บ้านเอื้ออาทร: พิพากษายืนจำคุก 99 ปี วัฒนา เมืองสุข คดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร

BBC thai

ที่มาของภาพ, BBC thai

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษายืน จำคุกนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นเวลา 99 ปี พร้อมสั่งริบเงิน 89 ล้านบาท ในคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร ในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร

องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลฎีกาฯ ชั้นต้น ที่สั่งจำคุกนายวัฒนา เป็นเวลา 99 ปี ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 และตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 6 และมาตรา 11 โดยตามหลักของคดีแล้ว สามารถจำคุกได้เพียง 50 ปี จึงให้คงโทษจำคุกอยู่ที่ 50 ปี

เอกสารข่าวจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เผยแพร่ช่วงเย็นวันนี้ (4 มี.ค.) ระบุว่า การกระทำของนายวัฒนา จำเลยที่ 1 และนายอภิชาต จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่ จำเลยที่ 4 "มีลักษณะเป็นขบวนการ" ในการเรียกรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยคำพิพากษาระบุว่า ขณะนายวัฒนาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี มีการจัดทำหนังสือนำส่งเอกสารประกอบการประชุมคณะกรรมการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) โดยระบุชื่อ นายอภิชาติ จำเลยที่ 4 ในฐานะที่ปรึกษาของนายวัฒนาหลายครั้ง

ศาลชี้ด้วยว่า นายวัฒนาให้นายอภิชาติ จำเลยที่ 4 แสดงออกว่าเป็นที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการ และมีการเรียกเงินจำนวนมากจากผู้ประกอบการหลายรายที่เกี่ยวกันกับโครงการบ้านเอื้ออาทรซึ่งอยู่ในกำกับดูแลของนายวัฒนาแล้ว จึงถือว่ามีส่วนในการร่วมกระทำรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการ

"ลำพังจำเลยที่ 4 ย่อมไม่มีอำนาจที่ดำเนินการเองได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกจึงมีลักษณะเป็นขบวนการ เชื่อว่าจำเลยที่ 1 (นายวัฒนา) รู้เห็นการกระทำของจำเลยที่ 4 ด้วย ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมขืนใจหรือจูงใจแก่ผู้ประกอบการให้นำเงินมอบให้เพื่อตอบแทนที่การเคหะแห่งชาติอนุมัติให้เข้าทำสัญญาตามฟ้อง การกระทำที่ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" เอกสารข่าวระบุ

องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ ยังสั่งริบเงินจากจำเลยที่ 1 คือ นายวัฒนา และจำเลยที่ 4-8 คนละ 89 ล้านบาท ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา หากไม่ชำระให้เสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

ด้านทนายความของนายวัฒนา กล่าวว่า หลังจากองค์คณะอ่านคำพิพากษาเป็นเวลา 2 ชม. ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับนายวัฒนาถึงการต่อสู้ทางคดีอย่างไรต่อ แต่ทีมทนายจะไปตรวจสอบความบกพร่องของข้อต่อสู้ทางคดี โดยหลังจากนี้นายวัฒนาจะถูกนำตัวไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเข้าสู่การกักตัวเป็นเวลา 21 วัน

ทนายกล่าวว่า นายวัฒนายืนยันการต่อสู่มาตั้งแต่ปี 2549 และเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ แต่เคารพต่อคำตัดสินของศาลยุติธรรม และบอกว่า วันนี้ไม่ได้เตรียมรองเท้าแตะ เสื้อยืด เพราะไม่คิดว่าคำตัดสินจะออกมาในรูปนี้

นายวัฒนา นักการเมืองวัย 65 ปี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก่อนเข้าฟังคำพิพากษา ในช่วงบ่ายวันนี้ (4 มี.ค.) ยืนยันตามที่แถลงปิดคดีว่า เขาในฐานะรัฐมนตรีไม่มีอำนาจในการอนุมัติคู่สัญญา และหากมีคำพิพากษายืนจำคุก จะยังสู้คดีต่อในทุกทางที่มี ทั้งช่องทางตามกฎหมายและการถวายฎีกา

"สู้ต่ออยู่แล้ว ในฐานะที่ผมเป็นพสกนิกร ผมก็ยังมีที่พึ่ง ถึงแม้มันไม่เป็นไปตามนั้น ไม่ได้แปลว่าผมถูกจำคุกแล้ว ผมฟ้องกลับใครไม่ได้"

นายวัฒนาได้ลาออกจากพรรคเพื่อไทย และไปร่วมก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่กับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โดยที่เขามีตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการด้านการเมืองและกฏหมาย พรรคไทยสร้างไทย ด้วย

โครงการบ้านเอื้ออาทร รังสิต

ที่มาของภาพ, การเคหะแห่งชาติ

คำบรรยายภาพ, ภาพโครงการบ้านเอื้ออาทร รังสิต บนเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์เสมือน (Virtual Museum) การเรียนรู้ด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยในประเทศไทย การเคหะแห่งชาติ

คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ เริ่มถูกตรวจสอบในช่วงเวลาหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) คณะผู้ก่อการรัฐประหาร ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ตรวจสอบโครงการของรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร โดยโครงการบ้านเอื้ออาทร เป็น 1 ใน 13 โครงการ/พฤติการณ์ ที่มีการกล่าวหาว่าเกิดการทุจริต

หลังจาก คตส. สรุปการทุจริตในกรณีดังกล่าว ได้ส่งเรื่องให้กับอัยการสูงสุด (อสส.) สั่งคดี ต่อมาเรื่องถูกส่งต่อไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก่อนมีมติชี้มูลความผิดเมื่อปี 2560

คดีนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2563 จำคุกนายวัฒนา เมืองสุข พร้อมพวก ที่เป็นที่ปรึกษา คนสนิท และเอกชน รวม 6 ราย กับให้ริบเงินกว่า 1,323 ล้านบาท ที่เอกชน 11 ราย ได้โอนเป็นค่าตอบแทนหรือค่าหัวคิว ให้แก่ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่ ที่ปรึกษานายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พม. ซึ่งกำกับดูแล กคช. เจ้าของโครงการ

ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯ เมื่อปี 2563 สั่งลงโทษจำคุกนายวัฒนา และนายอภิชาติ สูงสุด คือ 50 ปี

นายวัฒนา ถูกตัดสินว่าผิดตามมาตรา 148 ของประมวลกฎหมายอาญา จำนวน 11 กระทง กระทงละ 9 ปี รวม 99 ปี แต่คงจำคุกจริง 50 ปี ส่วนนายอภิชาติ หรือ เสี่ยเปี๋ยง มีความผิด 11 กระทง กระทงละ 6 ปี รวม 66 ปีจำคุกจริง 50 ปี โดยปัจจุบันเสี่ยเปี๋ยงอยู่ระหว่างรับโทษจำคุกในคดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ร่วมกับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นอกจากนี้ศาลยังสั่งจำคุกนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย และอดีตแกนนำ นปช. จำเลยที่ 10 เป็นเวลา 4 ปี ทว่านายอริสมันต์หลบหนีออกนอกประเทศไปนานแล้ว

คำพิพากษาเมื่อปี 2563 และคำแถลงปิดคดี

คำพิพากษาศาลฎีกาฯ เมื่อปี 2563 ชี้ตอนหนึ่งว่า การที่นายวัฒนา ปล่อยให้นายอภิชาติ หรือ "เสี่ยเปี๋ยง" แสดงตนเป็นที่ปรึกษาไม่เป็นทางการ นายวัฒนาจึงจะอ้างว่าผู้ประกอบการไปพบนายอภิชาติ และจ่ายเงินกันเองเพื่อให้นายวัฒนาพ้นจากความรับผิดหาได้ไม่ พฤติการณ์ของนายวัฒนา กลับส่อแสดงว่านายวัฒนามีเจตนาเพื่อเป็นการเอื้ออำนวยให้นายอภิชาติกับพวก เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากโครงการบ้านเอื้ออาทรได้โดยอ้างตำแหน่งของนายวัฒนา อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

นายอภิชาติ คืออดีตพ่อค้าข้าวชื่อดัง ผู้ก่อตั้งบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด หนึ่งในจำเลยคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ซึ่งอยู่ระหว่างรับโทษจำคุก 6 ปี มาตั้งแต่ปี 2558 อยู่ที่เรือนจำกลางสมุทรปราการ

นายวัฒนา ได้แถลงปิดคดีไปเมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยใช้เวลา 1 ชม. แถลงสรุปว่า คดีบ้านเอื้ออาทร เป็นการฟ้องเกินกว่าข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช. พร้อมตั้งข้อสังเกตการวินิจฉัยของศาลที่ลงโทษขัดข้อเท็จจริงในเอกสาร 20,000 แผ่นหลายประเด็น ซึ่งศาลไม่วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทำความผิดอย่างไร

นอกจากนี้นายวัฒนาได้กล่าวว่า รัฐมนตรีไม่มีอำนาจในการอนุมัติคู่สัญญา แต่เป็นอำนาจของกรรมการ เมื่อกรรมการอนุมัติแลัว เป็นหน้าที่ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติจะต้องปฏิบัติตาม ยืนยันว่า ไม่เคยเข้าไปแทรกแซงการทำหน้าที่ของการเคหะแห่งชาติ และประเด็นเอกสารที่อ้างว่านำเช็คมาให้ ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นค่านายหน้าที่ดินที่ให้กับจำเลยที่ 10 ซึ่งก็คือนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง

ภาพโครงการบ้านเอื้ออาทร รังสิต บนเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์เสมือน (Virtual Museum) การเรียนรู้ด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยในประเทศไทย การเคหะแห่งชาติ

ที่มาของภาพ, การเคหะแห่งชาติ

คำบรรยายภาพ, ภาพโครงการบ้านเอื้ออาทร รังสิต บนเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์เสมือน (Virtual Museum) การเรียนรู้ด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยในประเทศไทย การเคหะแห่งชาติ

ใครเป็นใครในจำเลย

ในการตัดสินของศาลฎีกาฯ เมื่อเดือน ก.ย. 2563 มีคำพิพากษาจำคุกจำเลย 6 คน ได้แก่

  • นายวัฒนา เมืองสุข (จำเลยที่ 1) จำคุก 99 ปี คงจำคุกจริง 50 ปี
  • นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่ (จำเลยที่ 4) จำคุก 99 ปี จำคุกจริง 50 ปี
  • น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง (จำเลยที่ 5) ลูกน้องคนสนิทเสี่ยเปี๋ยง จำคุก 20 ปี
  • น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว (จำเลยที่ 6) พนักงาน บจก.เพรซิเดนท์อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด จำคุก 44 ปี
  • น.ส.รุ่งเรือง ขุนปัญญา พนักงาน บจก.เพรซิเดนท์ฯ (จำเลยที่ 7) จำคุก 32 ปี
  • นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย (จำเลยที่ 10) จำคุก 4 ปี

นอกจากนี้ ศาลฎีกาฯ ได้สั่งปรับ บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด เป็นจำนวน 275,000 บาท

สรุปที่มาที่ไปปัญหาทุจริตบ้านเอื้ออาทร

  • โครงการบ้านเอื้ออาทร เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร เริ่มต้นขึ้นในปี 2546 โดยที่มาที่ไปเกิดจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2546 เป้าหมายสำคัญของโครงการ คือ การจัดทำแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยแบบเมือง ร่วมด้วยแผนการแก้และป้องกันปัญหาชุมชนผู้มีรายได้น้อย
  • ในตอนนั้น บ้านเอื้ออาทรเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบ้านล้านหลัง ได้แก่ โครงการจัดทำบ้านเอื้ออาทร 600,000 หน่วย บ้านมั่นคง 300,000 หน่วย และบ้านออมสิน 100,000 หน่วย โดยได้เริ่มโครงการบ้านเอื้ออาทรและบ้านมั่นคง กระจายไปในทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย
  • โครงการดำเนินการเรื่อยมาจนถึงปี 2549 เกิดการรัฐประหารล้มอำนาจรัฐบาลนายทักษิณเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 คมช. ซึ่งเป็นคณะผู้ก่อการรัฐประหาร ได้แต่งตั้ง คตส. เพื่อตรวจสอบโครงการของรัฐบาล โดย คตส. เกิดขึ้นตามคำสั่งคณะรัฐประหาร ได้รับการแต่งตั้ง โดยประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2549
  • คตส. ตรวจสอบโครงการรัฐบาลหลายโครงการรวมทั้งพฤติการณ์ส่อทุจริตของรัฐบาลนายทักษิณ กรณีบ้านเอื้ออาทร เป็นหนึ่งในกรณีดังกล่าว ส่วนกรณีอื่น ๆ ที่เกิดจากยุคนั้น ได้แก่ คดีที่ดินถนนรัชดาภิเษก กรณีซื้อขายหุ้นและโอนหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นให้เทมาเส็ก โครงการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (CTX) อนุมัติเงินกู้ของผู้บริหารธนาคารกรุงไทยให้แก่บริษัทในเครือกฤษดามหานคร กรณีจัดซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิงของ กทม. เป็นต้น โดยเอกสารหนังสือ สรุปผลงานของ คตส. ระบุไว้ทั้งหมด 13 กรณี
  • กรณีของนายวัฒนา เมืองสุข รมว.พม. และพวก ตามเอกสารคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ระบุว่า มีผู้มาร้องเรียน คตส. ให้ตรวจสอบเมื่อ ต.ค. 2549 ว่ากระทำการทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่เรียกรัสินบนค่าอนุมัติจำนวนหน่วยก่อสร้างในโครงการบ้านเอื้ออาทร
  • คตส.มีวาระสิ้นราวเกือบ 2 ปี รหว่าง เดือน ก.ย 2549 - 30 มิ.ย 2551 หลังจากนั้น คดีหลาย ๆ คดี รวมถึง คดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร ก็ถูกส่งต่อมายัง อสส. ดำเนินการต่อ ทั้งนี้ ในระหว่างที่ คตส. ตรวจสอบในช่วงวาระการทำงาน ก็พบการทุจริตในหลายพื้นที่ มีเอกชน และเจ้าหน้าที่การเคหะแห่งชาติถูกกล่าวหาทุจริตหลายกรณี โดยเฉพาะการประเมินราคาที่ดินเกิดจริง เช่น ที่โครงการบ้านเอื้ออาทร จ.ปราจีนบุรี (กบินทร์บุรี 2) มูลค่า 181 ล้านบาท พบว่ามีการพอกราคาที่ดินเกินความจริง 7.8 ล้านบาท มีการปลอมแปลงเอกสารการประเมินที่ดิน
ภาพโครงการคอนโดเอื้ออาทรหนองหอย เชียงใหม บนเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์เสมือน (Virtual Museum) การเรียนรู้ด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยในประเทศไทย การเคหะแห่งชาติ

ที่มาของภาพ, การเคหะแห่งชาติ

คำบรรยายภาพ, ภาพโครงการคอนโดเอื้ออาทรหนองหอย เชียงใหม บนเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์เสมือน (Virtual Museum) การเรียนรู้ด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยในประเทศไทย การเคหะแห่งชาติ
  • สำนักข่าวอิศรา รายงานว่า มี.ค. 2550 คตส. ดำเนินการไต่สวนเสร็จสิ้น สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า โครงการบ้านเอื้ออาทรที่ก่อสร้างโดยบริษัท พาสทีญ่า ไทย จำกัด พบว่า มีการจัดซื้อราคาที่ดินแพงเกินจริง นอกจากนี้ยังมีการเรียกค่าหัวคิว 82 ล้านบาท เพื่อนำไปจ่ายให้กับนักการเมือง และบริษัทดังกล่าวยังเข้าข่ายการฟอกเงิน โดยจำนวนนี้มีการโอนเข้าบัญชีของคนขับรถ แม่บ้าน และพนักงานพิมพ์ดีด
  • อสส. ได้ชี้ขาดพิจารณาสั่งคดีเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2552 แต่เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ประกอบการรายอื่นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด อสส. จึงเห็นควรให้ ป.ป.ช. ไต่สวนให้ข้อเท็จจริงครบถ้วน
  • เรื่องเข้าสู่ ป.ป.ช. เป็นเวลาหลายปี ก่อนที่ในปี 2560 ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดนายวัฒนา เมืองสุข อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย สมัยดำรงตำแหน่ง รมว.พม. กับพวกถูกกล่าวหาว่า เรียกรับเงินจากผู้ประกอบการเอกชนในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการบ้านเอื้ออาทร โดยเริ่มจากการที่บริษัทพาสทิญ่าไทย ได้โควตาเป็นคู่สัญญากับการเคหะแห่งชาติ 7 โครงการ 7,500 ยูนิต มูลค่า 2,500 ล้านบาท ทั้งที่ไม่มีคุณสมบัติในการเข้าเป็นคู่สัญญากับการเคหะแห่งชาติ แต่ได้มีการจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้สามารถเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐได้
  • คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งสำนวนการไต่สวน และรายงานให้กับสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
  • 24 ก.ย. 2563 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาจำคุกนักการเมือง และ เอกชน 6 ราย กับให้ริบเงินกว่า 1,323 ล้านบาท ที่เอกชน 11 ราย ได้โอนเป็นค่าตอบแทน ให้แก่ นายอภิชาติ หรือ เสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร ที่ปรึกษานายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พม. ซึ่งกำกับดูแลการเคหะแห่งชาติ เจ้าของโครงการ เงินที่ศาลฎีกาฯ สั่งริบ จำนวนดังกล่าว เป็นเงินที่มาจากการกระทําความผิด
  • นายวัฒนา เมืองสุข ในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวง พม. จำเลยที่ 1 ตามความผิดตามมาตรา 148 จำนวน ของประมวลกฎหมายอาญา 11 กระทง กระทงละ 9 ปี รวม 99 ปี แต่คงจำคุกจริง 50 ปี ส่วนนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือจำเลยที่ 4 มีความผิด 11 กระทง กระทงละ 6 ปี รวม 66 ปีจำคุกจริง 50 ปี