ชายแดนใต้ : "ความริเริ่มรอมฎอนเพื่อสันติสุข" คำมั่น 2 ฝ่ายที่รอการพิสูจน์

ผลการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยแลคณะเจรจาสันติภาพฝ่ายขบวนการปาตานีครั้งที่ 4 เมื่อ 31 มี.ค. -1 เม.ย. ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย มีข้อตกลงที่มีความก้าวหน้า คือ "ความริเริ่มรอมฎอนเพื่อสันติสุข" ที่ฝ่ายไทยเรียกเป็นทางการ

รอมฎอนสันติภาพ ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงยุติปฏิบัติการทางทหาร ระหว่าง 3 เม.ย. ถึง 14 พ.ค. 2565 ถูกประกาศในแถลงการณ์ที่รัฐบาลไทย และกลุ่มบีอาร์เอ็นเผยแพร่คนละฉบับ เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อสันติสุขในช่วงเดือนรอมฎอน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนสามารถปฏิบัติภารกิจทางศาสนาได้อย่างปลอดภัย โดยแถลงการณ์ที่แต่ละฝ่ายเผยแพร่ต่อสาธารณะ ไม่ได้มีการลงนามร่วมกัน

ข้อตกลงอีก 2 ประเด็นทั้งคู่เจรจาเห็นพ้อง ได้แก่ การรับรองหลักการทั่วไปว่าด้วยกระบวนการเจรจาสันติภาพ และการตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อขับเคลื่อนการพูดคุย 3 คณะ

ความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ระลอกปัจจุบันดำเนินมากว่า 18 ปีแล้ว มีผู้เสียชีวิตกว่า 7,000 คน บาดเจ็บนับหมื่น ก่อนที่โต๊ะเจรจาพูดคุยสันติภาพจะเริ่มต้นได้จริงในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในปี 2556

ผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามเรื่องนี้ วิเคราะห์ผลจากข้อตกลง 3 ข้อ อย่างไร

รัฐเดี่ยว

แมต วีเลอร์ นักวิเคราะห์แห่งองค์กรอินเตอร์เนชั่นแนลไครซิสกรุ๊ป (International Crisis Group) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่าแถลงการณ์ของทั้งสองฝ่ายมีเนื้อหาสำคัญ โดยเฉพาะของฝ่ายไทยที่มีลักษณะของการให้คำมั่นในการหาทางออกร่วมกัน โดยใช้คำว่า "ภายใต้ความเป็นรัฐเดี่ยวของประเทศไทย" จึงทำให้น่าสนใจว่า เป็นการใช้คำที่ชัดเจน และมีลักษณะการปรับความคิดความเข้าใจในพื้นที่ในการหาทางออกทางการเมืองภายใต้เงื่อนไขของการยังรวมอยู่ในรัฐไทย

ประโยคดังกล่าวปรากฎในการแถลงของ พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เปิดเผยผลการพบปะหารือแบบเต็มคณะ เมื่อ 2 เม.ย. โดยเนื้อหาระบุว่า คณะพูดคุย และบีอาร์เอ็น ได้รับรองด้วยเอกสาร หลักการทั่วไปว่าด้วยกระบวนการพูดคุยสันติสุข ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งสองฝ่าย ตกลงที่จะพูดคุยกันในรายละเอียด ให้มีกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีเกียรติ และเปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย เพื่อบรรลุทางออกทางการเมือง ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ตามแนวคิดชุมชนปาตานีภายใต้ความเป็นรัฐเดี่ยวของราชอาณาจักรไทย ตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ

รอมฎอนสันติภาพ กับ คณะทำงานตรวจสอบ

น.ส.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิจัยอิสระที่ศึกษาเรื่องความขัดแย้งในภาคใต้ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ชี้ว่า การพูดคุยครั้งนี้มีพัฒนาการ คือ มีผู้นำทางการเมืองคนสำคัญของกลุ่มบีอาร์เอ็นเข้าร่วมด้วย ทำให้เห็นว่าการพูดคุยครั้งที่ผ่านมา และการพูดคุยถึงเรื่องการยุติความรุนแรงในช่วงเดือนรอมฎอนมีความสำคัญ และทางบีอาร์เอ็นมีความคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จเป็นเดือนรอมฎอนเพื่อสันติภาพอย่างแท้จริง

รุ่งรวี กล่าวว่า เมื่อหลายปีก่อน กลุ่มบีอาร์เอ็น มีข้อเรียกร้องที่ออกมาในช่วงเดือนรอมฎอนจำนวน 5 ข้อ แต่ผลที่เกิดขึ้น ทางกลุ่มบีอาร์เอ็น กล่าวหาว่ารัฐบาลไทยไม่ได้ปฏฺิบัติตามข้อเรียกร้อง โดยรุ่งรวีวิเคราะห์ว่า เมื่อมีการยุติการยิงเกิดขึ้น อาจมีความจำเป็นที่จะต้องมีคณะทำงานอิสระหรือกลไกในระดับต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบการหยุดยิง เนื่องจากที่ผ่านมาเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ทั้งสองฝ่ายมักจะมีคำอธิบายที่ออกมาแตกต่างกันอย่างมาก การมีคณะตรวจสอบจะสามารถสืบสวนสอบสวนและได้คำตอบว่าการกระทำความรุนแรงในระหว่างที่มีการเจรจาหยุดยิงแล้ว เกิดขึ้นจากใคร และอย่างไร

"เครื่องมืออะไรที่บอกว่าสาธารณะมีส่วนร่วมในการเจรจาสันติภาพ จะต้องหากลไกนั้นให้ได้ หรือจะเป็นภาคประชาสังคม องค์กรในประเทศไทย หรือองค์กรระหว่างประเทศ ควรจะมาร่วมกันคิดให้หนักขึ้น" น.ส.รุ่งรวี กล่าว

อีกประเด็นสำคัญของการเจรจา คือ ทางออกทางการเมืองอันเกี่ยวเนื่องกับการตกลงในเชิงรูปแบบการปกครอง การแบ่งแยกอำนาจ การตกลงร่วมกันของประชาชนในพื้นที่เองกับประชาชนส่วนอื่น

"ที่ผ่านมา มีข้อเสนอหลายทาง เช่น การกระจายอำนาจ การแบ่งแยกอำนาจ ประเทศไทยก็ไม่ยอมรับระหว่างการกระจายอำนาจกับการเป็นอิสระ ดังนั้น อะไรที่อยู่ตรงกลาง ที่จะเป็นทางออกทางการเมือง และประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้และภาคอื่นยอมรับเข้ามามีส่วนร่วมในการตกลงหรือเปล่า รวมทั้งรูปแบบไหนในการปกครองในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จะทำให้เกิดความแน่ใจว่าชาวพุทธ มุสลิม อยู่ร่วมกันได้และได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม"

ก่อนหน้านี้ ข้อเรียกร้องเบื้องต้น 5 ประการของ บีอาร์เอ็นในการเจรจาสันติภาพ ที่ระบุไว้เมื่อปี 2556 ได้แก่

  • รัฐบาลไทยต้องยอมรับให้ประเทศมาเลเซียเป็นคนกลางผู้ไกล่เกลี่ย (mediator) ไม่ใช่แค่ผู้ให้ความสะดวก (facilitator)
  • การพูดคุยเกิดขึ้นระหว่างชาวปาตานี ที่นำโดย บีอาร์เอ็น กับรัฐบาลไทย
  • ในการพูดคุย จำเป็นต้องมีพยานจากประเทศอาเซียน องค์กรองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation of Islamic Cooperation—OIC) และองค์กรเอ็นจีโอ
  • รัฐบาลต้องปล่อยผู้ที่ถูกควบคุมตัวทุกคนและยกเลิกหมายจับทั้งหมด (ที่เกี่ยวข้องกับคดีความมั่นคง) โดยไม่มีเงื่อนไข
  • รัฐบาลต้องยอมรับว่า องค์กรบีอาร์เอ็น เป็นขบวนการปลดปล่อยชาวปาตานี ไม่ใช่กลุ่มแบ่งแยกดินแดน

"รักกัน แต่ไม่ยอมลงนามในใบสมรส"

อาบูฮาฟิส อัลฮากิม โฆษกกลุ่มมาราปาตานี สมาชิกกลุ่ม BIPP และอดีตผู้ร่วมในคณะเจรจาสันติภาพ กล่าวว่าการเจรจาครั้งที่ 4 แม้ว่าได้ข้อสรุปออกมาบางส่วน แต่หลายประเด็นไม่ได้มีการลงนามและลงชื่อในเอกสารในนามของรัฐบาลไทย อย่างข้อตกลงพื้นที่ปลอดภัยในการเจรจาครั้งก่อนหน้าเอง และไม่ใช่เฉพาะในช่วงที่มีรัฐบาลทหารเท่านั้น แต่ในช่วงที่เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ก็ไม่มีเอกสารที่ลงนามใด ๆ

"เหมือนกับว่ารักกันแต่ไม่ยอมลงนามในใบสมรส มันดูแปลก ๆ มันดูยอมรับไม่ได้ ในการปกครองโดยรัฐทหาร ก็ไมมีการลงนาม เราก็ค่อนข้างที่จะลังเลในการเคลื่อนต่อไปข้างหน้า" นายอาบูฮาฟิส กล่าว

"การไม่ได้ลงนามในเอกสาร ทำให้ไม่เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินการของรัฐบาลไทย"

ทัศนะของโฆษกกลุ่มมาราปาตานี ที่ไม่ได้ร่วมในการเจรจารอบนี้ ยังมองด้วยว่า จากประสบการณ์ของเขาเห็นว่า "ฝ่ายกรุงเทพฯ" ไม่มีความมุ่งมั่นทางการเมือง เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของฟิลิปปินส์ที่มีการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มแบ่งแยกมินดาเนา หรือกระทั่งกรณีอาเจะห์กับอินโดนีเซียที่เห็นความมุ่งมั่นแตกต่างกัน

"ถ้าเทียบกันกับมะนิลา ความตั้งใจ ความจริงจัง มันเป็นคำถาม ดูเหมือนว่ามีการตัดสินใจไปแล้วหรือไม่ โดยเพาะผู้ที่เข้ามามีส่วนในการเจรจาสันติภาพ ผมเองไม่เห็น ไม่รู้สึกถึงการมุ่งมั่นทางการเมืองของรัฐบาลไทย ยกตัวอย่าง การให้การเจรจาสันติภาพปาตานีเป็นวาระแห่งชาติ มันถูกยอมรับว่าเป็นวาระแห่งชาติในสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แต่ตั้งแต่ปี 2014-2018 (รัฐบาล) ไม่มีการพูดว่าเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งอาจจะเพราะไม่มีพรรคการเมือง แต่พอหลังการเลือกตั้งในปี 2019 จนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่มีวาระแห่งชาติ"

เปิดข้อมูล "กลุ่มสร้างความรุนแรงสุดโต่ง"

รศ. ดร.ปณิธาน วัฒนายากร คณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรับาลในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คผบ.จชต.) ไดนำเสนอตอนหนึ่งว่าเขากำลังทำงานงานวิจัยที่ได้รับทุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติในหัวข้อการต่อต้านความรุนแรงสุดโต่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากการพูดคุยสัมภาษณ์กลุ่มคนในพื้นที่กว่าร้อยคน พบว่า การใช้ความรุนแรงสุดโต่งกำลังกลายเป็นความรุนแรงที่กิดขึ้นในพื้นที่นี้

"แต่ละคนมีความคิดเห็นที่แตกต่าง และมีความเห็นใหม่ ๆ ที่อาจจะไม่ได้ฟังคนรุ่นเก่าแล้ว" รศ. ดร. ปณิธาน กล่าว

เขาเสริมว่า กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความคิดใหม่ มีแนวคิด และวิธีการจัดการองค์กรที่แตกต่าง และมีความรุนแรงที่เกิดขึ้นด้วย ยังเป็นกลุ่มก้อนที่ยังเล็กและอยู่ในระหว่างการก่อตัวในช่วงแรกเริ่ม

"เราได้รับการพูดคุยหลายกรณีศึกษามากมาย ที่พูดถึงการใช้ความรุนแรงสุดโต่งอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นใหม่ มีการจัดตั้งกลุ่มเหล่านี้ขึ้นมา เปิดโอกาสให้สร้างความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยวิธีการแปลกใหม่ ทั้งมีลักษณะเป็นการก่อร่างขึ้นในเมือง ก่อร่างขึ้นมาจากตัวตนของตัวเอง บางกลุ่มก็ไม่รู้เลยว่าตัวเองกลายเป็นพวกหัวรุนแรงไปแล้ว เป็นลักษณะของการแลกเปลี่ยนระหว่างเพื่อนต่อเพื่อน และกลุ่มที่เราได้รับการพูดคุยมีลักษณะมีการพูดคุยในกลุ่มเพื่อนที่ทำงานร่วมกัน โดยไม่รู้ตัวว่าถูกจัดตั้ง"

ที่ปรึกษาของรัฐบาลกล่าวด้วยว่า "ประเทศไทยพยายามบอกว่าความรุนแรงมันลดลงแล้ว แต่แนวทางการศึกษาวิจัยของผมเอง กลับมองเห็นว่าอาจจะยังมีการใช้ความรุนแรง สุดโต่งเกิดขึ้นได้ แต่ผมหวังว่างานวิจัยของผมจะไม่เป็นจริง"

ส่วนกระบวนการเจรจาสันติภาพ เขาเห็นว่ามีความสำคัญ และต้องให้คนรุ่นใหม่มามีส่วนร่วมในมิติที่มีความหลากหลาย ส่วนประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบเหตุการณ์ระหว่างการหยุดยิงเดือนรอมฎอน เขาเห็นว่ากลไกที่มีอยู่สามารถใช้ได้

"เราไม่มีผู้ตรวจสอบสถานการณ์การหยุดยิงที่เป็นอิสระ แต่ถ้ามีความรุนแรงจริง ก็จะมีสื่อรายงานสถานการณ์ และประชาสังคม ซึ่งน่าจะเก่งและรู้ชัดมากกว่า" รศ. ดร.ปณิธาน กล่าว

ความเห็นทั้งหมดมาจากวงเสวนาที่สโมสรผู้สื่อต่างประเทศแห่งประเทศไทย อาคารมณียา กรุงเทพฯ เมื่อ 4 เม.ย.