ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ : เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ "กรุงเทพธนาคม" วิสาหกิจ กทม. ผู้ดูแลการเก็บขยะจนถึงรถไฟฟ้าสายสีเขียว

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด
หนึ่งในภารกิจสำคัญของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนที่ 17 คือ การสะสางปมปัญหาสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอส ภายใต้การดูแลของ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด
เพียงแค่หนึ่งวันหลังจากเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา นายชัชชาติ ได้หารือกับผู้บริหารกรุงเทพธนาคม จำกัด เพื่อขอดูรายละเอียดของสัมปทานการจ้างเดินรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีเขียว พร้อมกำหนดกรอบการทำงานเพื่อหาข้อสรุปการแก้ปัญหาสัมปทานและภาระหนี้ของ กทม. ภายในเวลา 1 เดือน
ขณะที่ผ่านมาเพียงสองสัปดาห์ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกครั้งกับวิสาหกิจแห่งนี้ที่ กทม. เป็นถือหุ้นรายใหญ่ เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่ประชุมบริษัทมีมติเห็นชอบแต่งตั้ง คณะกรรมการชุดใหม่ 7 คน แทนคณะกรรมการบริหารชุดเก่าที่ลาออกยกคณะ
รายนามคณะกรรมการชุดใหม่ ประกอบด้วย ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ เป็นประธานกรรมการบริหาร ผศ.ดร.ประแสง มงคลศิริ เป็นกรรมการผู้อำนวยการ ส่วนอีก 5 คนที่เหลือเป็นกรรมการบริษัท ประกอบด้วย ศ.พิเศษ ดร.กมลชัย รัตนสกาววงศ์, นายชัยวัฒน์ คลังวิจิตร, นางทิพยสุดา ถาวรามร, นายธรรดร มลิทอง และนายพีระพัฒน์ ศรีสุคนธ์

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีขึ้นเพื่อการเข้ามาพิจารณาเกี่ยวกับสัญญาโครงการต่างๆ กว่า 20 โครงการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ภายใต้การกำกับดูแลของกรุงเทพธนาคมโดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ยังเป็นข้อถกเถียงและข้อพิพาททางกฎหมายกับผู้ว่าจ้างอย่าง บมจ. บีทีเอสซี บริษัทในเครือ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS)
บีบีซีประมวลเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับวิสาหกิจแห่งนี้มาเล่า
จาก "สหสามัคคีค้าสัตว์" สู่ "กรุงเทพธนาคม"
วิสาหกิจของ กทม. แห่งนี้ เริ่มต้นในปี 2485 ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย โดยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เริ่มก่อตั้งโดยบุคคล 8 คน ด้วยทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท ในชื่อว่า "บริษัท สหสามัคคีค้าสัตว์ จำกัด เพื่อดำเนินกิจการเกี่ยวกับการค้าสัตว์ การซื้อ ขาย และส่งออกต่างประเทศ

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด
ต่อมาในปี 2502 ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 50 ล้านบาท มีหุ้นรวม 50,000 หุ้น โดยมีเทศบาลนครกรุงเทพในขณะนั้น ถือหุ้นเป็นครั้งแรกจำนวน 3,000 หุ้น
ในระหว่างที่คณะปฏิวัตินำโดยจอมพล ถนอม กิตติขจร ซึ่งยึดอำนาจตัวเองทำหน้าที่บริหารประเทศในปี 2514 ได้มีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 24 และ 25 ขึ้น โดยรวมเอาจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีเข้าด้วยกัน เป็นจังหวัดนครหลวงกรุงเทพธนบุรี ซึ่งต่อมาในปี 2515 ได้มีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 ให้รวมกิจการของนครหลวงกรุงเทพธนบุรี เป็น "กรุงเทพมหานคร"

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด
หนึ่งปีหลังจากที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 กรุงเทพมหานครได้เข้ามาถือหุ้นทั้งสิ้นในบริษัท สหสามัคคีค้าสัตว์ 44,994 หุ้น คิดเป็น 99.98% จากหุ้นทั้งหมด 50,000 หุ้น
ต่อมา กทม. ได้ ยกเลิกกิจการโรงฆ่าสัตว์ของบริษัท สหสามัคคีค้าสัตว์ และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น "บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด" ในวันที่ 15 ก.ย. 2537 กรุงเทพมหานครยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 99.98% โดยให้ดำเนินกิจการเกี่ยวกับการให้บริการและการจัดการงานสาธารณูปโภคพื้นฐานในเขตกรุงเทพมหานคร
ผลประกอบการปี 2564 กำไรพุ่งกว่า 2,000%
ภารกิจหลักๆ ของกรุงเทพธนาคมประกอบด้วย การดำเนินโครงการบริหารจัดการทรัพย์สินสาธารณะของกรุงเทพมหานครในระยะยาว เช่น การบริหารจัดการเดินรถโครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร ระยะเวลา 30 ปี เช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด
นอกจากนี้ยังมีโครงการรถไฟฟ้าสายสีทอง รถโดยสายด่วนพิเศษหรือ บีอาร์ที และเรือโดยสาร การสื่อสารและโทรคมนาคม การจัดเก็บและกำจัดมูลฝอยติดเชื้อในเขต กทม. งานสังคมและสาธารณะ และด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีจำนวนโครงการกว่า 20 โครงการ มูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาท
ทว่า เมื่อพิจารณาผลประกอบการที่ผ่านมาของกรุงเทพธนาคม ถือว่ามีมูลค่าแตกต่างจากมูลค่าโครงการที่ดูแลอยู่ในปัจจุบัน ข้อมูลผลประกอบการของบริษัฯ ที่รายงานต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ย้อนหลัง 5 ปีนับตั้งแต่ปี 2560 ระบุว่า บริษัทฯ สร้างรายได้และกำไร ยกเว้นปี 2563 ที่พบว่าขาดทุน ซึ่งส่งผลทำให้กำไรสุทธิในปี 2564 ที่ผ่านมาเติบโตอย่างก้าวกระโดดมากกว่า 2,000%
เมื่อปี 2560 บริษัทฯ มีรายได้รวม 636.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.19% จากปีก่อนหน้า ในขณะที่ในปี 2561 มีรายได้ลดลง 29.58% มาอยู่ที่ 447.95 ล้านบาท เช่นเดียวกันกับปี 2562 ที่รายได้ลดลงอีก 20.23% จากปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 357.29 ล้านบาท

ที่มาของภาพ, Getty Images
แต่ในปี 2563 และ 2564 กรุงเทพธนาคมมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยที่ปี 2563 มีรายได้ 467.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 30.76% จากปี 2562 ส่วนปี 2564 มีรายได้เพิ่มเป็น 935.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 100%
ส่วนกำไรของบริษัทในปี 2560 อยู่ที่ 59.31 ล้านบาท ปี 2561 มีกำไร 26.78 ล้านบาท ปี 2562 มีกำไร 19.44 ล้านบาท ปี 2563 มีผลประกอบการขาดทุน 3.11 ล้านบาท ส่วนปีที่แล้วมีกำไรเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 2,145% มาเป็น 63.61 ล้านบาท
เหตุใดปัจจุบันกรุงเทพธนาคมไม่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน
ประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงและความหวังของสังคมหลังจากที่นายชัชชาติดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. แล้วคือการจัดการปัญหาเกี่ยวสัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ กรุงเทพธนาคมเป็นผู้บริหารจัดการโครงการดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ นายชัชชาติ เคยให้สัมภาษณ์ทั้งระหว่างการหาเสียงและหลังจากที่ได้รับตำแหน่งผู้ว่า ฯ กทม. เสนอว่า ทางออกที่ดี หากต้องการต่ออายุสัมปทานโครงการนี้ที่จะสิ้นสุดลงในปี 2572 ควรจะนำเข้าสู่ พ.ร.บ. ร่วมทุนฯ เพราะยังมีเวลาเพียงพอก่อนที่จะสัญญาสัมปทานปัจจุบันจะสิ้นสุดลง และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้าร่วมแข่งประมูล ซึ่งอาจจะทำให้ได้อัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าลดลงอีก และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ที่มาของภาพ, Thai news pix
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเกี่ยวกับการเข้า พ.ร.บ. ร่วมทุน ฯ ของโครงการดังกล่าวเคยเป็นข้อถกเถียงในสังคมจนต้องขอความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อปี 2550 ให้มีการเสนอให้พิจารณาสถานภาพของบริษัทกรุงเทพธนาคมและการดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครส่วนต่อขยายและโครงการรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ (BRT) ของกรุงเทพมหานคร โดยอาศัยกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ คือ มาตรา 89 มาตรา 97 มาตรา 96 ของพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และมาตรา 5 พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ. ร่วมทุน
ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องเสร็จที่ 222/2550 ได้ข้อสรุป 2 ประการดังนี้
- ประเด็นที่แรก: บริษัทกรุงเทพธนาคมฯ ไม่เป็นเอกชนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 เนื่องจากกรุงเทพมหานคร ถือหุ้น 99.98% ถือว่าเป็นกิจการที่อยู่ในการกำกับดูแลของกรุงเทพมหานคร ดังนั้น กรุงเทพมหานครสามารถมอบหมายหรือว่าจ้างให้บริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด ดำเนินกิจการตามอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครได้ โดยไม่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน
- ประเด็นที่สอง: การที่กรุงเทพมหานครหรือบริษัทกรุงเทพธนาคมฯ ว่าจ้างให้เอกชนเดินรถไฟฟ้าตามโครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครส่วนต่อขยายและให้บริการเดินรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ (BRT) เป็นกรณีที่กรุงเทพมหานครประสงค์จะประกอบกิจการรถไฟฟ้าและกิจการรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษซึ่งเป็นการดำเนินการที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครเองตามมาตรา 89 (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครฯ โดยกรุงเทพมหานครเป็นผู้รับผลประโยชน์สุดท้ายเองทั้งหมด เพียงแต่ทำการจ้างเอกชนเดินรถโดยเอกชนจะรับค่าจ้างเป็นการตอบแทนเท่านั้น ดังนั้น การจ้างในลักษณะดังกล่าวจึงไม่เป็นการ "ร่วมงานหรือดำเนินการ" ในกิจการของรัฐตามบทนิยามในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐฯ และไม่ถือว่ากรุงเทพมหานครร่วมลงทุนกับเอกชน ตาม พ.ร.บ. ร่วมทุนฯ ปี 2535
ทั้งนี้ พ.ร.บ. ร่วมทุนฯ ปี 2535 จะถูกยกเลิกไปแล้วโดยผลของการบังคับใช้ พ.ร.บ. ร่วมทุนฯ ปี 2556 และ พ.ร.บ. ร่วมทุนฯ ปี 2562 ตามลำดับ ซึ่ง กทม. สามารถดำเนินการได้ตาม พ.ร.บ. ฉบับปัจจุบันได้ในกรณีสัญญาสัมปทานฉบับใหม่

ที่มาของภาพ, Getty Images
อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีข้อเสนอจากกระทรวงมหาดไทยที่เสนอเรื่องการต่ออายุสัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้ บมจ. บีทีเอสซี เป็นเวลาอีก 30 ปี ซึ่งภาคสังคมคัดค้าน
ข้อเสนอของมหาดไทยดังกล่าว ต้องการขอขยายอายุสัมปทานไปถึงปี 2602 จากสัมปทานปัจจุบันที่จะสิ้นสุดปี 2572 โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือ ให้ บมจ. บีทีเอสซี จะต้องรับภาระหนี้สินและดอกเบี้ยที่เกิดจากการลงทุนรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 2 ช่วงจาก กทม. เป็นเงินมูลค่าราว 1 แสนล้านบาท พร้อมกับกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าไม่เกิน 65 บาทตลอดสาย











