น้ำท่วม : เปิดแผนป้องกันแก้ไขน้ำท่วม กทม. ปี 2565 มูลค่า 3.89 พันล้านบาท

ฝนตกน้ำท่วมเป็นปัญหาเรื้อรังของกรุงเทพมหานคร และนี่ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของบรรดาผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ขันอาสามาแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้น โดยใครจะได้คว้าชัยชนะทราบกันอย่างแน่นอนในวันอาทิตย์ที่ 22 พ.ค. นี้

ทว่า ปัญหาน้ำท่วม หรือ ที่อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเคยกล่าวว่า "น้ำรอระบาย" กำลังกลับมาเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล เนื่องจากว่า นับตั้งแต่เมื่อ 17 พ.ค. มีฝนตกลงมาเป็นปริมาณมากและยาวนาน ทำให้หลายพื้นที่ภายใน กทม. ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมอย่างหนัก

ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศสำหรับ 24 ชั่วโมงข้างหน้า โดยออกคำเตือนใน 36 จังหวัดเตรียมรับมือกับฝนตกหนักทั้งในภาคเหนือ ภาคกลาง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีฝนฟ้าคะนองราว 70% ของพื้นที่กับมีฝนตกหนักบางแห่ง

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงปัญหาน้ำท่วมที่เกิดจากฝนตกหนักทั่วกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้การจราจรติดขัดในหลายพื้นที่ ว่า ขณะนี้มีหน่วยงานกำลังแก้ปัญหาอยู่ ซึ่งเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่ฝนตกในช่วงนี้ซึ่งเป็นหน้าฝน

"ทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่ากรุงเทพมหานครค่อนข้างแออัดอยู่พอสมควร ดังนั้นระบบการระบายน้ำจึงอาจไม่ทันเวลา โดยเฉพาะหากฝนตกปริมาณมากในช่วงเวลาจำกัด ทั้งนี้ทุกคนมีหน้าที่ทำงานอยู่แล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลายอย่างวันหน้าจะดีขึ้น การจัดระเบียบให้ไปแก้ปัญหาต่างๆ ผมเห็นใจคนกรุงเทพฯ ที่อยู่อย่างแออัด ซึ่งเป็นปัญหาที่ทุกคนจะต้องมาแก้ไข" นายกรัฐมนตรี กล่าว

สำหรับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ถือเป็นหน้าที่หลักของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในแต่ละปีที่มีหน่วยงานและงบประมาณสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง

บีบีซีไทย ประมวลเนื้อหาสำคัญบางส่วนมาอธิบายถึงการรับมือปัญหาจากฝนตกน้ำท่วม ดังนี้

ปี 2565 กทม. มีงบประมาณแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเกือบ 4 พันล้านบาท

หน่วยงานหลักในการบริหารจัดการปัญหาดังกล่าว คือ สำนักงานระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ซึ่งจากการสืบค้นข้อมูลของบีบีซีไทยพบว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ของกรุงเทพมหานคร ตามข้อมูลที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เกี่ยวกับประกาศข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 (1 ต.ค. 2564- -30 ก.ย. 2565 วงเงิน 79,855 ล้านบาท โดยวงเงินดังกล่าวถือว่าเพิ่มขึ้นจากงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ที่มีอยู่ที่ 76,451 ล้านบาท

หากพิจารณาจากงบประมาณดังกล่าว รายจ่ายหลัก ๆ จะเน้นไปที่การลงทุนโครงการพัฒนาต่าง ๆ รวมทั้งการแก้ปัญหาน้ำท่วม เจ้าภาพหลักอย่าง สำนักงานระบายน้ำ ได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงสุดที่ 7 พันบาท ตามมาด้วย สำนักสิ่งแวดล้อม 6.84 พันล้านบาท สำนักการโยธา 6.45 พันล้านบาท สำนักการแพทย์ 4.4 พันล้านบาท และสำนักการจราจรและขนส่ง 3.87 พันล้านบาท เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครเนื่องจากน้ำฝนและน้ำหนุน ประจำปี 2565 ในส่วนความรับผิดชอบของสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร จะพบว่า มีงบประมาณที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ 3.89 พันล้านบาท ซึ่งมาจากงบประมาณประจำปีราว 3.37 พันล้านบาท และเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอีก 519.84 ล้านบาท

กทม. รับรู้อุปสรรคการจัดการปัญหาน้ำท่วมอย่างไรบ้าง

ในแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมดังกล่าวของ กทม. ได้ระบุถึงปัญหาและอุปสรรคในการป้องกันน้ำท่วมเนื่องจากฝนตกในเขตกรุงเทพฯ อย่างน้อย 3 หัวข้อ ประกอบด้วย

ประการแรก: การกีดขวางทางน้ำไหล ทั้งจากถนนลงสู่ท่อระบายน้ำโดยขยะที่ลอยมาติดตะแกรงช่องรับน้ำฝน และจากท่อระบายน้ำลงสู่คลองโดยท่อระบายน้ำชำรุดเนื่องจากหน่วยงานสาธารณูปโภคเช่น โทรศัพท์หรือประปา และเหตุอื่น ๆ

ขณะเดียวกันยังในเอกสารดังกล่าวยังระบุว่า ในคูคลองโดยมีประชาชนปลูกบ้านเรือนรุกล้ำคูคลองทำให้มิอาจขุดลอกขยายความกว้างและลึกได้พอเป็นเหตุให้น้ำไหลไม่สะดวกและเกิดสิ่งกีดขวางทางน้ำไหลได้ง่าย และระบบสูบน้ำมีขยะและวัชพืชจำนวนมากซึ่งลอยมากับกระแสน้ำมาติดที่ตะแกรงกั้นขยะก่อนเข้าเครื่องสูบน้ำ

ประการที่สอง: แผนปฏิบัติการยังไม่ครอบคลุมปัญหาอย่างครบถ้วน

ประการที่สาม: เกิดกระแสไฟฟ้าดับหรือกระแสไฟฟ้าสำหรับเครื่องสูบน้ำและประตูระบายน้ำขัดข้อง

อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวยังคงพบเห็นในเหตุน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเมื่อ 17 พ.ค. หนึ่งในนั้นคือ การลงพื้นที่ของนายอรรถวิทย์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า และอดีต ส.ส. กรุงเทพฯ เขตจตุจักร ที่พบว่ามีเครื่องสูบน้ำไม่ทำงานและเขายังวิพากษ์วิจารณ์ถึงแผนการบูรณาการจัดการน้ำท่วมของกทม. อีกด้วย

6 โครงการอุโมงค์ยักษ์เพิ่มเติม

การสร้างระบบระบายน้ำที่ดีมีประสิทธิภาพถือเป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังเนื่องจากฝนตกในกรุงเทพฯ ได้ โดยใช้เครือข่ายคู คลอง ท่อระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ บ่อสูบน้ำ และอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำท่วมขังในพื้นที่ออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทยโดยเร็ว

ปัจจุบันขีดความสามารถของระบบระบายน้ำสามารถรองรับปริมาณฝนตกสะสมรวมได้ไม่เกิน 78 มิลลิเมตร ใน 1 วัน (ใน 1 วัน โดยเฉลี่ยแล้วฝนตกประมาณ 3 ชั่วโมง) หรือแปลงเป็นความเข้มของฝนไม่เกิน 58.7 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น

ประเด็นที่ถูกกล่าวถึงในช่วงหลัง ๆ คือ อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ ที่ กทม. ระบุว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบาดน้ำบริเวณที่มีปัญหาน้ำท่วมในเขตลุ่มต่ำและพื้นที่ที่มีระบบระบายน้ำในพื้นที่มีขีดจำกัดได้ ซึ่งปัจจุบัน กทม. ได้ดำเนินการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ไปแล้ว 4 แห่ง ความยาวรวม 19.37 กิโลเมตร และมีประสิทธิภาพในการระบายน้ำรวม 192 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างระบบผันน้ำเปรมประชากร โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำบึงมักกะสัน โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบและคลองลาดพร้าว และโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองบางซื่อจากคลองลาดพร้าว เพื่อระบายลงแม่น้ำเจ้าพระยา

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีก 6 โครงการที่กำลังดำเนินการ โดยมีความยาวรวม 39.65 กิโลเมตร มีประสิทธิภาพการระบายน้ำรวม 238 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 4แห่ง และอยู่ระหว่างขอจัดสรรงบประมาณ ประจำปี 2566 เพื่อก่อสร้างอีก 2 แห่ง รวมเป็นวงเงินมูลค่ารวมกว่า 2.65 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย

โครงการฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา (ฝั่งพระนคร) จำนวน 4 แห่ง

  • โครงการอุโมงค์ระบายน้ำจากบึงหนองบอนลงแม่น้ำเจ้าพระยา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เมตร ยาว 9.4 กิโลเมตร ด้วยงบประมาณ 4.92 พันล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้
  • โครงการอุโมงค์ระบายน้ำคลองเปรมประชากรจากคลองบางบัว ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5.70 เมตร ยาวประมาณ 13.50 กิโลเมตร ด้วยงบประมาณ 9 พันล้านบาท อยู่ระหว่างดำเนินการคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2569
  • โครงการอุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบจากอุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบและคลองลาดพร้าวถึงบริเวณซอยลาดพร้าว 130 ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.6 เมตร ยาว 3.8 กิโลเมตร ด้วยงบประมาณ 1.75 พันล้านบาท คาดว่าจะสร้างแล้วเสร็จปี 2567
  • โครงการส่วนต่อขยายอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองบางซื่อ จากถนนรัชดาภิเษกถึงคลองลาดพร้าว มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 เมตร ความยาว ประมาณ 1.7 กิโลเมตร ภายใต้งบประมาณ 1.7 พันล้านบาท เริ่มก่อสร้างภายในปี 2566 และแล้วเสร็จในปี 2569

โครงการฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา (ฝั่งธนบุรี) จำนวน 2 แห่ง

  • โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองทวีวัฒนาบริเวณคอขวด เพื่อระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โครงการแก้มลิง คลองมหาชัย - คลองสนามชัย แม่น้ำท่าจีนและลงสู่อ่าวไทย มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.70 เมตร ความยาวประมาณ 2.03 กิโลเมตร งบประมาณ 2.22 พันล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567
  • โครงการอุโมงค์ระบายน้ำคลองพระยาราชมนตรี จากคลองภาษีเจริญถึงคลองสนามชัย มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5.00 เมตร ความยาวประมาณ 9.195 กิโลเมตร กำลังสูบ 48 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที งบประมาณ 6.13 พันล้านบาท คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2566 แล้วเสร็จในปี 2570

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร. ณัฐ มาแจ้ง แห่งภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอิศราเกี่ยวกับความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำเมื่อเดือน เม.ย. ว่า สิ่งที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ คือการเชื่อมโยงทุกส่วนเข้าหากัน

"อย่างที่เห็นเรื่องอุโมงค์ยักษ์ ที่มีภาพโปสเตอร์อุโมงค์ แต่มีน้ำท่วมใต้โปสเตอร์ เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดคำถามว่าตกลงอุโมงค์ใช้ได้จริงหรือไม่ ในส่วนนี้ก็ต้องมีการอธิบายให้ความรู้ว่าอุโมงค์ช่วยพื้นที่ในส่วนไหนบ้าง เพราะการมีอุโมงค์ไม่ใช่แปลว่าจะช่วยในการระบายน้ำทั้งกรุงเทพฯ นอกจากนี้ จะได้ทราบว่าในพื้นที่ไหนมีปัญหา จะได้เข้าใจและบริหารจัดการเติมเต็มในส่วนที่ขาดได้อย่างชัดเจนมากขึ้น"

ส่องนโยบายแก้ไขน้ำท่วมผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.

ปัญหาน้ำท่วมที่เพิ่งเกิดขึ้นอาจจะทำให้ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้กลับไปพิจารณานโยบายของผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอีกครั้ง ก่อนวันเลือกตั้งในวันที่ 22 พ.ค. บีบีซีไทยรวบรวมนโยบายการแก้ปัญหานี้ของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. บางรายมาดังนี้

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิผู้สมัครหมายเลข 1 จากพรรคก้าวไกล โพสต์ในเฟซบุ๊ก เมื่อ 18 พ.ค. ว่า หัวใจของการแก้ปัญหาน้ำท่วมขังในกรุงเทพฯ อยู่ที่การจัดสรรงบประมาณ แต่ถ้าเราไปดูตัวเลขงบประมาณ งบที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมกลับถูกตัดลง ส่วนนโยบายที่ผู้สมัครรายนี้ ประกอบด้วย

  • เปลี่ยนงบอุโมงค์ยักษ์ 2,000 ล้าน เป็นขยายท่อระบายน้ำ ขุดลอกท่อและคูคลอง เพื่อให้ "น้ำรอการระบาย" ระบายได้เร็วขึ้น เมื่อฝนตกน้ำไม่ท่วม แยกระบบท่อน้ำฝน-ท่อน้ำเสีย เพื่อให้สามารถบำบัดน้ำเสียมีประสิทธิภาพ
  • ตั้งศูนย์รวมการจัดการน้ำไว้ที่เดียวเพื่อให้ข้อมูลทันสถานการณ์ การตัดสินใจทำได้รวดเร็ว และหน่วยเคลื่อนที่เร็ว พร้อมลอกท่อเมื่อฝนตกระดับวิกฤต
  • ปรับปรุงสถานีสูบน้ำ โดยเพิ่มระบบสำรองไฟสถานีสูบน้ำที่ต้องใช้การเปลี่ยนเฟสไฟอัตโนมัติ และใช้ระบบเครือข่ายของอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกันแบบไร้สาย หรือ Internet of Things ควบคุมเครื่องสูบน้ำอัตโนมัติ ไม่ต้องรอไขกุญแจ

ขณะที่นายสกลธี ภัททิยกุล ผู้สมัครในนามอิสระ หมายเลข 3 โพสต์บนเฟซบุ๊กวันที่ 18 พ.ค. เช่นกันว่า ในฐานะเคยเป็นรองผู้ว่าฯ กทม.มีระบบรองรับการระบายน้ำ รวมถึงอุโมงค์ยักษ์ แต่การระบายน้ำในชุมชนหรือหมู่บ้าน ยังมีท่อขนาดเล็ก อีกทั้งการก่อสร้างรถไฟฟ้า ทำให้มีเศษหิน เศษปูนเข้าไปอุดตัน ส่งผลต่อการระบายน้ำช้า

"เราต้องรื้อระบบท่อทั้งหมด กทม.มีท่อระบายน้ำรวมกันแล้วมากกว่า 6,000 กิโลเมตร โดยนำเทคโนโลยีเข้าช่วยในการลอกท่อระบายน้ำครั้งใหญ่ เพื่อรับหน้าฝนนี้ " หนึ่งในข้อความของนายสกลธี

ด้านนายสุวัชชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 4 ก็แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กเมื่อ 17 พ.ค. ถึงแนวนโยบายที่เขาจะทำหาได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ว่า จะต้องมีแก้มลิงใต้ดินเหมือนกันหลายเมืองใหญ่ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ

  • แก้มลิงใต้ดินขนาดใหญ่ ใช้สำหรับพื้นที่น้ำท่วมเป็นวงกว้าง เช่น จตุจักร-หมอชิต-วิภาวดี จะเก็บรับน้ำเหลือรอระบายไว้ได้ถึง หนึ่งแสน ถึง สองแสน ลูกบาศก์เมตร เราสร้างใต้สวนจตุจักร ไม่ต้องเวนคืน ทำได้เร็ว ได้ผลคุ้มค่า ตลอดอายุการใช้งานเป็นร้อยปี
  • แก้มลิงใต้ดินขนาดเล็ก สร้างในซอยที่พื้นที่ต่ำ สูบยังไงก็ไม่ทัน เก็บน้ำรอระบายได้หนึ่งพัน ถึงหลายพัน ลูกบาศก์เมตร สร้างได้ง่าย สร้างได้เร็ว ชาวบ้านไม่เดือดร้อน คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้สมัครในนามอิสระ หมายเลข 6 กล่าวให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของกทม.ว่า น้ำท่วมในกรุงเทพฯ มีจุดที่ยังมีน้ำท่วมซ้ำซากอยู่ทั้งหมด 24 จุด ตอนที่เขาเป็นผู้ว่าฯ กทม. แก้ปัญหาไปแล้ว 15 จุด ตอนนี้เหลือเพียง 9 จุดเท่านั้น ดังนั้นสำหรับการแก้ปัญหานี้ ต้องเลือกเขาให้มาเป็นผู้ว่าฯ กทม. เพื่อแก้ไขต่อให้จบ

น.ส. รสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 7 เคยให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายแก้ไขปัญหานี้ คือ การขุดลอกคูคลองที่ตื้นเขิน และลอกท่อระบายน้ำ เพื่อให้สามารถระบายน้ำได้ดี

ส่วนอีกผู้สมัครอีกคนคือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 8 กล่าวว่า กทม. ควรลอกท่อระบายน้ำอย่างน้อยปีละ 3,000 กิโลเมตร คาดว่าจะต้องใช้เงินในการดำเนินการไม่เกิน 300 ล้านบาท และมองว่าต้องสร้างแก้มลิงเพิ่มเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการรองรับและระบายน้ำ และพัฒนาฐานข้อมูลดิจิทัลพื้นที่จุดเสี่ยงความปลอดภัย