คาร์ซีต : ดูข้อกฎหมายในสหราชอาณาจักรและข้อควรระวัง ก่อนไทยเริ่มบังคับใช้

ที่มาของภาพ, Getty Images
หลังจากราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ. การจราจรทางบก ฉบับที่ 13 พ.ศ.2565 ออกมาบังคับใช้เรื่องเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี และคนโดยสารที่มีความสูงไม่เกิน 135 ซม. ต้องนั่งในที่นั่งนิรภัยหรือคาร์ซีต (เบาะที่นั่งในรถสำหรับเด็ก) เมื่อเดินทาง หรือหาวิธีป้องกันสำหรับเด็กที่โดยสารบนรถ ให้มีผลบังคับใช้ใน 120 วัน หลังจากนั้นจะมีการปรับ-จับ ทำให้มีเสียงสะท้อนและคำถามออกมาในหลายแง่มุม
รายละเอียดของการใช้คาร์ซีตกับรถประเภทต่าง ๆ จำนวนผู้โดยสารเด็กในแต่ละครอบครัวที่นั่งไปในรถ และคาร์ซีตที่มีคุณภาพและราคาที่เข้าถึงได้ ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาก่อนกฎหมายบังคับใช้ในวันที่ 5 ก.ย. นี้
ราคาของคาร์ซีตที่ขายในห้างสรรพสินค้าในปัจจุบัน เริ่มต้นที่เกือบ 2,000 บาท ไปจนถึงหลักหลายหมื่นบาท แต่จากการสำรวจร้านค้าออนไลน์ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ พบว่าราคามือหนึ่งและมือสองเริ่มต้นมีการขายที่ราคาหลักร้อยตั้งแต่ 200-600 บาท นี่จึงเป็นอีกประเด็นหนึ่งว่า ราคาที่เข้าถึงได้นั้นจะมีคุณภาพอย่างไร
ในประเทศตะวันตกอย่าง สหรัฐอเมริกา ยุโรป สหราชอาณาจักร บังคับใช้กฎหมายคาร์ซีต มานานแล้ว สหรัฐฯ มีคำแนะนำให้ใช้คาร์ซีตตั้งแต่ปี 1983 มีการศึกษาพบว่า ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กจะลดความเสี่ยงต่อการตายในเด็กทารกและเด็กอายุ 1-4 ปี ถึง 69% และลดความเสี่ยงการตายในเด็กอายุมากกว่า 5 ปี ได้ 45%
แต่ในส่วนของไทย รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผอ. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล และหัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี บอกว่า ทางศูนย์วิจัยเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับกฎหมายนี้มา 20 ปี
รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวว่า ในช่วงเวลา 120 วัน ก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ ไม่ใช่เป็นเพียงเวลาที่ประชาชนต้องเตรียมตัว แต่เป็นเวลาที่รัฐ ชุมชน องค์กร บริษัท หน่วยงานบริการสุขภาพเด็ก หน่วยงานบริการการศึกษาเด็กปฐมวัย ต้องเตรียมตัว ต้องมีมาตรการช่วยเหลือทั้งการให้ความรู้ สนับสนุนการซื้อ เช่น คนละครึ่ง ตั๋วคืนเงิน มาตรการลดต้นทุนผู้ขาย เช่น ลดภาษีการนำเข้า มาตรการสนับสนุนให้มีการผลิตในประเทศ และมาตรการรองรับจุดบริการสุขภาพหรือจุดบริการการศึกษาของภาครัฐ
ระหว่างที่ไทยกำลังร่างรายละเอียดของข้อกำหนดการบังคับใช้กฎหมาย บีบีซีไทยสำรวจกฎหมายคาร์ซีตสำหรับเด็กในสหราชอาณาจักร์ว่า มีการบังคับใช้อย่างไร

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
ส่องกฎหมายคาร์ซีตอังกฤษและค่าปรับ
ในสหราชอาณาจักร กฎหมายบังคับให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารคาดเข็มขัดนิรภัยตั้งแต่ปี 1987 ส่วนการบังคับใช้กฎหมายคาร์ซีตสำหรับเด็ก เริ่มใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2006 โดยกำหนดให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี จะต้องใช้คาร์ซีตแบบใดแบบหนึ่ง เว้นแต่ว่าเด็กจะมีความสูงเกิน 135 ซม.ขึ้นไป
หลังจากนั้นได้มีการทบทวนกฎหมายดังกล่าวเรื่อยมาเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของอียูหรือกฎหมายของสหภาพยุโรป โดยการปรับปรุงกฎหมายนี้ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2017 กำหนดให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี หรือเด็กที่ความสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร อย่างใดอย่างหนึ่ง จะต้องนั่งในที่นั่งนิรภัยหรือคาร์ซีต เมื่ออยู่ระหว่างเดินทาง
สำหรับเด็กที่อายุเกิน 12 ปีไปแล้ว หรือสูงเกิน 135 ซม. ไปแล้ว ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย
หากเด็กที่อายุต่ำกว่า 14 ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยหรือเบาะนั่งสำหรับเด็ก ผู้ขับขี่รถคันดังกล่าวจะถูกจับปรับสูงสุดเป็นเงิน 500 ปอนด์ หรือราว 21,240 บาท
ในเวลาเดียวกันผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 14 ปี ขึ้นไป จะต้องเสียค่าปรับหากไม่คาดเข็มขัดนิรภัยขณะโดยสารรถยนต์
ใช้คาร์ซีตแบบไหนได้บ้าง
กฎหมายคาร์ซีตบอกว่า ผู้ปกครองต้องเลือกคาร์ซีตสำหรับเด็กที่เหมาะสมกับน้ำหนักและส่วนสูง โดยสหราชอาณาจักรอนุญาตให้ใช้เบาะที่นั่งนิรภัยได้ 3 ประเภทได้แก่
- ที่นั่งนิรภัยชนิดหันหน้าเข้าเบาะ (rear-facing seats เด็กหันไปทางด้านหลังของรถ)
- ที่นั่งนิรภัยชนิดหันหน้าออกจากเบาะ (forward-facing seats เด็กหันไปทางเดียวกับเบาะหน้า) ที่ติดตั้งสายคาดแบบเส้นทแยงมุม หรือเบาะนวมป้องกันการกระแทก ( impact cushion)
- เบาะที่นั่งเสริมความสูง ชนิดมีหรือไม่มีพนักพิงหลังก็ได้
ทั้งนี้ กฎหมายที่ปรับครั้งล่าสุดเมื่อปี 2017 ระบุว่า สำหรับเบาะที่นั่งเสริมความสูงแบบไม่มีพนักพิงหลัง (backless booster seats) เด็กที่นั่งเบาะชนิดนี้ได้ต้องมีน้ำหนักมากกว่า 22 กก. และต้องมีส่วนสูงเกินกว่า 125 ซม.
สำหรับเบาะนั่งนิรภัยชนิดตามส่วนสูง หรือที่เรียกว่า ไอไซส์ (i-Size) จะต้องเป็นชนิดหันหน้าเข้าเบาะ (rear-facing) สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 เดือน หากอายุเกิน 15 เดือนแล้วสามารถใช้คาร์ซีตแบบหันหน้าออกจากเบาะได้ (forward-facing)

ที่มาของภาพ, Thinkstock
คาร์ซีตที่ใช้งาน ต้องมีตราสัญลักษณ์รับรองมาตรฐานของอียู สังเกตได้จากตราตัวอักษร E และ R129
สายคาดคาร์ซีต ต้องเป็นสายคาดชนิดเส้นทแยงมุม หรือเป็นสายคาดแบบพาดตักชนิดที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ หรือคาร์ซีตที่มีระบบติดตั้งกับตัวล็อกไอโซฟิกซ์ (ISOFIX)
การตัดตั้งที่นั่งนิรภัยของเด็ก สามารถติดตั้งได้ทั้งที่นั่งด้านหน้าข้างคนขับ และด้านหลัง แต่หากติดตั้งในที่นั่งด้านหน้า ต้องปลดการใช้งานของแอร์แบ็กหรือถุงลมนิรภัยก่อนติดตั้งคาร์ซีต ข้อนี้แตกต่างจากเกณฑ์มาตรฐานของอียูบางประเทศที่อนุญาตให้เด็กนั่งเฉพาะบาะที่นั่งด้านหลังเท่านั้น

ที่มาของภาพ, Thinkstock
กฎหมายอังกฤษบังคับใช้กับรถตู้ แท็กซี่หรือรถโดยสารหรือไม่
กฎหมายระบุว่า สำหรับรถตู้ ใช้กฎหมายเดียวกับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล
รถแท็กซี่หรือมินิแค็บ ไม่ได้บังคับว่าต้องติดตั้งคาร์ซีตให้ผู้โดยสาร แต่หากมีเด็กโดยสารต้องให้นั่งในแถวตอนหลังและคาดเข็มขัดนิรภัย
รถบัส มินิบัส กฎหมายไม่ได้บังคับให้คนขับรถหรือบริษัทเจ้าของรถ ติดตั้งคาร์ซีต ผู้ปกครองของเด็กที่โดยสารต้องนำคาร์ซีตไปด้วยตนเอง
รถมินิบัส หากไม่มีคาร์ซีตบริการหรือเข็มขัดนิรภัยไม่พอดีกับตัวเด็ก เด็กจะต้องนั่งในแถวด้านหลังคนขับรถเท่านั้น แต่หากถ้ามีคาร์ซีตให้บริการบนรถ เด็กอายุมากกว่า 3 ปีขึ้นไปต้องนั่งในคาร์ซีต
มีเด็กนั่งหลายคนทำอย่างไร
หากมีเด็กโดยสารรถยนต์นั่งเกินกว่า 3 คน และมีการติดตั้งคาร์ซีตในแถวตอนด้านหลังเต็ม 2 ที่นั่ง ให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 3 ปี นั่งในคาร์ซีต โดยติดตั้งในที่นั่งด้านหน้า ส่วนเด็กที่อายุมากกว่า 3 ปี ให้นั่งด้านหลังโดคาดเข็มขัดนิรภัย

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
ปัญหาของพ่อแม่ในสหราชอาณาจักร
ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบนถนนของสหราชอาณาจักรเคยให้สัมภาษณ์กับบีบีซี เกี่ยวกับปัญหาของการบังคับใช้กฎหมายคาร์ซีต ไว้เมื่อปี 2015 โดยระบุว่า ผู้ปกครองกว่า 70% ในสหราชอาณาจักรติดตั้งที่นั่งนิรภัยอย่างไม่ถูกต้อง
ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าจากการสำรวจพ่อแม่ผู้ปกครองพบว่า มีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้ไม่ใช้คาร์ซีต เช่น
- เห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้ เพราะเดินทางแค่ระยะสั้นเท่านั้น
- ขาดความรู้ว่าคาร์ซีตแบบไหนเหมาะกับเด็กในการปกครอง
- ติดตั้งไม่ถูกวิธี
- ให้ความสำคัญกับรถเข็นเด็ก หรือรถเข็นสำหรับเดินทางมากกว่าการใช้จ่ายกับอุปกรณ์คาร์ซีต และมักจะใช้คาร์ซีตมือสองที่มีการใช้งานแล้ว
- มั่นใจแบบผิด ๆ ว่า รถยนต์จะปกป้องร่างกายเด็กหากมีการชนและไม่เห็นประโยชน์ของการใช้คาร์ซีต
- สำหรับเด็กแรกเกิดจนถึง 3 ปี ผู้ปกครองมักคิดว่าเข็มขัดนิรภัยในรถเพียงพอแล้ว เพียงแค่หาที่นั่งเสริมความสูงแบบไม่มีพนักพิงมาใช้
นอกจากนี้ยังพบปัญหาว่า ในบ้านมักจะมีผู้ปกครองเพียงหนึ่งคนที่ใช้คาร์ซีตเป็น ปัญหาการติดตั้งคาร์ซีตไม่พอดีเมื่ออยู่ในเวลาเร่งรีบ หรือตัวสายคาดไม่พอดีกับส่วนสูงและไหล่ของเด็ก

ที่มาของภาพ, Shopee
ในสหราชอาณาจักร ไม่แนะนำให้ซื้อคาร์ซีตมือสอง
ราชสมาคมป้องกันอุบัติเหตุ (Royal Society for the Prevention of Accidents-RoSPA) มีคำแนะนำว่าไม่ควรซื้อคาร์ซีตมือสองมาใช้งาน เพราะเราอาจไม่ทราบประวัติการใช้งานที่แน่ชัดว่าเคยเกิดอุบัติเหตุมาก่อนหรือไม่ ขณะที่หากเคยเกิดอุบัติเหตุมาแล้วเราอาจมองไม่เห็นความเสียหายกับคาร์ซีตมือสองดังกล่าวได้ด้วยการดูเฉพาะนอก อีกทั้งคาร์ซีตมือสองอาจใช้งานได้ไม่ดี
สมาคมนี้ระบุด้วยว่า ถ้าต้องใช้มือสองควรรู้ประวัติการใช้งานที่แน่ชัด ซึ่งอาจเป็นคาร์ซีตที่รับต่อมาจากครอบครัวหรือเพื่อนฝูง มีคู่มือแนะนำการใช้งาน และไม่เก่าจนเกินไป
คำแนะนำในการใช้คาร์ซีตมือสอง
- ตรวจสอบสภาพของคาร์ซีตว่ามีความเสียหายหรือไม่ แต่ย้ำว่าความเสียหายอาจมองไม่เห็นได้จากภายนอก
- มีคู่มือการใช้งาน
- ตรวจสอบคำแนะนำจากผู้ผลิตว่าคาร์ซีตยี่ห้อหรือรุ่นดังกล่าว มีอายุการใช้งานกี่ปี
- ต้องแน่ใจว่าคาร์ซีตชิ้นนั้น เหมาะกับน้ำหนักและส่วนสูงของเด็ก
- ลองติดตั้งที่รถของคุณ ถ้าติดตั้งแล้วไม่พอดี ไม่ลงล็อก ไม่ควรซื้อ
- ตรวจสอบว่ามีตราสัญลักษณ์มาตรฐานของสหประชาชาติหรือไม่

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
ในไทยยังต้องรอร่างข้อกำหนด ก่อนบังคับใช้
ในด้านการบังคับใช้กฎหมาย ล่าสุด พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ชี้แจงเมื่อวันที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า ในรายละเอียดของข้อกฎหมาย มีการระบุว่า ผู้ปกครองต้องหาหาวิธีป้องกันสำหรับเด็กที่โดยสารบนรถ ซึ่งหากตีความข้อกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ไม่ได้บังคับตายตัวว่าจะต้องใช้เพียงที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือคาร์ซีตเพียงอย่างเดียว แต่ยังระบุว่าจัดหาที่นั่งสำหรับเด็ก เช่น การจัดให้เด็กนั่งและคาดเข็มขัดนิรภัยให้ หรืออาจใช้วิธีการป้องกันอื่น ๆ เช่น การนำเด็กมานั่งตักและคาดเข็มขัดนิรภัยให้ทั้งตัวเด็กและผู้ปกครอง ซึ่งลักษณะและวิธีการป้องกันดังกล่าวต้องรอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่างข้อกำหนดให้ชัดเจนว่าการติดตั้งหรือจัดหาที่นั่งแต่ละแบบนั้นจะมีรูปแบบอย่างไร แบบไหนที่สามารถนำมาใช้ได้หรือไม่ได้
พล.ต.ต.จิรสันต์ กล่าวว่า ร่างข้อกำหนดดังกล่าว หากยังไม่เสร็จเรียบร้อยยังมีเวลาอีก 90 วัน คาดว่ากฎหมายจะบังคับใช้หรือจับปรับได้ในวันที่ 5 ธ.ค.
ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่า หากเป็นรถโดยสาร รถแท็กซี่ รถประจำทาง หรือรถโรงเรียน กฎหมายดังกล่าวจะถูกบังคับใช้ไปด้วยหรือไม่ เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบกที่จะต้องออกประกาศว่ารถชนิดใดที่จะถูกบังคับใช้ตามกฎหมายนี้ และรถประเภทใดที่ได้รับข้อยกเว้น











