You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
โควิด 19: ยกเลิก Test & Go จะกระตุ้นท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ ได้แค่ไหน
- Author, วัชชิรานนท์ ทองเทพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
รัฐบาลประกาศให้วันที่ 1 พ.ค. นี้ เริ่มต้นเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบด้วยการยกเลิกระบบ Test & Go สำหรับผู้เดินทางที่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ โดยหวังว่าเป็นการผ่อนคลายมาตรการเข้มงวด และดึงดูดจูงใจนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามามากขึ้น เพิ่มรายได้ทางการท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยต่อสื่อมวลชนเมื่อ 22 เม.ย. ว่า ผลจากการปรับลดมาตรการดังกล่าวจะสามารถกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวไทยในช่วง 7-8 เดือนข้างหน้า โดยคาดการณ์ว่า จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยที่ 7-13 ล้านคน สร้างรายได้ราว 7 แสนล้านบาท
ทว่า นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลกและผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวกลับประเมินตรงว่า ยอดนักท่องเที่ยว "เพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป" มียอดนักท่องเที่ยวรวมเพียง 16-20% ของช่วงก่อนโรคโควิด-19 เพราะยังมีหลายปัจจัยที่ไม่แน่นอนและควบคุมไม่ได้
ธนาคารโลก ประเมินทั้งปีมีนักท่องเที่ยว 6.2 ล้านคน
ปัจจัยสำคัญที่ว่านั้น คือ ความขัดแย้งทางการเมืองรัสเซีย-ยูเครน ภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก และสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 รวมทั้งความพร้อมของประเทศต้นทางที่ยังทำให้ความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศยังไม่สูงมากนัก ซึ่งเป็นผลให้หน่วยงานวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศต่างทยอยปรับลดประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยลง
หนึ่งในนั้นคือ ธนาคารโลกที่หั่นประมาณการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่ผ่านมาเหลือ 2.9% จากคาดการณ์เดือน ม.ค. อยู่ที่ 3.9%
นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทยของธนาคารโลก บอกบีบีซีไทยว่า การปรับประมาณการณ์ครั้งนี้ตั้งบนสมมติฐานของนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 6.2 ล้านคนทั้งปี ซึ่งเป็นผลจากหลายประเทศเริ่มอนุญาตให้เดินทางออกต่างประเทศและการยกเลิกมาตรการเข้าเมืองของไทย
"อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มจะเป็นในรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามาในปีนี้อยู่ที่ 16% ของช่วงก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 สาเหตุมาจากยังคงมีการระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน และการจำกัดการเดินทางของจีนและสงครามยูเครน-รัสเซีย" นายเกียรติพงศ์ กล่าว
ทั้งนี้ จากข้อมูลของธนาคารโลก ก่อนที่จะเกิดวิกฤตโรคโควิด-19 ระบาด รายได้จากอุตสาหกรรมทางการท่องเที่ยวของไทยถือเป็นสัดส่วนสำคัญและเป็นฟันเฟืองหลังของเศรษฐกิจไทย คิดเป็น 17% ของจีดีพี
เมื่อปี 2562 ไทยเคยรับนักท่องเที่ยวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 39.9 ล้านคน ในจำนวนนี้ 11.1 ล้านคนมาจากจีน
เอกชนท่องเที่ยวยังไม่คาดหวัง หลังไตรมาสแรกต่างชาติเที่ยวไทยเพียง 4.9 แสนคน
ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวและโรงแรมบอกกับบีบีซีไทยว่า เห็นด้วยกับการผ่อนคลายมาตรการนี้ ซึ่งภาคธุรกิจท่องเที่ยวได้เรียกร้องให้เปิดประเทศมานาน จะเอื้ออำนวยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาได้รับความสะดวกมากขึ้น โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มในส่วนการตรวจหาเชื้อ หรือเป็นภาระในการจองห้องพักล่วงหน้า
"ถ้าถามว่า นักท่องเที่ยวจะเข้ามาเยอะไหม จะดีกว่าเก่าหรือไม่ ยอมรับว่าคงต้องใช้เวลา เพราะในขณะนี้ แต่ละประเทศที่เผชิญกับโควิด-19 ก็มีปัญหาทางเศรษฐกิจทั้งสิ้น ต้องรอให้นักท่องเที่ยวมีความพร้อมทั้งเวลาและงบประมาณ ไม่ใช่ว่าเราเปิดประเทศอย่างทันทีทันใด แล้วเขามีการวางแผนการเดินทางทันที" นายศิษฎิวัชร ชีวะรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว บอกกับบีบีซีไทย
ข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในช่วงไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) หลังการผ่อนคลายมาตรการเข้าประเทศบางส่วนแล้ว ระบุว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทยเพียง 4.97 แสนคนเท่านั้น ซึ่งนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยวอธิบายว่า ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่เดินทางมาท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวหลักในพื้นที่นำร่อง เช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา และสุราษฎร์ธานี
นายศิษฎิวัชร ยอมรับว่า การทำการตลาดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวมาไทยในขณะนี้ "ไม่ใช่เรื่องง่าย" เพราะตลาดใหญ่ ๆ อย่างจีน ก็ยังไม่เปิดให้พลเมืองเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ มิหนำซ้ำ หลายมณฑลหรือเมืองสำคัญในจีน ไม่ว่าจะเป็น กรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง ยังมีการระบาดของโรคโควิด-19 หรือในกรณีที่เดินทางออกมาได้ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการกักตัวอีกนานแรมเดือน
นางมาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกสมาคมโรงแรมไทย บอกกับบีบีซีไทยว่า หากพิจารณาในแง่ตลาดนักท่องเที่ยวที่เคยมีส่งนักท่องเที่ยวมาไทยเกิน 1 ล้านคนคนต่อปี อันดับแรกต้องตัดตลาดจีนออกไป ที่ผ่านมาไทยพึ่งพานักท่องเที่ยวจากจีนคิดเป็นราว 30% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ซึ่งยังไม่นับรวมตลาดรัสเซีย และตลาดยุโรปบางประเทศ ที่คาดว่ายังคงชะงักงันจากปัญหาความขัดแย้งและสงครามในยูเครน
ทั้งนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยวและนายกสมาคมโรงแรมไทย ต่างมองว่า ตลาดในเอเชีย อย่าง อินเดีย และตลาดในอาเซียน น่าจะเป็นความหวังมากที่สุดสำหรับไทยในปีนี้
หวั่นลูกค้าไม่เพียงพอ แต่ต้นทุนแพงขึ้น
ปัญหาเงินเฟ้อไม่เพียงส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคเท่านั้น ผู้ประกอบการโรงแรมก็ไม่ได้รับข้อยกเว้น นางมาริสา เล่าว่า จากเดิมที่มีปัญหาเรื่องจำนวนแขกเข้าพักโรงแรมไม่เพียงพอ ในส่วนต้นทุนการบริหารจัดการโรงแรมยังเพิ่มขึ้น ทั้งจากค่าต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ราคาวัตถุดิบเพื่อนำมาประกอบอาหารก็เพิ่มมากขึ้นจากค่าขนส่ง
นอกจากนี้ ธุรกิจโรงแรมคาดว่าจะเผชิญกับปัญหาขาดแคลนบุคลากรอีกด้วย เนื่องจากในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกสายพันธุ์เดลตา ทำให้บรรดาผู้ประกอบการต้องยุติธุรกิจลงชั่วคราวและจำเป็นต้องเลิกจ้างพนักงานไปกว่า 50% จากจำนวนที่เคยมีก่อนการระบาดโควิด-19 และการที่จะนำพวกเขากลับมาในระบบ นายกสมาคมโรงแรมไทยบอกว่า "ไม่ใช่เรื่องง่าย"
เธอกล่าวอีกว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. เป็นต้นไป สิ่งที่ธุรกิจโรงแรมคาดหวัง คือ เพิ่มอัตราเข้าพักให้เพิ่มขึ้นให้ได้ เพื่อสร้างรายได้ เนื่องจากรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักยังคงเดิม และยังไม่มีวี่แววว่าจะสามารถปรับขึ้นราคาที่พักขึ้นได้ในระยะอันใกล้ หลังจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับลดราคาลงเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศทดแทนนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย ที่เปิดเผยเมื่อ 28 เม.ย. เกี่ยวกับสถานการณ์โรงแรมในภูเก็ต จากการสำรวจเมื่อ ก.พ. ว่า อัตราการเข้าพักโรงแรมเพิ่มขึ้นมาก อัตราการเข้าพักในช่วงโควิด-19 เพิ่มขึ้นเป็น 60% - 90% แต่ในส่วนรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักยังอยู่ในระดับต่ำเนื่องจากเจ้าของโรงแรมยังคงเสนอแพ็คเกจราคาพิเศษเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาเข้าพัก
ระบบสาธารณสุขพร้อมรับมือหลังเปิดประเทศหรือไม่
นี่คือคำถามที่หลายฝ่ายในสังคมตั้งข้อกังวล เนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตยังสูงกว่า 100 รายต่อวัน และผู้ติดเชื้อรายวันยังสูงกว่า 1 หมื่นราย รวมทั้งโดยภาพรวมแล้วสัดส่วนผู้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือ เข็มที่ 3 ยังอยู่ในสัดส่วนราว 37% ของประชากร
ในเรื่องนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์เมื่อ 27 เม.ย. ว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 คงตัวมาระดับหนึ่งแล้ว โดยหวังว่าถ้าไม่มีการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์อื่นในช่วงนี้ ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วย และผู้เสียชีวิตน่าจะลดลงในระยะเวลาอันใกล้
ขณะที่ นพ. สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ประธานชมรมแพทย์ชนบท ซึ่งเห็นด้วยกับมาตรการผ่อนคลายการเดินทางเข้าประเทศเพื่อต่อชีวิตให้ธุรกิจในประเทศ บอกกับบีบีซีไทยว่า โดยภาพรวมของระบบสาธารณสุขน่าจะไม่มีปัญหา แม้ว่าอัตราการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ยังไม่ถึงครึ่งของสัดส่วนประชากรก็ตาม ขณะที่ความรุนแรงของสายพันธุ์โอมิครอนถือว่าไม่มากนักเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ก่อนหน้านี้
"การฉีดเข็มกระตุ้น หรือ เข็มที่ 3 ในการระบาดระลอกโอมิครอน หลายคนอาจจะมองว่า ฉีดก็ได้ ไม่ฉีดก็ได้ ถือว่าถูกทั้งคู่ เพราะฉีดไปก็มีสิทธิติดเชื้อซ้ำได้ แต่ผลดีของการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น คือจะช่วยลดความรุนแรงของอาการลง ส่วนกลุ่มผู้ที่รับวัคซีนประเภทเชื้อตายสองเข็มมาแล้ว จากข้อมูลที่มีถือว่าได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 ทั้งหมดแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์" นพ. สุภัทร กล่าว
อย่างไรก็ตาม ประธานแพทย์ชนบทแสดงความเป็นห่วงกังวลในกลุ่มผู้สูงอายุที่ยังไม่ยอมฉีดวัคซีนจำนวนกว่า 2 ล้านคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุด ซึ่งรัฐจำเป็นต้องออกมาตรการจูงใจให้พวกเขายอมรับการฉีดวัคซีนเพื่อลดความเสี่ยงการสูญเสีย
ส่วนประเด็นการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิด-19 ในอนาคตนั้น ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ได้โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ส่วนตัว @manopsi อธิบายเรื่องนี้ว่า "ความเป็นไปได้ของเชื้อโรคโควิด-19 ในอนาคต 2 แบบจากบทเรียน 2 ปีที่ผ่านมาคือ การมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง (continued evolution) เป็นสายพันธุ์ใหม่ หรือสายพันธุ์ย่อยที่พัฒนาจากสายพันธุ์เดิม ซึ่งวัคซีนเดิมน่าจะรับมือได้อยู่ กับการพบสายพันธุ์ใหม่ที่ฉีกออกไปมากแบบ โอมิครอน ซึ่งกรณีหลังจำเป็นต้องพัฒนาวัคซีนรุ่นใหม่
เศรษฐกิจไทยปีนี้ มีแนวโน้มอย่างไร
ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยเป็นไปอย่างล่าช้า ทำให้องค์กรด้านเศรษฐกิจทั้งในไทยและต่างประเทศ ต่างทยอยปรับลดประมาณการณ์เติบโตทางเศรษฐกิจไทย เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าไทยชะลอตัว โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยราคาพลังงาน และอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น
ใครปรับลดอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 2565 ลงบ้าง
- 27 เม.ย. สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ปรับลดจีดีพีมาอยู่ที่ 3.5% จากเดิม 4%
- 5 เม.ย. ธนาคารโลกปรับลงเหลือ 2.9% จากคาดการณ์เดือน ม.ค. อยู่ที่ 3.9%
- 25 มี.ค. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับลดมาอยู่ที่ 2.5% จากคาดการณ์เดิม 3.7%
- 16 มี.ค. ศูนย์วิจัยกรุงศรี ปรับลงมาอยู่ที่ 2.8% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 3.7%
- 16 มี.ค. KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทรได้ปรับลงเหลือ 3.2% จากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 3.9%
- 2 มี.ค. คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ก็ปรับลด 2.5-4.0% ลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ว่าจะโตได้ในกรอบ 3.0-4.5%
ที่มา: บีบีซีไทยรวบรวม
นอกจากนี้ ปัญหาภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นในปีนี้จากปัจจัยด้านราคาพลังงานและอาหาร ได้กลายเป็นแรงกดดันต่อกำลังซื้อของประชาชน และส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ลดลงอีกด้วย ในขณะที่หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ออกรายงานเมื่อ 25 เม.ย. ระบุว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อจีดีพีปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 4/2564 โดยตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทย ณ ไตรมาส 4 ปี 2564 อยู่ที่ 14.6 ล้านล้านบาท ขยายตัวที่ 3.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า ซึ่งชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าและเป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำที่สุดในรอบ 6 ไตรมาส
ขณะที่นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยเมื่อ 18 เม.ย. ว่า ธปท. มีความกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือนสูงเช่นกัน โดยล่าสุดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยได้ขยับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 90.1% ต่อจีดีพี หรือคิดเป็นมูลค่าหนี้ 14.3 ล้านล้านบาท โดยปัจจัยสำคัญเกิดจากวิกฤตโควิด-19 ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจขยายตัวได้ต่ำ
ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 15 ปี นั้น แม้ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพียังต่ำกว่าเพดานหนี้สาธารณะ และมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอที่จะสามารถกู้เงินมากระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้
ทว่า นายเกียรติพงศ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทยของธนาคารโลกแนะนำรัฐบาลไทยว่าให้ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด
"ขณะที่ไทยกำลังเคลื่อนเข้าสู่ช่วงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ สิ่งสำคัญคือ วิธีการจัดการที่ตรงเป้าหมายมากขึ้น ทั้งในมาตรการช่วยเหลือสังคม การปรับสมดุลรายจ่ายเพื่อการลงทุนภาครัฐ เพื่อให้ตอบโจทย์การพัฒนาด้านต่าง ๆ ที่มีศักยภาพให้ดียิ่งขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในระหว่างที่รัฐบาลไทยยังคงมีพื้นที่ทางการคลัง ในการนำเงินงบประมาณมาใช้เพื่อการค้ำจุนเศรษฐกิจจนฟื้นตัวได้ ภายใต้การใช้มาตรการรัดเข็มขัดทางการคลัง" นายเกียรติพงศ์ กล่าว