ไพรวัลย์ วรรณบุตร : จากพระนักเทศน์สู่ฆราวาสสุด “ต๊าซ”

    • Author, ชัยยศ ยงค์เจริญชัย
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

เป็นเวลาสามสัปดาห์แล้วที่อดีตพระนักเทศน์ชื่อดัง พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ สละผ้าเหลืองมาใช้ชีวิตในฐานะฆราวาสคนหนึ่งในนาม นายไพรวัลย์ วรรณบุตร

หลังลาสิกขาเมื่อ 3 ธ.ค. อดีตพระมหาไพรวัลย์ผันตัวเองจากพระนักเทศน์ ผู้เผยแผ่คำสอนของพุทธศาสนาแนวบันเทิง มาโลดแล่นอยู่ในวงการสื่อทั้งจากการปรากฏตัวตามรายการต่าง ๆ และการรับเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้สินค้าหลายชนิด

ในวันนี้ ไม่ว่าไพรวัลย์ หรือที่เขาเรียกตัวเองว่า "พี่ทิด" จะขยับตัวไปทางไหน จะทำอะไร ก็จะกลายเป็นประเด็นข่าวทั้งในแง่ดีและถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในแทบทุกวัน

บีบีซีไทยได้พูดคุยกับ "พี่ทิดไพรวัลย์" เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในช่วงพักของการถ่ายทำรายการหนึ่งใน จ.ลพบุรี โดยไพรวัลย์ได้เผยใจถึงช่วงเวลากว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านไปกับชีวิตใหม่นอกผ้าเหลืองและก้าวต่อไปของเขาในฐานะฆราวาส

ปรับตัวให้เข้ากับโลกใหม่

ตลอดเวลา 18 ปีที่ไพรวัลย์ใช้ชีวิตใต้ร่มกาสาวพัสตร์ เขาไม่เคยได้ใช้ชีวิตในช่วงวัยรุ่นเหมือนปุถุชนทั่วไป เพราะเขาบวชเรียนตั้งแต่อายุ 12 ปี หลังเรียนจบ ป.6

หลายคนอาจคิดว่าการก้าวออกมาจากวงการสงฆ์ในวัย 30 ปี ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเขาต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกนอกรั้ววัด แต่ไพรวัลย์ยืนยันกับบีบีซีไทยว่านี่ไม่ใช่ปัญหา

"ไม่มีอะไรยากเลยสำหรับผม ยังสงสัยอยู่ว่าอะไรคือความยากในการมีชีวิตแบบฆราวาส อาจจะเป็นเพราะว่าตอนที่บวชอยู่ได้เรียนรู้ด้านการปรับตัวได้เยอะจนกระทั่งคนมองภาพว่าเป็นพระที่ไม่สำรวม จะว่าเราเป็นคนที่เท่าทันก็อาจจะดูเป็นการอวดตัวเองไปหน่อย แต่ผมเป็นคนที่พร้อมที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ผมก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ยาก" ไพรวัลย์กล่าว

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่าช่วงนี้อาจเป็นช่วงที่เขาเพิ่งสึกออกมาจึงยังไม่เห็นปัญหาเรื่องการต้องปรับตัว ปัญหาเหล่านั้นอาจจะปรากฏขึ้นในระยะยาวในช่วง 1-2 ปีไปแล้ว

เลิกเรียน ป.เอก เพราะ...

หนึ่งในเหตุผลที่ทิดไพรวัลย์เข้ามาบวชตั้งแต่แรกเพราะฐานะที่ยากจน ทำให้ครอบครัวของเขาคิดว่าวิธีที่ไพรวัลย์จะได้รับการศึกษาให้ได้สูงที่สุดคือการบวชเรียน เขาจึงถูกส่งไปบวชที่ จ.สุโขทัย เรียนนักธรรมบาลีที่นั่นเรื่อยมา ก่อนย้ายมาเรียนที่วัดสร้อยทองในกรุงเทพฯ

อดีตพระมหาไพรวัลย์เรียนต่อจนจบเปรียญธรรม 9 ประโยค ซึ่งถือว่าเป็นการศึกษาสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย เรียนปริญญาโทสาขาพุทธศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และปริญญาโทที่ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จากนั้นศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก สาขาวิชาสันติศึกษา ที่ มจร.

มาถึงวันนี้ไพรวัลย์ได้เผยถึงแผนในชีวิตใหม่ โดยเขาบอกบีบีซีไทยว่าเขาไม่คิดจะเลือกเดินในเส้นทางสายวิชาการต่อ และเหตุผลหนึ่งของการสึกคือเบื่องานวิชาการ

"ผมลาออกจากการเรียนปริญญาเอกแล้วด้วยซ้ำ เพราะรู้สึกว่าทำไปเพื่ออะไร ในความรู้สึกตัวเองคือมันไม่ไปไหน แต่ใครที่มีความมุมานะและเรียนจบได้ เราก็ยกย่องเขา" ไพรวัลย์กล่าว

"แต่สำหรับตัวเองคิดว่ามันไม่ตอบโจทย์ชีวิตเรา และรูปแบบของชีวิตเรา ผมไม่ได้อยากเป็นอย่างนั้น ถ้าจะให้วิจารณ์พอได้ แต่ถ้าให้สึกออกมาแล้วมาทำหน้านิ่ว คิ้วขมวด จมอยู่กับในตำรา เช้ายันค่ำนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ถ้าอย่างนั้นก็อย่าสึกออกมาเลยดีกว่า ผมอยากจะออกมาใช้ชีวิตอย่างอิสระของผม ทำงานเป็นบางครั้ง แต่ต้องเป็นงานที่เราเลือกได้ด้วยตัวเอง"

ค้นหาตัวเอง

ในช่วงวันแรก ๆ หลังจากที่ไพรวัลย์สึกออกมาใช้ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง เขามักจะใส่เสื้อผ้าที่เรียบง่ายอย่างเสื้อยืด โสร่ง รองเท้าแตะ และสะพายถุงย่าม แต่ในวันที่ทิดไพรวัลย์ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย เขาปรากฏกายด้วยเสื้อฮู้ดสีเขียว กางเกงสีขาวและรองเท้าผ้าใบคู่ใหม่เอี่ยม

"ที่ใส่โสร่งหลังจากสึกเป็นความจงใจที่อยากทำแบบนั้น เพราะรู้สึกว่าเราอยากมีภาพการลาสิกขาแบบไม่ต้องเหมือนคนอื่น ก็เลยใส่โสร่งเลย แล้วตอนนั้นมันหาง่าย แล้วเราก็ยังไม่รู้สไตล์การแต่งตัวของเราว่ามันควรจะไปแนวไหน" ไพรวัลย์อธิบาย

"จนถึงตอนนี้ก็ยังหาไม่เจอ ก็พยายามดูไปเรื่อยเลย ดูว่าอะไรมันเข้ากันและเราชอบ แต่จะเน้นที่เราชอบเป็นหลัก เน้นสไตล์ที่ถ่ายรูปแล้วออกมาดูดี ดูโอเคสำหรับตัวเรา ก็เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ"

ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นที่รู้จักในฐานะพระนักเทศน์ชื่อดัง แต่มาถึงวันนี้ไพรวัลย์มองตัวเองว่าเป็นอดีตพระคนหนึ่งที่เคยบวชมา และกำลังเรียนรู้ความเป็นฆราวาสอย่างเต็มตัว โดยกล่าวว่าจะให้นิยามตัวเองว่าในปัจจุบันเป็นอะไรยังไม่ได้ เพราะเขาชอบและอยากลองทุกอย่าง

"มีคนบอกว่า ทิดต้องหาทางตัวเองนะ จับทางตัวเองให้ถูก เราก็คิดว่าทำไมต้องจับนะ ถ้าเราถนัดทางไหนเราก็ไปทางนั้นเลย เราอาจจะชอบหลายอย่างก็ได้ เราอาจจะไม่อยากเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์อย่างเดียว เราอยากจะทำหลาย ๆ อย่างไปพร้อมกัน เรากำลังอยู่ในช่วงการเรียนรู้" ไพรวัลย์กล่าว

ไม่หวนคืนวงการสงฆ์

หนึ่งในเรื่องที่อดีตพระมหาไพรวัลย์เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี ก็คือความกล้าที่จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์สังคมพระ และวิจารณ์วงการสงฆ์และพระผู้ใหญ่บางรูปว่าไม่มีคุณธรรมให้กราบไหว้อย่างสนิทใจ พร้อมยังออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ อย่างตรงไปตรงมา

ทันทีที่ทิดไพรวัลย์สึกออกมา เขาได้ประกาศว่าจะเป็น "กระบอกเสียง" ให้พระชั้นผู้น้อยที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในหลายเรื่อง มาถึงวันนี้ ทิดไพรวัลย์ก็ยังยืนยันในการทำหน้าที่นั้นต่อไป

"ที่เคยบอกเอาไว้ว่ามีปัญหาในคณะสงฆ์ที่พูดไม่ได้ตอนเป็นพระอยู่ ถ้าผมมีโอกาส มีจังหวะ และเห็นว่าพูดออกไปแล้วคนได้ประโยชน์ และมันเป็นแง่คิดที่มันคนที่ควรพูดแล้วก็จะกระตุกให้คนมองเห็นปัญหาอะไรบางอย่างเกี่ยวกับคณะสงฆ์หรือสังคม การเมือง ผมก็จะพูดครับ" ไพรวัลย์กล่าว

"ผมไม่เคยทำหน้าที่ในเชิงลึกด้านการตรวจสอบวงการสงฆ์นะ ผมไม่ได้จะไปตรวจสอบใคร ผมแค่ทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์ในมุมที่ผมเห็นว่าควรทำ เช่นถ้าผมออกมาแล้ว และพระสงฆ์ก็ยังไม่หยุด ยังมีพระผู้ใหญ่ออกมาให้สัมภาษณ์เหน็บแนมผม ผมก็รู้สึกว่ายอมไม่ได้"

"ในเมื่อคุณออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผม ผมก็รับฟัง แต่ในฐานะฆราวาส ผมก็มีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์คุณกลับได้ คุณก็ต้องรับให้ได้ด้วยถ้าผมวิพากษ์วิจารณ์กลับ"

ไพรวัลย์ยืนยันว่าวันนี้มั่นใจว่ายังไงก็ไม่หวนกลับไปเป็นพระอีก แต่ในอนาคตยังไม่รู้ เขาอธิบายเสริมว่า จะไม่เสียเวลากลับไปเริ่มต้นใหม่อีก เพราะถ้าจะเดินสายพระ เขาก็จะไม่สึกออกมาแต่แรก

"การเป็นฆราวาสไม่ได้หมายความว่าเราจะแนบชิดกับศาสนาไม่ได้ ผมมองว่าตอนนี้การเป็นฆราวาสให้ช่องทางให้เราเข้าถึงธรรมมะในแบบของเราได้ดีกว่าการเป็นพระด้วยซ้ำ เพราะความเป็นพระ โดยเฉพาะแบบเถรวาทต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์อะไรบางอย่างซึ่งมันรัดแน่นจนเกินไป และมันก็ทำให้เรารู้สึกว่าอึดอัด"

"แต่พอเรามาเป็นฆราวาสแบบนี้แล้วมันฟรีสไตล์ วันไหนรู้สึกเบื่อ ๆ เซ็ง ๆ และอยากปฏิบัติธรรมก็ทำไป แต่วันนี้เรายังสนุกอยู่ เราจะขอสนุกก่อนได้ไหม...แต่ถ้าเป็นพระทำไม่ได้ เราก็เข้าใจ จึงสึกออกมา"

ดังได้โดยไม่ต้องพึ่งจีวร

อดีตพระมหาไพรวัลย์ไลฟ์สดทางเฟซบุ๊กสอนธรรมะแบบเป็นกันเองมาระยะหนึ่งแล้ว แต่เพิ่งมาโด่งดังมาก ๆ ในช่วงปลายเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา และได้รับความสนใจสูงสุดเดมื่อเดือน ก.ย.ที่เขาจัดประชันไลฟ์สดสนทนาธรรมกับพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต พระรุ่นพี่ร่วมวัด จนสร้างปรากฏการณ์มีผู้รับชมเฟซบุ๊กไลฟ์สูงสุดพร้อมกันมากกว่า 200,000 คน

หลังจากที่ทิดไพรวัลย์สึกออกมาแล้วเขากล่าวว่าการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กแบบที่เคยทำมาก็ยังจะมีอยู่ แต่ช่วงนี้เขายังยุ่งกับการรับงานโชว์ตัวหรือโปรโมทสินค้าต่าง ๆ เขายอมรับว่าชีวิตฆราวาสไม่เหมือนกับการเป็นพระ เพราะการเป็นฆราวาสมีค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบหลายอย่าง

"ก่อนสึกออกมา แม่เป็นเสาหลักของบ้าน แม่เคยทำงานได้ หาเงินเข้าบ้าน จนตอนนี้แม่หาเงินเข้าบ้านไม่ได้แล้ว (เพราะป่วย) มันก็เหมือนว่าตกเป็นหน้าที่ของผมแล้ว ที่จะต้องหาเงินเข้าบ้าน จะให้เรามานั่งไลฟ์เรื่อยเปื่อยอย่างเดียวเหมือนตอนเป็นพระไม่ได้แล้ว"

ตอนนี้ไพรวัลย์ได้รับการทาบทามจากหลายคนให้ทำรายการในยูทิวบ์ ด้วยความที่เขามีช่องเป็นของตัวเองอยู่แล้ว จึงทำให้มีคนอยากสนับสนุนการทำคอนเทนท์ของเขาให้มีความหลากหลายและเข้าถึงกลุ่มผู้ชมมากขึ้น แต่ไพรวัลย์ปฏิเสธไปเพราะยังไม่มีเวลา เขากล่าวว่าอาจต้องรอให้กระแสความนิยมของเขาซาลงไปก่อนแล้วจึงเริ่มคิดจะทำโครงการอื่น ๆ ต่อไป

"ถ้ากลับมาทำอีก ก็จะใช้ชื่อรายการเดิมเลยคือ 'ธรรมไปเรื่อย' คือไปเที่ยว พาคนไปดูนั่นดูนี่ แต่ความเป็นฆราวาสมันก็ให้อิสระในการทำคอนเทนท์ได้อีกเยอะ เพราะว่าเราไปในที่ที่ตอนเป็นพระไปไม่ได้ แต่ตอนนี้สามารถไปได้แล้ว เช่นไปรีวิวของกิน ซึ่งเราอยากทำอยู่แล้ว แต่ตอนที่เป็นพระอยู่ทำไม่ได้"

"ผมค่อนข้างเชื่อมั่นในตัวเองว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ชื่นชอบในตัวผมและติดตามเพราะตัวผมเป็นผม ไม่ใช่เพราะว่าผมใส่จีวร และผมก็ยังเชื่อแบบนั้นอยู่"