เงินเฟ้อ : แรงงานเมียนมา “กลับบ้านไม่ได้ อยู่ไทยไม่ไหว”

ผู้หญิงและเด็ก
    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษ บีบีซีไทย

เปิดชีวิตในห้องเช่าขนาด 12.5 ตารางเมตร ของ "จุ่ย เลี้ยง" แรงงานเมียนมาวัย 35 ปี ผู้เป็นภรรยาและแม่ลูกสองในวันที่กลับประเทศไม่ได้ และค่าครองชีพในไทยสูงเกินไป

จุ่ย เลี้ยง หรือ "เรือน" ชื่อภาษาไทยที่เธอใช้เรียกตัวเอง ใช้เวลาไม่นานเพื่อรับสายโทรศัพท์จากบีบีซีไทยในลอนดอน ทว่าเธอกลับใช้เวลาสักพักเพื่อหาสถานที่เหมาะสมในการพูดคุยกับเรา

เสียงเด็กร้องดังเข้ามาในสายเป็นระยะ เช่นเดียวกับเสียงเด็กวิ่งเล่นพร้อมเรียกหาแม่

"ฉันเข้ามาอยู่ประเทศไทยรอบนี้สามปีกว่าแล้ว กลับออกไปไม่ได้" เรือนเริ่มเล่าเรื่องราวของตัวเอง

ครอบครัวของเรือนมีสมาชิกด้วยกันทั้งสิ้น 5 คน ประกอบไปด้วยตัวเธอ สามีวัย 38 ปี ลูกสาวคนกลางและคนเล็ก วัย 2 ขวบ และ 5 เดือน และลูกสาวคนโตวัย 16 ปี ซึ่งอาศัยอยู่กับพี่สาวของเธอในเมียนมา

500 บาทต่อวัน ประทัง 4 ชีวิต

ตอนที่เรือนกลับเข้ามาไทยรอบล่าสุดเมื่อปี 2019 เธอเข้ามาทำงานร้านอาหารและมีรายได้วันละ 400 บาท ค่าแรงจำนวนนี้เท่ากันกับสามีของเธอที่ทำงานก่อสร้าง

หนึ่งปีต่อมาเรือนคลอด "ฟ้าใส" ลูกคนกลาง ณ ช่วงเวลาที่เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตโควิด-19 และเมื่อห้าเดือนที่ก่อน "น้ำฝน" ลูกคนสุดท้องของครอบครัวก็ลืมตาดูโลก

ตอนนี้เรือนเป็นแม่บ้านดูแลลูกทั้งสองคนเต็มตัวเนื่องจากไม่มีเงินมากพอจะไปฝากเลี้ยงในสถานรับดูแลเด็กตอนกลางวัน อีกทั้งลูกคนเล็กของเธอก็ยังไม่หย่านม

ที่พักแรงงาน
คำบรรยายภาพ, ครอบครัวของเรือนจ่ายค่าที่พักวันละประมาณ 100 บาท

จากครอบครัวที่เคยมีรายรับวันละ 800 บาท ขณะนี้ลดฮวบลงครึ่งหนึ่ง สามีของเรือนไม่เพียงเป็นเสาหลักในการหารายได้ แต่เขาเป็นเสาต้นเดียวที่ยังตั้งอยู่

แม่ลูกสองคอยระวังไม่ให้ลูกคนกลางลงไปวิ่งเล่นบนถนนขณะที่แจกแจงรายรับรายจ่ายบีบีซีไทยฟัง

เธอพาลูก ๆ ออกมานั่งอยู่ด้านหน้าของบ้านเช่า ห้องของเธอมีหน้าต่างเพียงบานเดียว และอากาศก็ร้อนเกิดกว่าที่เด็ก ๆ จะอยู่ในห้องขนาด 12.5 ตารางเมตร ตอนกลางวันไหว

เธอเล่าว่า ไม่นานหลังจากคลอดลูกคนสุดท้อง ที่ทำงานของสามีขึ้นค่าจ้างให้เขาเป็นวันละ 500 บาท เงินจำนวนนั้นถูกนำมาจ่ายค่าเช่าบ้านวันละ 100 บาท และอีก 300-400 บาท เป็นค่าอาหาร

"ค่าห้องวันละร้อย ค่ากับข้าววันนึงสามร้อยกว่า บางวันลูกขอเงินไปซื้อขนม เงินได้มาวันละห้าร้อยก็ไม่เหลือ กับข้าวกินแบบประหยัด กินข้าวเยอะ ๆ กินกับข้าวน้อย ๆ" เรือนแจกแจง

ตั้งแต่มีลูกคนที่สอง เรือนแทบไม่มีเงินเหลือเก็บ เนื่องจากต้องลาออกจากงานมาเลี้ยงลูก ยิ่งพอมีลูกคนที่สามประกอบกับภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นแม้แต่เวลาป่วย เธอยังเลือกที่จะไม่ไปโรงพยาบาล

"เราไม่มีประกัน เป็นอะไรต้องจ่ายเอง เวลาไม่สบาย ไม่ไปหาหมอ ไม่มีเงิน" เธอบอก

ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับสามีของเธอ หากต้องหยุดงานก็จะขาดรายได้ เขาจึงพยายามทำงานให้ได้มากที่สุดและหยุดเฉพาะวันที่เหนื่อยจริงๆ

ปัจจุบันครอบครัวของเรือนยังมีภาระหนี้อีกราว 20,000 บาท ซึ่งมาจากการไปหยิบยืมครอบครัวเพื่อจ่ายเงินค่าคลอดลูกทั้งสองคนของเธอ

เงินเฟ้อส่งผลร้ายกับคนจนมากที่สุด

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนเมษายน 2565 ของไทยสูงขึ้น 4.65% เมื่อเทียบกับตัวเลขในเดือนเมษายน 2564

แผงค้าหมู

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เงินเฟ้อส่งผลกระทบต่อทุกคนแต่ในอัตราที่ไม่เท่ากัน

สิ่งนี้หมายความว่าโดยรวมแล้วประชาชนในไทยมีค่าใช้จ่ายทั่วไปเพิ่มสูงขึ้นในแทบทุกมิติ ทั้งค่าอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องใช้ส่วนตัว ของใช้ภายในบ้าน ที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาล การคมนาคมขนส่ง พลังงาน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

อัตราเงินเฟ้อส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคน แต่ระดับความรุนแรงไม่เท่ากัน

บทวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยบรู้คกิ้งส์ (Brookings) ในสหรัฐอเมริกา ชี้เหตุผลสนับสนุนจุดยืนดังกล่าวผ่านแนวคิด 3 ประเด็น ได้แก่ 1.แหล่งที่มาของรายได้ 2.สัดส่วนสินทรัพย์ทางการเงิน และ 3.สัดส่วนค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

สถาบันวิจัยบรู้คกิ้งส์ นำประชากรมาเรียงจากรายได้น้อยไปมาก แบ่งออกเป็น 100 ส่วนเท่า ๆ กัน (เปอร์เซ็นไทล์) โดยกำหนดให้ประชากรที่อยู่ในระดับต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 25 ลงไปคือผู้มีรายได้ "ต่ำ" ผู้ที่อยู่ในระดับเปอร์เซ็นไทล์ที่ 25-75 คือผู้มีรายได้ "ปานกลาง" และผู้ที่มีรายได้ในเปอร์เซ็นไทล์สุดท้ายคือผู้ที่มีรายได้ "สูง"

นักวิจัยพบว่า โดยมากแล้วผู้ที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลางมักมีรายรับจากเงินเดือนเป็นหลัก ในภาวะเงินเฟ้อ สิ่งนี้ทำให้รายรับไม่เติบโตเมื่อเทียบกับผู้มีรายได้สูงซึ่งมักมีรายได้มาจากการทำธุรกิจหรือการลงทุน

นอกจากนี้ กลุ่มประชากรที่มีรายได้ต่ำนี้มักไม่ได้ครอบครองสินทรัพย์ทางการเงินที่ช่วยยับยั้งความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อเช่นเดียวกัน

หากกลับมาเปรียบเทียบกับข้อมูลในประเทศไทย ตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า ณ เดือนมีนาคม 2565 ไทยมีตัวเลขจำนวนบัญชีออมทรัพย์ทั้งสิ้น 104 ล้านบัญชี ในจำนวนนี้ มากถึง 92 ล้านบัญชี หรือราว 88% มีเงินฝากต่ำกว่า 50,000 บาท

ชาวเมียนมารอเติมน้ำมัน

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประชาชนในเมียนมาเผชิญปัญหาน้ำมันแพงเช่นกัน

ขณะที่บทความในปี 2563 จากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ซึ่งแบ่งประชากรตามระดับรายได้ตามรูปแบบของเปอร์เซ็นไทล์เช่นเดียวกัน พบว่า ในปี 2562 ประชากรที่มีรายได้ในกลุ่ม 20 เปอร์เซ็นไทล์สุดท้าย (ผู้มีรายได้สูง) มีสินทรัพย์เฉลี่ย 1.4 ล้านบาท ขณะที่ตัวของประชากรกลุ่ม 20 เปอร์เซ็นไทล์แรก (ผู้มีรายได้ต่ำ) ต่ำกว่า 400,000 บาท

ท้ายที่สุด กว่าครึ่งหนึ่งของรายจ่ายของครัวเรือนที่มีรายได้น้อยมักใช้ไปกับรายจ่ายด้านอาหาร เมื่อระดับเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งมักมาจากราคาอาหารและพลังงานที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำจึงต้องเผชิญกับภาวะที่มีค่าใช้จ่ายจำเป็นเพิ่มสูงขึ้น

บทความจาก PIER พบว่าในปี 2562 กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำมีสัดส่วนรายจ่ายค่าอาหารสูงถึง 51% ขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้สูงมีสัดส่วนรายจ่ายค่าอาหารเพียง 29% เท่านั้น

อยากส่งลูกกลับบ้านแต่ทำไม่ได้

สภาวะปัจจุบันทำให้ครอบครัวของเรือนทำได้แค่ใช้ชีวิตไปวันต่อวัน เธออยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี แต่ความฝันนั้นต้องใช้เงินทำให้เป็นจริง

เธอต้องการกลับไปทำงานเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัวแต่ก็ทำไม่ได้

ร้านบุฟเฟต์ข้าวแกงที่สวนลุมพินี

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang/bbc thai

คำบรรยายภาพ, ร้านบุฟเฟต์ข้าวแกงที่สวนลุมพินี

การเดินทางกลับเมียนมาในตอนนี้เป็นเรื่องยาก นับตั้งแต่ที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เข้ายึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) เมื่อต้นปี 2021 สถานการณ์ในประเทศไม่ได้มีท่าทีดีขึ้นแต่อย่างใด

สมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองเมียนมา (AAPP) รายงานว่า นับจนถึงวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตโดยฝีมือของกองทัพที่ได้รับการยืนยันจากสมคมฯ แล้วทั้งสิ้น 1,851 ราย ขณะที่ตัวเลขผู้ถูกคุมขังสูงถึง 10,716 คน

สำหรับเรือนที่มีครอบครัวอาศัยอยู่ในเมียนมาขณะนี้ เธออธิบายสถานการณ์ให้เราฟังว่า ผู้คน "อยู่ไปด้วย ระวังตัวไปด้วย"

ไม่เพียงสถานการณ์ทางบ้านเกิดไม่เหมาะสมกับการพาเด็กเล็กกลับไปแล้ว หากเลือกจะกลับจริง ๆ เรือนก็ยังไม่มีค่ารถกลับบ้านอยู่ดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนไทย-เมียนมา ส่วนท้องถิ่น (TBC) เห็นควรเปิดด่านกรมแดนถาวรแม่สายแห่งที่ 1 เริ่มต้น 1 มิถุนยานี้

เรือนเล่าให้ฟังว่า การจะเดินทางกลับบ้านเกิดไม่สามารถทำได้ด้วยการนั่งรถโดยสารสาธารณะอย่าง 'รถทัวร์' เนื่องจากเจ้าหน้าที่ "ไม่รับคนอย่างเรา" เธอชึ้ว่า มาตรการไม่รับแรงงานต่างด้าวขึ้นรถทัวร์เป็นมาตั้งแต่ก่อนเกิดโควิด-19 แล้ว

ระหว่างช่วงที่มีการระบาดอย่างหนัก ทั้งกรมการขนส่งทางบกและกรมการขนส่งทางรางต่างก็ออกประกาศห้ามเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าว

คำบรรยายวิดีโอ, บุฟเฟต์ข้าวแกง กับวิกฤตของแพง

นอกจากนี้ หนังสือเดินทางของเธอยังมาหมดอายุระหว่างที่เกิดโรคระบาด แม้ประกาศกระทรวงแรงงาน จะอนุญาตให้คนต่างด้าวสามารถทำงานในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษได้ แต่เธอและสามีซึ่งตกอยู่ในสภาวะเดียวกันก็รู้สึกเป็นกังวลอยู่ดี

เรือนเล่าว่าหากต้องการเดินทางกลับเมียนมาในช่วงที่ด่านยังไม่เปิดและรถทัวร์ปฏิเสธให้บริการ เธอต้องจ่ายเงินให้นายหน้าเป็นค่ารถจากรุงเทพไปยังเชียงรายสำหรับผู้ใหญ่ คนละ 8,000 บาท และเด็ก คนละ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายดังกล่าวยังไม่รวมการนั่งเรือข้ามพรมแดนและการเดินทางต่อไปยังบ้านเกิดของตัวเอง

"ต้องอยู่ให้รอด [แม้จะ]กลับบ้านได้ แต่ว่าไม่มีค่ารถกลับบ้าน" เรือนบอก

เรือนเล่าว่ามีแรงงานต่างชาติอีกมากที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกับเธอ

ตามข้อมูลเดือนกุมภาพันธ์ 2565 จากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน ระบุว่ามีแรงงานต่างด้าวอยู่ในไทยทั้งสิ้น 2.3 ล้านคน ในจำนวนนี้ มาจากเมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ทั้งสิ้น 1.1 ล้านคน

ประเภทกิจการที่แรงงานเหล่านี้เข้าไปรับจ้างมากที่สุดได้แก่ 1.ภาคการเกษตรและปศุสัตว์ 2.กิจการก่อสร้าง และ 3.กิจการบริการต่างๆ

เรือนบอกกับบีบีซีไทยว่า ถ้าเป็นไปได้เธอก็อยากเก็บเงินไว้ให้ลูก "เพื่อซื้ออนาคตให้พวกเขา เราทำได้แค่กินใช้ให้พอ"

เรือนบอกว่าไม่อยากคิดไปไกลในอนาคตเพราะทำอะไรไม่ได้

เธอทิ้งท้ายว่า "ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว เรามีลูก ก็อยู่เพื่อลูก ทำทุกอย่างเพื่อลูก"

คำบรรยายวิดีโอ, อะไรคือสาเหตุทำของแพง