You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
องค์กรผู้บริโภคหวั่น ดีลเอไอเอส- 3บีบี เปิดช่องให้กลุ่มทุนผูกขาดตลาด ด้านฟิทช์ เรตติ้ง กลับมองต่างมุม
สภาองค์กรของผู้บริโภคแสดงความกังวลถึงผลเสียต่อผู้บริโภคหลัง บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เข้าซื้อกิจการของบมจ.ทริปเปิลที บรอดแบนด์ หรือ ทรีบรอดแบรนด์ ขณะที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ฟิทช์ เรตติ้ง มองว่าดีลธุรกิจนี้จะเพิ่มภาวะแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมไทย
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ฟิทช์ เรตติ้ง เปิดเผยผลการพิจารณาจัดอันดับของ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ที่ประกาศเข้าซื้อหุ้น 99.87% ของ บมจ.ทริปเปิลที บรอดแบนด์ หรือ ทรีบรอดแบนด์ รวมถึงการได้มาซึ่งบริษัทย่อยอีก 2 แห่ง คือ ทริปเปิลที อินเทอร์เน็ต จำกัด และบริษัท อิน คลาวด์ จำกัด มองว่า "สอดคล้องกับเป้าหมายของทางบริษัท เพื่อสร้างจุดยืนการแข่งขันที่ยั่งยืน และเพิ่มผลกำไรในภาคอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ท่ามกลางภาวะธุรกิจโทรคมนาคมที่เริ่มชะลอตัว"
แม้ว่าการทุ่มเงิน 19,500 ล้านบาทซื้อหุ้นเกือบ 100% ของ บมจ.ทริปเปิลที บรอดแบนด์ รวมถึงธุรกรรมการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF) จาก JAS จำนวน 1,520 ล้านหน่วย หรือ 19% คิดเป็นมูลค่ารวม 12,920 ล้านบาท รวมเป็นการกู้ยืมเงินมาทุ่มลงทุนราว 32,400 ล้านบาท จะเป็นหนี้ปริมาณมาก และทำให้อัตราหนี้สินสุทธิต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (net debt/EBITDA) เพิ่มขึ้นเป็น 1.4-1.5 เท่า เมื่อธุรกรรมเสร็จสิ้นในไตรมาสที่ 1 ปี 2566
แต่ฟิทช์ เรตติง มองว่า "ยังถือว่าเป็นอัตราหนี้สินสุทธิฯ ที่ต่ำกว่าเพดาน 1.8 เท่า ที่เราจะพิจารณาปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือการชำระหนี้"
ฟิทช์ เรตติ้ง ประเมินว่าตลาดอินเทอร์เน็ตบ้านของประเทศไทย มีแนวโน้มจะขยายตัวได้อีก แต่การขยายจำนวนผู้ใช้บริการยังถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง เพียง 53% ในปี 2564 ส่วนปัจจัยแข่งขันของตลาดต่อจากนี้ คือ การปรับใช้บริหารอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่เพิ่มขึ้น
สำหรับการตัดสินใจเข้าซื้อ ทรีบรอดแบรนด์ ของ เอไอเอสนั้น ฟิทช์ เรตติ้ง มองว่า "เป็นเรื่องที่เข้าใจได้" หลังคู่แข่งอย่าง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ ทรู และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชัน จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ควบควมธุรกิจระหว่างกัน เพื่อเพิ่มภาวะแข่งขัน ประกอบกับการแข่งขันในภาคอินเทอร์เน็ตโทรศัพท์มือถือเผชิญความท้าทายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
สำหรับตลาดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ปัจจุบันมีผู้เล่นรายใหญ่ 4 ราย ข้อมูล ณ ไตรมาสที่ 1 ปี 2565 ประกอบด้วย ผู้นำตลาดคือ ทรูออนไลน์ มีฐานลูกค้า 4.7 ล้านราย คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 43.1% ตามด้วย 3BB มีลูกค้า 3.6 ล้านราย ส่วนแบ่งตลาด 26.5% และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นที มีลูกค้า 3.5 ล้านราย ส่วนแบ่งตลาด 25.7% และเอไอเอส ไฟเบอร์ มีลูกค้า 1.8 ล้านราย ส่วนแบ่งตลาด 13.3% หาก เอไอเอส ไฟเบอร์ รวมกับ 3BB จะทำให้มาร์เก็ตแชร์ขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาด
องค์กรผู้บริโภค แสดงจุดยืนคัดค้าน ดีล เอไอเอส-3BB
อย่างไรก็ตาม หนึ่งในความกังวลใจในสังคมที่สะท้อนออกมาผ่านการประกาศขยายธุรกิจของเอไอเอสเมื่อวันที่ 4 ก.ค. มาจาก น.ส. สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาองค์กรของผู้บริโภค กรณีดังกล่าวไม่ต่างจาก กรณีที่บริษัท เทเลนอร์ ของนอร์เวย์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด หรือ ดีแทค กำลังมีการเจรจากับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด
อดีตกรรมการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รายนี้ มองว่าจะส่งผลทำให้ตลาดการแข่งขันลดลงจึงเกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคทำให้มีทางเลือกน้อยลงอย่างแน่นอน ถึงแม้เอกชนมีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงการประกอบกิจการ
ดังนั้น เธอจึงเรียกร้องให้ กสทช. ต้องพิจารณา 2 ดีลธุรกิจนี้อย่างรอบคอบ เพื่อมิให้เกิดเป็นปัญหาใหญ่ในกิจการโทรคมนาคมของประเทศ โดยเฉพาะการที่เอกชนอาจใช้แผนการตลาด "ขายพ่วง PACKAGE" ถือเป็นการบีบบังคับผู้บริโภค อย่างไร้ทางเลือก
"สภาองค์กรของผู้บริโภค เตรียมนำเรื่องเข้าหารือในวงอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ เพราะมีจุดยืน อย่างชัดเจน คัดค้าน การควบรวมกิจการ หรือ การซื้อหุ้นในธุรกิจใด ๆ ที่ทำให้เกิด อำนาจเหนือตลาด" เธอกล่าวในแถลงการณ์
ปธ.ทีดีอาร์ไอ เชื่อ กรณีนี้มีความเกี่ยวข้องกับดีลทรู-ดีแทค
ด้าน ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ออกมาแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัววันที่ 4 ก.ค. ว่า ตลาดโทรคมนาคมไทยกำลังเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการเพิ่มโครงสร้างที่ผูกขาดมากขึ้นจนถึงขั้นอันตราย เพราะหลังจากที่ทรูและดีแทคที่กำลังเดินหน้าควบรวมกันแล้ว ตอนนี้ก็มีกระแสข่าวว่า เอไอเอสจะซื้อทรีบรอดแบนด์ อีก
"ผมคิดว่า 2 ดีลนี้มีความเกี่ยวข้องกัน โดยดีลหลังน่าจะเป็นปฏิกริยาต่อดีลแรก แต่ดีกว่าตรงที่ยังยอมรับว่า การควบรวมต้องผ่านการอนุญาตจาก กสทช. ก่อน ในขณะที่ผู้เกี่ยวข้องกับดีลแรกยังยืนกระต่ายขาเดียวว่า แค่ขออนุญาตผู้ถือหุ้นก็พอ ไม่ต้องขออนุญาตควบรวม ท่ามกลางการสร้างกระแสว่าประชาชนและนักวิชาการจำนวนมากสนับสนุนการควบรวม"
หากการควบรวมทั้งสองดีลเกิดขึ้นสำเร็จ ผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อยของไทยก็จะเหลือทางเลือกน้อยลง และเสี่ยงต่อการถูกเอาเปรียบโดยทุนใหญ่ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในธุรกิจโรงหนัง ค้าปลีกขนาดใหญ่ โรงพยาบาล และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งไม่ใช่เฉพาะคนจนเท่านั้นที่เดือดร้อน แต่ยังกระทบมาถึงคนชั้นกลางจำนวนมากด้วย