกิจจีนได้ จีนก็ยังคงมุ่งหน้าไปสู่การชะลอตัวในระยะยาวจนถึงตอนนี้เศรษฐกิจก็เติบโตน้อยกว่า ในสมัยของเจียง เจ๋อหมินและหู จิ่นเทามาก ๆ แล้วก็เกิดปัญหาเศรษฐกิจอะไรตามมาจำนวนมาก ซึ่งถ้าจะให้แฟร์กับสี จิ้นผิงก็ต้องบอกว่า ปัญหาหลายอย่าง สี จิ้นผิงไม่ได้เป็นคนก่อนะ แต่ว่ามันเป็นปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่ยุคเปิดประเทศใหม่ ๆ
เรื่องของการแก้ปัญหาความยากจน ก็มีชูเรื่อง "ปาฏิหารย์มันฝรั่ง" ที่ท่านมีความคิดไปแนะนำให้คนในมณฑลหูเป่ย์ปลูกมันฝรั่งหัวเล็ก แก้ปัญหาความยากจนได้ เรื่องแบบนี้เป็นกระบวนการส่วนหนึ่งของการโฆษณาชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์หรือเปล่า
มากๆ เลยค่ะ แล้วมันเศร้ามากเลยนะที่ในศตวรรษที่ 21 แล้ว เรายังต้องมีปาฏิหาริย์มันฝรั่งอยู่อีก คือ ก็เป็นสิ่งที่เขานำเสนอมาตามแนวของเขาก็คือ โอ้โห อัจฉริยภาพ สี จิ้นผิง แนะนำให้ปลูกมันฝรั่งอันนี้แล้วก็แก้ปัญหาความยากจนสุดขีดไปได้ แต่ว่า ในศตวรรษที่ 21 แล้ว เราก็ยังคาดหวังว่าคุณภาพชีวิตของประชาชนควรจะต้องดีกว่านั้น การปลูกมันฝรั่งหัวเล็กแล้วทำให้มีผลิตภัณฑ์เพียงพอแก่การบริโภค แล้วก็ขายได้ แล้วอะไรต่าง ๆ มันดูไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของศตวรรษที่ 21 เอาจริง ๆ เป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่ดูล้าหลังมาก
สมัยเติ้งเ สี่ยวผิงเขาค่อนข้างรุกมากกับการเมืองระหว่างประเทศ กับไทยก็สนิทสนมกันมาก แล้วก็เหมือนกับได้ใจไทยไปพอสมควร สมัยสี จิ้นผิง สนิทกับไทบแค่ไหนครับ
มีทั้งเหมือนและต่าง เหมือนในแง่ที่ว่า สี จิ้นผิงก็ยังคงมีความสัมพันธ์กับผู้นำประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่เหมือนเดิม ให้ความสำคัญกับการผูกใจกับการมีความสัมพันธ์กับผู้นำประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ตอนปีปลายทศวรรษ 1970 ที่เติ้ง เสี่ยวผิงมาประเทศไทย ครั้งแรก ก็ในฐานะผู้นำประเทศครั้งแรกเราก็ไม่เป็นประชาธิปไตยนะ ในปี 2022 นี้ ประเทศไทยก็ยังไม่เป็นประชาธิปไตย อยู่ แล้วก็รัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก็ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำสูงสุดของจีนอยู่ ในข้อนี้เหมือนกัน แต่ข้อที่ต่างกันมาก ก็คือ เติ้ง เสี่ยวผิง ส่งเสริมการขยายอิทธิพลของจีนไปยังต่างประเทศด้วยการร่วมลงทุน ด้วยการค้า ด้วยการผลักให้จีนเข้าไปมีบทบาทในเวทีโลกมากขึ้น
ต้องบอกว่าการที่มีนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาประเทศไทยในสมัยต่อมาของเจียง เจ๋อหมิน และหู จิ่นเทาก็เป็นสิ่งที่เติบโตมาจากทัศนคติของเติ้งที่เราต้องเปิดประเทศ เราต้องไปเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลก กับตลาดโลก ในขณะที่สี จิ้นผิง มีแนวโน้มหลังจากที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้แล้ว แล้วก็เกิดโควิด 19 ซ้ำซ้อนเข้ามาทำให้เกิดวิกฤตในประเทศจีนอย่างหนัก สี จิ้นผิงมีแนวโน้มที่จะปิดประเทศนะ สี จิ้นผิงมีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญกับการไหลเวียนทางเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่า แล้วก็ไม่ส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวจีนออกไปนอกประเทศ ไม่ส่งเสริมให้คนจีนออกไปเรียนหนังสือต่างประเทศ เหมือนกับที่เคยส่งเสริมในสมัยก่อนหน้านั้น ทั้งตั้งแต่เติ้ง เสี่ยวผิง เจียง เจ๋อหมิน และหู จิ่นเทา ดังนั้นในแง่นี้ต่างกันมาก
ในแง่ของแนวโน้มที่จะปิดประเทศแล้วก็ไม่คบกับใคร แล้วก็รักษาฐานอำนาจทางการเมืองของตัวเองภายในประเทศอย่างมั่นคง ในแง่นี้ต้องบอกว่า สี จิ้นผิงเหมือนกับเหมา เจ๋อตุงมากกว่า แต่ว่า ในขณะเดียวกันสี จิ้นผิงก็อยู่ในโลกยุคอินเทอร์เนตแล้ว ศตวรรษที่ 21 การควบคุมสื่อ การควบคุมข้อมูลข่าวสารอะไรต่าง ๆ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เมื่อเทียบกับยุคสงครามเย็นที่เหมามีอำนาจอยู่ ดังนั้น สี จิ้นผิงต้องการที่จะกลับไปสู่ มีสถานภาพแบบเหมานะ แต่สี จิ้นผิงไม่มีเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อ และปิดหูปิดตาประชาชน และปิดหูปิดตาสื่อ และควบคุมสื่อได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเท่าเหมาในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ในยุคสงครามเย็น ดังนั้นในข้อนี้ก็ต้องบอกว่า สี จิ้นผิง อยากเป็นแบบเหมา แต่ว่าเสียเปรียบเหมาอยู่มากเหมือนกัน
เมื่อเราเห็นถึงลักษณะของสี จิ้นผิงแบบนี้ สิ่งที่เราคาดการณ์ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอะไร อนาคตในสี จิ้นผิงสมัยที่ 3 แล้ว ประเทศไทยควรรับมือยังไง ถ้าอาจารย์เป็นคนต้องให้คำแนะนำด้านนโยบายกับรัฐบาลไทยในตอนนี้ อาจารย์จะแนะนำอะไร
แนะนำว่าให้มีการเลือกตั้งให้เร็วที่สุดค่ะ เพราะว่าสี จิ้นผิงเป็นผู้นำในสมัยที่ 3 ยากมากที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้ เพราะว่า ถ้าเขามีการเปลี่ยนนโยบายใด ๆ ก็ตาม เช่น ยกเลิกซีโร่โควิด มันก็แปลว่าที่ผ่านมาเขาตัดสินใจผิด มันก็แปลว่าเขาดำเนินนโยบายผิด แล้วซีโร่โควิดมันสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ถ้าเผื่อว่ามันเป็นนโยบายที่ผิด สี จิ้นผิงก็จะไม่มีความชอบธรรมในการเป็นผู้นำอีกต่อไป ดังนั้นเขาค่อนข้างไม่มีทางเลือกตรงนี้ เขาก็ต้องดำเนินนโยบายเดิมต่อไปเรื่อย ๆ เพราะว่า ไม่งั้นเขาจะไม่มีความชอบธรรม ดังนั้นแนวโน้มของจีนภายใต้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยิ่งอยู่นานต่อไปเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีปัญหามากขึ้นเท่านั้น แล้วดังนั้นรัฐบาลต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วก็มีการโหนจีนเพื่อหาความชอบธรรมในการบอกว่า ดูสิจีนไม่เป็นประชาธิปไตย จีนก็ยังมีความเจริญรุ่งเรือง มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจโน่น นี่ นั่น อยู่เลยนะ ต่อไปก็จะโหนจีนได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็จะคาดหวังเงินลงทุน จะคาดหวังเงินที่จะเข้ามาจากนักท่องเที่ยวจีนอะไรต่าง ๆ ก็จะได้น้อยลงเรื่อย ๆ ซึ่งเหล่านี้ก็จะทำให้เผด็จการอยู่ยาก เผด็จการเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะอยู่ยากด้วย
ดังนั้นต่อไปนี้มีโอกาสแล้ว ควรจะรีบเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยเพราะว่า ถ้าปล่อยให้จีนถึงขั้นวิกฤตมากจริง ๆ ก็น่าเป็นห่วงว่าที่พึ่งพิงทั้งหลายจะไปรอดไหม ดังนั้นแนะนำให้รีบเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยให้เร็วที่สุด
แต่ถ้าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นจะดีขึ้นกับความสัมพันธ์จีนยังไง
ประเทศของเราเล็กมาก แล้วก็มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองน้อยมาก ดังนั้นเรามีโอกาสที่จะมีอิทธิพลต่อจีนน้อยมาก แทบจะเราไม่มีอิทธิพลกับจีน แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ถ้าเรายังเป็นเผด็จการอยู่ เผด็จการก็จำเป็นที่จะต้องสนับสนุน ต้องเชียร์ ต้องดำเนินการไปในแนวทางเดียวกับการที่เป็นมหาอำนาจ แล้วก็ค่อนข้างจะอยู่ในสถานะที่ถ้าเผื่อว่าจีนกับอเมริกาตีกัน ก็ต้องเข้าข้างจีนไว้ก่อนนะ เรามีทางเลือก การที่เราเป็นรัฐบาลเผด็จการ เรามีทางเลือกในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศน้อยลงมากนะ ถ้าเผื่อว่าเราเป็นประชาธิปไตยเราจะมีทางเลือกในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากขึ้น เราจะสามารถที่จะมีการคานอำนาจกัน เอาสหรัฐอเมริกาเข้ามา เอาญี่ปุ่นเข้ามา เอาสหภาพยุโรปเข้ามาอะไรต่าง ๆ เราจะไม่มีชนักปักหลังว่า เป็นประเทศเผด็จการ ดังนั้นเราไม่ได้รับการยอมรับจากภาคตะวันตกที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นประชาธิปไตย แล้วก็ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน
ดังนั้นถ้าเราจะเป็นประชาธิปไตยได้ มันจะทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับจีนดีขึ้นไหม ก็คงจะไม่ แต่ว่ามันก็คงจะไม่ทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับจีนแย่ลงเพราะว่าจริง ๆ แล้ว ที่ผ่านมา ในสมัยที่เรามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จีนก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเราเหมือนกัน ก็คิดว่าจีนไม่น่าจะเดือดร้อนมากกับกับที่ประเทศเรากลายเป็นประชาธิปไตย แต่ประเทศเราจะเดือดร้อนมากถ้าเผื่อว่าเรายังเป็นเผด็จการอยู่ แล้วเผด็จการจีนมีปัญหา
(คุณประยุทธ์) ไม่ใช่นายกฯ ที่ส.ส.ส่วนใหญ่เลือกมานะ เป็นนายกฯ ที่ส.ว.ซึ่งคุณประยุทธ์นั่นแหล่ะ เลือกมาให้เป็นส.ว.แล้วส.ว.ก็มาเลือกคุณประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีนะ ดังนั้นคุณประยุทธ์ไม่ได้มาตามวิธีทางประชาธิปไตยนะ แล้วสิ่งนี้ทุกคนก็รู้ ทุกคนก็เห็นนะ มันมาถึงยุคนี้แล้ว ค่อนข้าง หลอกใครไม่ได้เลยค่ะ