โอมิครอน : ส่องปัจจัยเสี่ยงหลัง ศบค. ปรับมาตรการโควิด-19 รอบ 1 เม.ย. และพบผู้ติดเชื้อโอมิครอน สายพันธุ์ลูกผสม XE รายแรก

ที่มาของภาพ, Getty Images
นับตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. เป็นต้นมา ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. ได้ปรับมาตรการควบคุมครั้งสำคัญ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการปรับทิศทางการระบาดตามมติคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ที่เห็นชอบปรับโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น เริ่ม 1 ก.ค.นี้
ทว่า ยังมีปัจจัยหลายประการที่อาจจะส่งผลกระทบต่อแผนดังกล่าว เนื่องจากสถานการณ์การระบาดยังมีความไม่แน่นอน อาทิ ยอดผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยหนักยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนยอดผู้เสียชีวิตทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน สายพันธุ์ลูกผสม XE รายแรก ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับลักษณะการระบาดด้วยว่า แพร่เชื้อได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า
สายพันธุ์ลูกผสม XE น่ากังวลอย่างไร
ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ. รามาธิบดีเปิดเผยผ่านทางเฟซบุ๊กเมื่อวานนี้ (2 เม.ย.) ว่า ได้ตรวจพบสายพันธุ์ลูกผสม "XE" ด้วยการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมจากตัวอย่างสวอปผู้ติดเชื้อชาวไทย 1 ราย จากการติดตามสอบถามแพทย์ผู้รักษาทราบว่าเป็นผู้ติดเชื้อในกลุ่มสีเขียว มีอาการเล็กน้อย ปัจจุบันหายจากอาการโควิดแล้ว มีการสุ่มตรวจ ATK คนรอบข้างไม่พบใครติดเชื้อ

ที่มาของภาพ, Getty Images
สำหรับเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ลูกผสม XE พบครั้งแรกในสหราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยมีการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมและอัปโหลดขึ้นไปแชร์ไว้บนฐานข้อมูลโควิด-19 โลกแล้วมากกว่า 600 ตัวอย่าง
สำหรับสายพันธุ์ XE เป็นสายพันธุ์ลูกผสมระหว่างโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.1 และ BA.2" จึงไม่ใช่ เดลตาครอน ซึ่งเป็นสายพันธุ์ลูกผสมระหว่าง เดลตา กับ โอมิครอน จนถึงขณะนี้องค์การอนามัยโลกยังไม่ตั้งชื่อสายพันธุ์ XE อย่างเป็นทางการจนกว่า XE จะแสดงอาการทางคลินิกที่รุนแรงแตกต่างไปจากสายพันธุ์อื่นอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอข้อมูลจากทั่วโลกที่ร่วมด้วยช่วยกันถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมอีกระยะหนึ่งเพื่อยืนยัน
ยอดตายทำนิวไฮต่อเนื่อง เตียงเริ่มตึงตัว
ข้อมูลสถานการณ์โควิด-19 ที่ ศบค. รายงานยอดผู้ติดเชื้อรายวันย้อนหลัง 14 วันนับตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค. จนถึงวันนี้ (3 เม.ย.) ชี้ให้เห็นว่า แนวโน้มของผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่รวมกับจำนวนผู้ป่วยเข้าข่าย / เอทีเค โดยในวันที่ 21 มี.ค. มีจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อ 23,540 ราย ส่วนยอดผู้ป่วยติดเชื้อในวันที่ 3 เม.ย. เพิ่มขึ้นเป็น 25,545 ราย

ที่มาของภาพ, กรมควบคุมโรค สธ.
แนวโน้มดังกล่าวยังส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบ และกลุ่มผู้ป่วยหนักที่ต้องใช้ท่อช่วยหายใจก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน โดยในวันที่ 21 มี.ค. มียอดผู้ป่วยปอดอักเสบ 1,464 ราย (ในจำนวนั้นมีผู้ที่ต้องใช้ท่อช่วยหายใจ 514ราย) เพิ่มขึ้นเป็น 1,838 ราย (ผู้ใส่ท่อช่วยหายใจ 752 ราย) ในวันที่ 3 เม.ย. ในขณะที่อัตราการครองเตียง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยหนักหรือเตียงเหลืองและสีแดงก็มีแนวโน้มสูงขึ้น ล่าสุด อยู่ในสัดส่วน 30%
ส่วนยอดผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มใกล้แตะ 100 รายแล้ว โดยล่าสุดในวันนี้ (3 เม.ย.) อยู่ที่ 97 ราย โดยส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่ม 608 ประกอบด้วย กลุ่มที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มมีโรคเรื้อรัง และเด็ก

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ก่อนหน้านี้ (1 เม.ย.) กระทรวงสาธารณสุขออกหนังสือด่วนที่สุดถึงนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลทั่วไป ให้รับดูแลรักษาผู้ป่วยจากการติดเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค และกลุ่มเด็ก เป็นผู้ป่วยระดับสีเหลืองและสีแดง หากติดเชื้อโควิด-19 สามารถใช้สิทธิยูเซ็ป พลัส (UCEP Plus) เข้าโรงพยาบาลได้ทุกแห่ง เพื่อลดความเสี่ยงของการสูญเสีย
ยกเลิกตรวจ RT-PCR 72 ชั่วโมง ก่อนเดินทางเข้าประเทศ
หนึ่งมาตรการผ่อนคลายนับตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากการต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้งคนไทยที่เดินทางจากต่างประเทศ ก็คือ การยกเลิกการตรวจ RT-PCR ล่วงหน้า 72 ชั่วโมง ก่อนเดินทางเข้าประเทศ ทั้งกลุ่มผู้เดินทางผ่านระบบเทสต์แอนด์โก (Test and Go) กลุ่มแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) และกลุ่มที่จะต้องกักตัว (Quarantine)

ที่มาของภาพ, EPA
สำหรับกรณีเทสต์แอนด์โกและแซนด์บ็อกซ์ ต้องได้รับการตรวจ RT-PCR ในวันแรกเมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย จากนั้นทำการตรวจ Self-ATK อีกครั้งในวันที่ 5
ส่วนกรณี Quarantine ต้องตรวจ RT-PCR ในวันแรก และตรวจ RT-PCR ในวันที่ 4-5 ก่อนออกจากสถานที่กักตัว โดยหลังวันที่ 1 เม.ย. ระยะเวลาการกักตัวลดลงเหลือ 5 วัน จากเดิม 7 วัน
ผ่อนคลายพื้นที่ควบคุมโควิด-19 หลังวันที่ 1 เม.ย. เป็นอย่างไร
นอกจากการปรับมาตรการสำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศแล้ว ศบค. ยังมีมติปรับสีพื้นที่คุมโควิด-19 ใหม่ โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมาจะไม่มีพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (พื้นที่สีเเดงและสีเเดงเข้ม) เหลือเพียงจังหวัดที่เป็นพื้นที่ควบคุม (สีส้ม) พื้นที่เฝ้าระวัง (สีเหลือง) และพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว (สีฟ้า)
- พื้นที่สีส้ม 20 จังหวัด ประกอบด้วย ตาก นครนายก นครปฐม นครราชสีมา นครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา พัทลุง พิจิตร พิษณุโลก ระนอง ระยอง ราชบุรี สงขลา สมุทรปราการ สมุทรสาคร สุราษฎร์ธานี อุดรธานี และอุตรดิตถ์
- พื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีเหลือง) 47 จังหวัด ประกอบด้วย กาฬสินธุ์ กำแพงเพชร ขอนแก่น จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชัยนาท ชัยภูมิ ชุมพร เชียงราย ตรัง ตราด นครพนม นครสวรรค์ นราธิวาส น่าน บึงกาฬ ปราจีนบุรี ปัตตานี พะเยา เพชรบูรณ์ แพร่ มหาสารคาม มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธร ยะลา ร้อยเอ็ด ลพบุรี ลำปาง ลำพูน เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สตูล สมุทรสงคราม สระแก้ว สระบุรี สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อ่างทอง อำนาจเจริญ อุทัยธานี และอุบลราชธานี
- พื้นที่นำร่องท่องเที่ยว (สีฟ้า) 10 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร กาญจนบุรี กระบี่ ชลบุรี เชียงใหม่ นนทบุรี ปทุมธานี พังงา เพชรบุรี และภูเก็ต (จังหวัดอื่นดำเนินการบางพื้นที่)











