หมูแพง : จะคุมระบาดโรค ASF ในหมูใน 1 ปี ได้หรือเปล่า และใครคือผู้อยู่รอด

ที่มาของภาพ, กรมปศุสัตว์
ผู้เลี้ยงสุกรระดับประเทศคาดจะผลิตสุกรป้อนสู่ระบบเป็นปกติได้อีกครั้งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี เช่นเดียวกับกรมปศุสัตว์ที่ระบุว่าต้องใช้เวลาวบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู (African Swine Fever: ASF) อย่างน้อย 8-12 เดือน
แต่เกษตรกรรายย่อยบางกลุ่มที่บีบีซีไทยได้รับข้อมูล ระบุว่า สถานการณ์ของพวกเขาเหมือน "ติดลบ" และต้องใช้เวลา 3-4 ปี
แม้เกิดโรคระบาดร้ายแรงในสุกรในหลายพื้นที่ทั่วไทยตั้งแต่ปี 2562 แต่กรมปศุสัตว์เพิ่งยืนยันว่าตรวจพบเชื้อไวรัส ASF ที่โรงฆ่าแห่งหนึ่งใน จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ที่ผ่านมา
แหล่งข่าวในวงการผู้เลี้ยงสุกรระดับประเทศ เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า วิกฤตโรคระบาดร้ายแรงในหมู ทำให้ผู้เลี้ยงหมูรายกลางและรายเล็กล้มหายไปจากระบบราว 40-50% ขณะที่ผู้ยังเหลือรอดในตอนนี้ คือ กลุ่มผู้เลี้ยงขนาด 500 ตัวขึ้นไป ที่เลี้ยงในระบบปิดของกลุ่มบริษัทผู้เลี้ยงรายใหญ่ของประเทศ
"กลุ่มใหญ่เขาก็เสียหายด้วย แต่ว่าเขามีฟาร์มหลายภูมิภาค ไม่ใช่จังหวัดเดียว ภูมิภาคเดียวฟาร์มแบบนี้มีระบบป้องกันดี เพราะนั้น เปอร์เซ็นต์การสูญเสียก็ต่ำ ถ้าถามว่าเขาสูญเสียไหม สูญเสีย แต่กลุ่มนี้ยังไปได้อยู่ ส่วนรายเล็ก รายกลาง ที่ส่วนใหญ่มีฟาร์มที่เดียว เสียก็เสียเลยทั้งหมด" แหล่งข่าวระบุ
"ตอนนี้ฟาร์มที่เหลือจะเป็นฟาร์มที่มีระบบที่ดี การควบคุมจะง่าย และการระบาดจากฟาร์มเล็ก ๆ มันไปไม่ได้แล้ว เพราะไม่มีหมูให้ติดเชื้อแล้ว"
แม้ความเสียหายเกิดขึ้นในหมู่ผู้เลี้ยงหมูมากมายทั่วประเทศมาหลายปี แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่กล้าเปิดเผยตัวในการให้ข่าวสารต่อสื่อ เนื่องจากหวาดกลัวผลกระทบทางธุรกิจ และความปลอดภัย
เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูเผชิญความเสียหายมาอย่างน้อย 2 ปี แต่การเยียวยาจากรัฐบาลในขณะนี้ มีเพียงการชดเชยค่าใช้จ่ายราคาสุกรที่ถูกทำลาย ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 11 ม.ค. มูลค่ากว่า 570 ล้านบาท และการเข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรยกระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสมของกรมปศุสัตว์ รวมทั้งประสานหาแหล่งทุนสนับสนุนการเลี้ยงโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) เงินกู้รายละไม่เกิน 1 แสนบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี
เสียงจากคนเลี้ยงหมูภาคตะวันออก
หนึ่งในกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรในภาคตะวันออก บอกกับบีบีซีไทยว่า โรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู (ASF) มีในไทยมาราว 2 ปี แล้ว ใน จ.ชลบุรี หนักสุดเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2564 เฉพาะอำเภอหนึ่งของจังหวัด เกษตรกรรายกลางและรายเล็ก เสียหายไปราว 70-80% โดยที่ขณะนี้ "ยังตั้งหลักไม่ได้"
เขาชี้ว่า เกษตรกรรู้ได้ว่า หมูที่ตายเกิดจากโรค ASF เพราะมีการใช้ชุดตรวจคัดกรอง อีกทั้งลักษณะความรุนแรงของโรค หากเป็นโรค PRRS (Porcine Reproductive and Respiratory Syndrome) หมูจะไม่ล้มตายอย่างเฉียบพลันจำนวนมากเท่านี้ เพราะ PRRS เป็นโรคที่มีวัคซีน
เขาให้ข้อมูลว่าการระบาดของโรค ASF ทำให้หมูในระบบทั้งหมูแม่พันธุ์ และหมูขุนตายอย่างเฉียบพลัน โดยส่วนของหมูแม่พันธุ์ทั้งประเทศที่มีอยู่ราว 1,200,000 ตัว คาดว่าจะเหลือราว 600,000-800,000 ตัว โดยแม่พันธุ์ที่ยังเหลืออยู่เป็นสัดส่วนของฟาร์มของบริษัทผู้เลี้ยงรายใหญ่เป็นส่วนใหญ่
แหล่งข่าวรายนี้ ให้ความเห็นว่า ระยะเวลา 1 ปีที่รัฐประกาศออกมาว่าจะคุมโรคได้หมดและกลับมาผลิตหมูได้ ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะอย่างในประเทศ จีนกว่าจะควบคุมการระบาดได้ก็ใช้เวลา 3-4 ปี
ในส่วนของเกษตรกรเอง หากเกษตรกรต้องการกลับมาเลี้ยงใหม่ นอกจากเงินทุน หรือโรคระบาดที่ยังคุมไม่ได้แล้ว หมูแม่พันธุ์ที่จะให้ลูกหมูออกมาเลี้ยงก็แทบไม่เหลืออยู่ในระบบ เพราะแม่พันธุ์เหลือน้อย การผลิตลูกหมูเพื่อที่ฟาร์มจะซื้อไปเลี้ยงต้องใช้เวลาตามวงรอบอีกราว 1 ปี
เขาบอกว่า เฉพาะในอำเภอหนึ่งที่เลี้ยงหมูเป็นจำนวนมากใน จ.ชลบุรี จำนวนของแม่พันธุ์หมูจากเดิมที่มีอยู่ในระบบราว 40,000 ตัว ตอนนี้เหลือไม่ถึง 2,000 ตัว และประเมินว่า แม่พันธุ์หมูในประเทศที่เหลืออยู่ตอนนี้ ผู้เลี้ยงรายใหญ่น่าจะพยายามขยายพันธุ์เพื่อกระจายในระบบการเลี้ยงแบบพันธะสัญญา หรือคอนแทรคฟาร์มมิ่ง ของตัวเองมากกว่า หากมีขายให้กับรายย่อยทั่วไป ก็ไม่น่าจะขายพันธุ์แม่หมูที่เป็นสายพันธุ์แท้ ให้กับเกษตรกรกลุ่มย่อยอย่างสายพันธุ์ลาร์จน์ไวท์ (Large White) หรือแลนด์เรซ (Land Race) ซึ่งเป็นสายพันธุ์แท้ ให้ผลผลิตดี
"วันนี้คุณจะหาวัตถุดิบต้นแบบจากไหน เพราะว่าจะไปหาเพื่อนซ้ายขวามันก็ไม่มี...การฟื้นตัวของเกษตรกร มันคือ ลบสิบ ไม่ใช่เริ่มหนึ่งได้ เริ่มหนึ่งหมายความว่าไปซื้อแม่พันธุ์มาเลย แล้วลองผสม แต่ตอนนี้จะไปเอาตังค์จากไหนไปซื้อแม่พันธุ์ จะไปหาแหล่งวัตุดิบที่เป็นแม่พันธุ์จากที่ไหน มันเลยเริ่มหนึ่งไม่ได้ ไม่ใช่ว่าคุณไปขุดดินแล้วปั้น ๆ เป็นหมูได้" เขากล่าวกับบีบีซีไทยทางโทรศัพท์

ที่มาของภาพ, กรมปศุสัตว์
เมื่อ ASF ล้อมไทย รายใหญ่ส่งออกรุ่ง ผู้เลี้ยงรายย่อยร่วง
การระบาดของโรคนี้ในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว กัมพูชา เวียดนาม ระหว่างปี 2562-2563 ทำให้ไทย กลายเป็นประเทศเดียวที่ประกาศตัวว่า ดำรงสถานะปลอดโรค ASF มานานกว่า 2 ปี และเมื่อดูตัวเลขการส่งออกหมูไทย ปี 2563 ก็นับว่าเป็นปีทองของผู้ส่งออกเฉพาะเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์
จากข้อมูลย้อนหลัง การปรากฏของโรค ASF ในไทย มีข้อมูลมากขึ้นในเดือน มิ.ย. 2564 ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า "มีรายงานในหลายจังหวัดพบหมูตายจากอาการคล้ายโรค ASF โดยเริ่มระบาดที่ จ.สระแก้ว ก่อนลุกลามไปยังฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง หนักสุดคือที่ฟาร์มหมูในราชบุรี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่ของไทย"
สภาเกษตรแห่งชาติ ก็ได้รับแจ้งจากสมาชิกว่ามีการระบาดของโรค ASF หลายพื้นที่ สอดคล้องกับข้อมูลจากภาคีคณบดีสัตวแพทย์แห่งประเทศไทย 14 สถาบัน และผู้เลี้ยงหมูที่มีรายงานผ่านสื่อมวลชนหลายแขนงว่า โรค ASF เริ่มระบาดมาตลอดปี 2564
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม แม้เริ่มมีการระบาดของ ASF การส่งออกหมูไทยในปี 2564 ในแง่ปริมาณและมูลค่า ถึงจะลดลงกว่าปี 2563 กว่าเท่าตัว แต่ก็ยังสูงกว่าปี 2562
แหล่งข่าวจากวงการสุกรบอกบีบีซีไทย การส่งออกหมูในระยะที่ผ่านมา มูลค่าส่วนใหญ่เป็นการส่งออกหมูมีชีวิตในกลุ่มลูกหมูไปยังประเทศโดยรอบได้แก่ ลาว เมียนมา กัมพูชา โดยการส่งออกเป็นไปเพื่อปรับปริมาณหมูในประเทศให้สมดุล และผู้ส่งออกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ผลิตหมูรายใหญ่ของประเทศ
"ที่เขาส่งออกเป็นประจำ เขาตรวจเป็นระยะ ๆ อยู่แล้ว แต่การประกาศโรคที่เป็น 1 จุด มันไม่ได้เหมาไปทั้งทุกฟาร์ม มันเป็นเรื่องระหว่างผู้ซื้อผู้ขายว่า จะซื้อกันอยู่หรือเปล่า"
สถิติการส่งออกหมูไทย
- 2562 รวม 15,306 ตัน มูลค่า 3,533 ล้านบาท
เนื้อและผลิตภัณฑ์อื่น 15,171ตัน มูลค่า 2,839ล้านบาท
หมูมีชีวิต 135 ตัน มูลค่า 694 ล้านบาท
- 2563 รวม 36,165 ตัน มูลค่า 15,768 ล้านบาท
เนื้อและผลิตภัณฑ์อื่น 34,636 ตัน มูลค่า 4,962 ล้านบาท
หมูมีชีวิต 1,529 ตัน มูลค่า 10,806 ล้านบาท
- 2564 (ม.ค. - พ.ย.) รวม 19,523 ตัน มูลค่า 8,536.2 ล้านบาท
เนื้อและผลิตภัณฑ์อื่น 18,708 ตัน มูลค่า 2,727 ล้านบาท
หมูมีชีวิต 815 ตัน มูลค่า 5,809.2 ล้านบาท
ที่มา: ระบบฐานข้อมูลและการให้บริการข้อมูลการค้าเกษตรต่างประเทศของประเทศไทยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ขณะที่ไทยพีบีเอส รายงานอ้าง น.ส.ธรีทิพย์ วงษ์แสงไพบูลย์ ผอ. อาวุโส บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) คาดว่า ผู้ประกอบการที่เป็นฟาร์มขนาดใหญ่ที่มีมาตรฐานสูง จะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์การระบาดของ ASF
หลักทรัพย์กสิกรไทย ให้ข้อมูลด้วยว่า ส่วนแบ่งการตลาดสุกรในประเทศ แบ่งเป็นเกษตรกรรายย่อย 30% และฟาร์มขนาดใหญ่ 70% โดยรายใหญ่ในประเทศ 3 อันดับต้น ได้แก่ ซีพีเอฟหรือเครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร เครือเบทาโกร และไทยฟู้ดส์

รายใหญ่ กับ ผู้เลี้ยงคอนแทรคฟาร์มมิ่ง
"ภาคบริษัทใหญ่ ๆ ขายดี แต่เกษตรกรรายเล็กรายน้อย ได้ไม่เท่ากับบริษัทใหญ่ ซึ่งเขาไม่ได้เลี้ยงเองทั้งหมด" แหล่งข่าวผู้เลี้ยงสุกรในภาคตะวันออกระบุ
เขาบอกด้วยว่า พื้นที่ จ.จันทบุรี ตราด ระยอง ยังมีปัญหาเรื่องโรค ASF น้อย เป็นที่มาที่ปรากฏข่าวฟาร์มเลี้ยงหมูแบบคอนแทรคฟาร์มมิ่งที่ จ.ระยอง
เขาอธิบายว่า ผู้ผลิตรายใหญ่ก็กระจายความเสี่ยงในการเลี้ยงไปในหลายพื้นที่ไม่ให้กระจุกตัวที่ใดที่หนึ่ง เพื่อป้องกันความสูญเสียจากโรคระบาด
"รายเล็กรายน้อยตายไปหมดแล้ว กระทั่งราชบุรีที่เป็นแหล่งผลิตหมู 30% ของทั้งประเทศก็ด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นคอนแทรคภาคบริษัทใหญ่ทั้งหมด... ภาคใหญ่แทบไม่มีไปเลี้ยงในเขตตะวันตก เขารู้อยู่แล้วว่าเป็นแหล่งชุมชน ไปเลี้ยงอีสาน สถานที่ไกล ๆ หน่อย" เขาระบุ
จากข่าวที่ผู้เลี้ยงสุกรในระยอง ออกมาพูดว่าหมูหน้าฟาร์มขายได้ราคากิโลกรัมละ 60 บาท แต่ไม่มีใครมารับซื้อ ต่อมาปรากฏภายหลังว่าผู้เลี้ยงรายนี้ เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงหมูในระบบฟาร์มพันธะสัญญากับผู้ผลิตหมูรายใหญ่ และเหตุที่ยังไม่รับหมูจากฟาร์มไปเพราะยังไม่ถึงรอบอายุในวันที่ 1 ก.พ.
"ทำสัญญาซื้อขายไว้ที่ 60 บาท ขายคืนให้กับบริษัทที่เขามาลงทุนให้" เกษตรกรหญิง ชี้แจงในภายหลัง
ปศุสัตว์ จ.ระยอง ชี้แจงว่า บริษัทและฟาร์มได้ทำสัญญาในการเลี้ยง การซื้อขาย โดยตกลงสัญญาราคาหมูมีชีวิตอยู่ที่กิโลกรัมละ 61 บาทเมื่อ 4 เดือนที่แล้ว ซึ่งราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 70 บาท ซึ่งขณะนี้ราคาตลาดขึ้นไปที่ 110 บาทแล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทางฟาร์มหาลูกหมูให้ ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด และสนับสนนุน อาหาร ยาเวชภัณฑ์ให้ทุกอย่าง โดยใช้ระบบเครดิต พอเลี้ยงครบกำหนดแล้ว เมื่อจับหมูเสร็จเรียบร้อยแล้วได้ราคาเท่าไหร่ก็หักลบกลบหนี้กัน
เมื่อใดจึงจะกลับสู่ภาวะปกติ
ผู้เลี้ยงสุกรในภาคตะวันออก อธิบายด้วยว่า ที่ราคาหมูพุ่งสูงแบบ "ระเบิด" ขึ้นมาตอนนี้ เพราะหมูแช่แข็งที่พ่อค้าคนกลางรับซื้อไปจากเกษตรกรที่รีบขายก่อนป่วยตายในราคาถูกเมื่อปีที่แล้ว ใกล้หมดสต็อกแล้ว เนื่องจากมีการระบายในช่วงคลายล็อกดาวน์ประเทศ และช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่ความต้องการบริโภคมีสูง
เขาบอกว่า ปริมาณหมูแช่แข็งที่กักตุนไว้ก่อนค่อย ๆ ปล่อยออกสู่ตลาด ในปีที่ผ่านมามีมากกว่า 1 แสนกิโลกรัม
ในด้านการกลับมาเลี้ยงใหม่อีกครั้ง แหล่งข่าวในวงการสุกรอีกราย กล่าวว่า เกษตรกรรายกลางและรายเล็กเลือกที่จะชะลอการเลี้ยงหมูออกไปก่อน ถึงแม้จะมีการส่งเสริมหรืออุดหนุนเงินกู้มาตอนนี้ แต่หากยังไม่ได้ปรับปรุงฟาร์มเป็นระบบปิดให้มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพที่ได้มาตรฐานก็ยังตัดสินใจไม่เลี้ยง
"ถ้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยเลี้ยงตอนนี้ ทุกคนรู้ ในแง่ของรายย่อย บอกว่าเลี้ยงตอนนี้เลี้ยงไปก็ตาย เพราะประสบการณ์จำฝังใจอยู่เพราะว่าโรคนี้มันเร็ว คุมยาก มันตายเร็ว และเปอร์เซ็นต์ตายค่อนข้างสูง 90-100%"
เขาให้ข้อมูลต่อด้วยว่า ตัวเลขที่กลุ่มฟาร์มประเมินว่าจะกลับมาผลิตป้อนเข้าสู่ระบบได้ คือ 11-12 เดือน "แต่ข้อแม้คือ โรคต้องไม่มี ต้องมีการคุมการระบาดต่อ"
"ตอนนี้คุม (โรค ASF) ง่ายแล้ว เพราะฟาร์มเล็กฟาร์มกลาง ตายหมดแล้ว ฟาร์มที่เหลืออยู่เป็นระบบปิด"
ในส่วนของราคานั้นขึ้นอยู่กับกลไกตลาดในช่วงเวลาที่กลับมาผลิตได้ เพราะเมื่อหมูแพง ประชาชนอาจจะหาแหล่งโปรตีนทดแทนได้ ดังนั้น เมื่อความต้องการน้อยลง เพราะราคาสูง ก็จะทำให้ราคาลงเร็วขึ้น
แม้วงการคนเลี้ยงหมูรายย่อย สูญหายไปจากระบบราวครึ่งหนึ่งของการผลิตทั้งประเทศ แต่นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเมื่อ 17 ม.ค. ว่า การส่งออกเนื้อหมูดิบและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหมู "จะไม่มีผลกระทบมากนัก" และ "การส่งออกน่าจะมีปริมาณใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา" โดยในปี 2565 คาดการณ์ว่าการส่งออกน่าจะอยู่ที่ประมาณ 23,000 ตัน มูลค่า 3,646 ล้านบาท
ส่วนการส่งออกสุกรมีชีวิต กระทรวงพาณิชย์ โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการได้ประกาศห้ามส่งออกสุกรมีชีวิตไปนอกราชอาณาจักรเป็นเวลา 3 เดือน (6 มกราคม - 5 เมษายน 2565)










