โอมิครอน : สธ. เผยฉีดวัคซีนซิโนแวค-แอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็มไม่พอต้านสายพันธุ์ย่อย BA.2 แนะเร่งฉีดเข็มกระตุ้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เผยผลการศึกษาตรวจหาระดับภูมิคุ้มกันในคนที่รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 พบว่า กลุ่มผู้ที่รับวัคซีนแบบเชื้อตายและไวรัลเวคเตอร์เพียง 2 เข็ม มีภูมิต้านทาเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 ซึ่งกำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ในระดับต่ำ แพทย์จึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อลดความเสี่ยงป่วยหนักหรือเสียชีวิต
นพ. ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (วพ.) กล่าวในการแถลงข่าววันนี้ (11 เม.ย.) ในประเด็น "ภูมิคุ้มกันต่อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ย่อย BA.2" ว่า วพ. ได้ทำการศึกษาเพื่อตรวจหาระดับภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับวัคซีนมาแล้วทั้งชนิดเชื้อตายและชนิดไวรัลเวกเตอร์ ทั้งในลักษณะการฉีดวัคซีนชนิดเดียวกันและแบบไขว้ โดยเปรียบเทียบระดับภูมิคุ้มกันจากเลือดของอาสาสมัคร ภายในห้องปฏิบัติการ โดยใช้เวลาราว 7-8 วัน
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบว่า ระดับภูมิคุ้มกันในคนที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 และเข็มที่ 3 กระตุ้นห่างกัน 2 สัปดาห์ต่อการลบล้างฤทธิ์ไวรัสโอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.1 และ BA.2 ต่างกันอย่างไร
โดยแบ่งกลุ่มทดสอบเป็น 2 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย
- กลุ่มที่ฉีดวัคซีน 2 เข็ม ทั้งแบบชนิดเดียวกันและชนิดไขว้ (ซิโนแวค-แอสตร้าเซนเนก้า, แอสตร้าเซนเนก้า-แอสตร้าเซนเนก้า, ไฟเซอร์-ไฟเซอร์, ซิโนแวค-ไฟเซอร์ และ แอสตร้าเซนเนก้า-ไฟเซอร์)
- ส่วนกลุ่มที่ฉีด 3 เข็ม (ซิโนแวค-ซิโนแวค-แอสตร้าเซนเนก้า, ซิโนแวค-ซิโนแวค-ไฟเซอร์, แอสตร้าเซนเนก้า-แอสตร้าเซนเนก้า-ไฟเซอร์, ซิโนแวค-แอสตร้าเซนเนก้า-ไฟเซอร์ และ ซิโนแวค-แอสตร้าเซนเนก้า-แอสตร้าเซนเนก้า)
นพ. ศุภกิจกล่าวว่าผลการทดสอบเบื้องต้น คนที่ฉีดวัคซีนไม่ว่าสูตรใดก็ตาม จะมีภูมิลบล้างฤทธิ์ไวรัสโอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.2 สูงกว่าสายพันธุ์ย่อย BA.1 ซึ่งผลการศึกษาในต่างประเทศก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน
ต้านสายพันธุ์ย่อย BA.2 ได้ แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ
แม้ว่าแต่ละสูตรวัคซีนจะสามารถจัดการกับสายพันธุ์ย่อย BA.2 ได้สูงแล้ว แต่อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยอมรับว่าผลที่เกิดขึ้นถือว่า "ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ" โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ได้รับวัคซีน 2 เข็ม เมื่อผ่านไป 2 สัปดาห์พบว่าตัวเลขภูมิลบล้างฤทธิ์ไวรัสโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 ไม่ได้สูงมากนัก

ที่มาของภาพ, กระทรวงสาธารณสุข
"กลุ่มที่รับวัคซีน 2 เข็ม หลายคนคงฉีดมานานหลายเดือนแล้ว ภูมิคุ้มกันย่อมตกลงไปเรื่อยๆ " นพ. ศุภกิจอธิบาย
ในขณะที่กลุ่มที่ฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 พบว่าระดับภูมิคุ้มกันเพิ่มสูงขึ้นกว่ามาก จึงเป็นเหตุผลที่ว่า สธ. ต้องเร่งรณรงค์ให้ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 หรือเข็มกระตุ้นให้มารับวัคซีนมากขึ้น
หากพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมจากการเปรียบเทียบระหว่างคนที่ได้รับวัคซีน 2 เข็มเป็นเวลานานหนึ่งเดือน กับกลุ่มคนที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 กระตุ้น 3 เดือนหลังได้รับเข็มที่สองแล้ว พบว่าระดับภูมิคุ้มกันก็แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และบ่งบอกว่าการฉีดวัคซีน 2 เข็มไม่น่าจะเพียงพอ
"เมื่อเวลาทอดยาวไปประมาณหนึ่งเดือน (จากผลการศึกษา) จะเห็นผู้ที่รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม ภูมิคุ้มกันแทบไม่เหลือ ปริ่มมาก เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 11 จากระดับที่เริ่มป้องกันได้อยู่ที่ 10 เพราะฉะนั้นก็ถือว่าป้องกันได้ไม่ค่อยดี ส่วนแอสตร้าเซนเนก้า-แอสตร้าเซนเนก้า ก็อยู่เหนือเส้น (ระดับป้องกันได้) นิดหน่อย อยู่ที่ประมาณ 26 ถือว่า ปริ่มเหมือนกัน...ถ้า 3-4 เดือนคงเหลือน้อยกว่านี้" นพ. ศุภกิจอธิบาย

ที่มาของภาพ, กระทรวงสาธารณสุข
หากได้รับเข็มกระตุ้น อย่างเช่น ฉีดซิโนแวคสองเข็มแล้วตามด้วยแอสตร้าเซนเนก้า หรือ ซิโนแวคสองเข็มตามด้วยไฟเซอร์ แม้ว่าจะเป็นการตรวจหาภูมิคุ้มกันในช่วงสามเดือนให้หลัง ระดับภูมิคุ้มกันยังอยู่ในระดับสูงอยู่คือ 61 และ 94 ตามลำดับ
"คนที่ฉีดสองเข็มโดยเฉพาะ (วัคซีน) เชื้อตาย หรือแม้ว่าเป็นแบบไวรัลเวกเตอร์ ถ้าเกินระยะเวลา 1 เดือนไปแล้วภูมิลบล้างฤทธิ์ไวรัสโอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.2 ลดลงมากพอสมควร จึงเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ต้องมารับเข็มกระตุ้น" อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าว
ทั้งนี้ จากข้อมูล ณ วันที่ 9 เม.ย. สำหรับผลการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มที่สองไปแล้วคิดเป็นสัดส่วน 72.7% ของประชากร ส่วนผู้ที่รับวัคซีนเข็มกระตุ้น (เข็มที่ 3) ไปแล้วคิดเป็นเพียงสัดส่วน 35.5% เท่านั้น
คาดอีก 2 สัปดาห์ สายพันธุ์ย่อย BA.2 ครองเมือง
อธิบดี วพ. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้สถานการณ์ในไทยอยู่ในช่วงของการระบาดในระลอกที่ 5 โดสายพันธุ์โอมิครอนเป็นตัวหลักในการระบาด และสายพันธุ์ดังกล่าวยังกลายพันธุ์เป็นพันธุ์ย่อย ๆ อีกประกอบด้วย มี BA.1, BA.2 และ BA.3 แต่สำหรับ BA.3 ยังไม่พบในไทย ดังนั้นการตรวจสายพันธุ์และภูมิคุ้มกันจึงมีความจำเป็น

ที่มาของภาพ, Getty Images
ขณะนี้โอมิครอนทำให้การติดเชื้อโรคโควิด-19 ในไทยรวมสะสมมากว่า 3 ล้านรายไปแล้ว ส่วนการติดเชื้อรายใหม่ในแต่ละวันหลายหมื่นราย ในสัปดาห์ที่ผ่านมา สธ. ได้เฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.2 ได้เพิ่มสัดส่วนเป็น 95.9% ของกลุ่มตัวอย่างแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 4.1% เป็นสายพันธุ์ย่อย BA.1 และคาดการณ์ว่าอีกราว 1-2 สัปดาห์ สายพันธุ์ย่อย BA.2 จะครองสัดส่วนทั้งหมด 100% เนื่องจากว่าสามารถแพร่ระบาดได้เร็วกว่า
แนะรัฐจัดงบหนุนผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
ด้านชมรมแพทย์ชนบท ได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วง 2 วันที่ผ่านมามียอดผู้เสียชีวิตสูงกว่า 100 คน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัยและมีโรคเรื้อรัง จึงได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเพื่อเสนอแนะต่อรัฐบาล โดยอ้างอิงถึงข้อเสนอของ ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ แห่งโรงพยาบาลรามาธิบดีที่ว่า

ที่มาของภาพ, Getty Images
"เสนอให้รัฐบาล จัดงบประมาณเพื่อโอนเงินตรงเข้าบัญชีของผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้รับวัคซีนและมารับวัคซีนในช่วงรณรงค์เป็นค่าเดินทางเข็มละ 500 บาท(หรือมากกว่า) รวมคนละ 2 เข็ม คิดเป็นงบประมาณคนละ 1,000 บาท หากตั้งเป้าหมายที่ผู้สูงอายุ 1 ล้านคน (50% ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน) ก็จะใช้งบประมาณ 1,000 ล้านบาท"
ทั้งนี้ ชมรมแพทย์ชนบทมองว่าการจัดสรรงบประมาณเช่นนี้จะคุ้มค่ากว่าเอามาจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลหรือ ICU เมื่อป่วยติดเชื้อ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อคนสูงหลายหมื่นหรือหลายแสนบาท
ชมรมแพทย์ชนบทยังได้อ้างข้อมูลจาก สธ. ว่าขณะนี้ มีผู้สูงอายุเกิน 60 ปีที่ยังไม่ได้รับวัคซีนสักเข็มอีก 2 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงกลุ่มใหญ่มาก คำถามที่สำคัญคือ จะทำอย่างไรจึงสามารถเชิญชวนบุคคลเหล่านี้ให้ออกมารับวัคซีน โดยที่ยังคำนึงถึงสิทธิในการปฏิเสธการรับวัคซีน











