You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
สวนสาธารณะคลองช่องนนทรีกับชองเกชอน : ถาม-ตอบ โครงการ 980 ล้านบาทของ กทม.
- Author, สมิตานัน หยงสตาร์
- Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซีไทย
นับแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 28 ต.ค. โครงการ "ฟื้นเมือง เชื่อมย่าน สานอนาคต" (Regenerative Bangkok) ที่เริ่มจากบริเวณแยกสาทร-นราธิวาส สร้างเป็น "สวนสาธารณะคลองช่องนนทรี" ก็ถูกตั้งคำถามในหลายแง่มุมทางสื่อสังคมออนไลน์
คณะอนุกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามงบประมาณโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎรเอง จึงได้เชิญ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเข้าชี้แจง ซึ่งมีการประชุมไปแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ผู้ว่าฯ ส่งตัวแทนไปชี้แจง
โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองช่องนนทรีนี้ ใช้งบประมาณรวม 980 ล้านบาท และส่วนหนึ่งเป็นงบประมาณกลางของ กทม.
เมื่อ 3 ธ.ค.อนุ กมธ.ยังมีข้อสงสัยต่อโครงการนี้อีกหลายประการ จึงมีมติให้ทาง กทม. กลับไปชี้แจงมาเป็นลายลักษณ์อักษรและตามที่ร้องขอไว้อีกครั้ง พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้จะมีความชัดเจนกว่านี้ก็ต่อเมื่อ พล.ต.อ.อัศวิน ในฐานะหัวหน้าโครงการมาชี้แจงด้วยตนเอง
บีบีซีไทยรวบรวมข้อคำถามจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญ และข้อชี้แจงของคณะทำงานโครงการดังกล่าว ออกมา 6 ปะเด็นสำคัญ ดังนี้
จุดประสงค์ของโครงการคลองช่องนนทรี
ข้อสังเกต : ไม่นานหลังเริ่มดำเนินโครงการ ผศ. ดร. นิรมล เสรีสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) ในฐานะอาจารย์ผู้สอนในหลักสูตร Urban Design ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงความคิดเห็นผ่านบัญชีฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อ 27 ต.ค. โดยเปรียบเทียบโครงการดังกล่าวกับโครงการชองเกชอน ในประเทศเหลีใต้ ที่ถูกยกขึ้นมาพูดถึงว่าเป็นต้นแบบการพัฒนาในหลายมิติของการฟื้นฟูเมือง
อ.นิรมลย้อนถึงจุดตั้งต้นของโครงการชองเกชอน ซึ่งมียุทธศาสตร์ในการเชื่อมคลองชองเกชอนเข้ากับเมืองโดยรอบ มุ่งฟื้นฟูย่านศูนย์กลางธุรกิจ ทำให้คนทั่วโลกพูดถึงการรื้อถอนทางด่วนยกระดับขนาด 18 เลน ซึ่งสร้างมลภาวะเสียง ฝุ่น ควัน รวมทั้งความเสื่อมโทรมใต้ทางด่วน
ข้อชี้แจง : นายสมศักดิ์ เดชากร ผู้อำนวยการสำนักวางผังเมืองและพัฒนาเมือง ให้ข้อมูลว่า การศึกษาเพื่อพัฒนาคลองช่องนนทรีเกิดขึ้นมาตลอด 14 ปี นับตั้งแต่ปี 2550 ที่เมืองกรุงเทพฯมีพื้นที่สีเขียวเพียง 2 ตร.ม. ต่ำกว่ามาตรฐานของเมืองอื่น ๆ ซึ่งอยู่ที่ 10 ตร.ม.ต่อคน ผู้ว่าราชการฯ ในช่วงเวลาดังกล่าว จึงมีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเริ่มต้นดำเนินการ โดยยอมรับว่าขณะนั้นมีการนำคลองชองเกชอนมาเป็นต้นแบบ อย่างไรก็ตามด้วยเงื่อนไขเรื่องงบประมาณ ทำให้การศึกษาครั้งนั้นต้องยุติไป
การศึกษาดังกล่าวก็กลับมาอีกครั้งในปี 2554 ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการพัฒนาสวนและเชื่อมเข้ากับระบบขนส่งสาธารณะ แต่แล้วก็ยังไม่สามารถก่อสร้างได้ ถัดแต่นั้นก็มีความพยายามเดินหน้าโครงการไปถึงขั้นตอนการจัดทำแผนแม่บทขึ้นมา
จนมาถึงครั้งหลังสุดในปี 2559 ได้มีการว่าจ้างศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ามาศึกษาอีกครั้ง มีการจัดทำประชาพิจารณ์ ผลออกมากว่า 99% เห็นด้วยกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว
โดยนายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร ได้สรุปวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ไว้เป็น 4 ประเด็น คือ เพื่อความใช้สอยของประชาชน เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อการระบายและปรับปรุงคุณภาพน้ำ และเพื่อการเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคม
คลองช่องนนทรียังยังสามารถเป็นแก้มลิงป้องกันน้ำท่วมได้หรือ
ข้อสังเกต : ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ได้อธิบายเพิ่มเติมต่อว่าโครงการชองเกชอนหลังจากรื้อถอนทางด่วนออกไปแล้ว ได้มีการขุดลอกท้องคลองให้ลึกถึง 7 เมตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับมือกับน้ำท่วม รวมถึงได้คิดพร้อมกับการออกแบบทางเดินริมคลองที่บูรณะใหม่ เพื่อแยกระดับรถยนต์ที่วิ่งบนถนนกับคนเดินริมคลอง ทำให้การเดินเล่นริมคลองทำได้อย่างปลอดภัย ไม่ถูกรบกวนด้วยเสียงรถยนต์หรือฝุ่นควัน
อ.นิรมล เล่าว่า ในอดีตการก่อสร้างคลองช่องนนทรี คลองได้รับการออกแบบโดยบริษัทวิศวกรรมที่ว่าจ้างมาจากประเทศอังกฤษในปี 1999 เพื่อออกแบบเป็นคลองระบายน้ำของโซนกรุงเทพใต้ ดังนั้นในหน้าแล้งน้ำในคลองช่องนนทรีจะถูกพร่องออกให้แห้งเพื่อเตรียมเป็น "แก้มลิง" รอรับน้ำในฤดูฝน
ทั้งหมดจึงนำมาสู่คำถามที่ว่า หากการปรับปรุงคลองมีเป้าประสงค์เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ทำให้มีความจำเป็นต้องรักษาระดับน้ำให้ปริ่มตลิ่งเพื่อความสวยงามตลอดเวลา จะทำให้หน้าที่การเป็นแก้มลิงของคลองช่องนนทรีหายไปหรือไม่ เช่นนี้แล้วจะมีระบบใดเข้ามาทดแทน
คำชี้แจง : นายสมศักดิ์ มีอุดมศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ ยืนยันว่า คลองช่องนนทรียังคงทำหน้าที่เป็นคลองแก้มลิงได้เช่นเดิม และดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ เนื่องจากคลองช่องนนทรีมีสถานีสูบน้ำที่มีรางสูบขนาด 30 ลบ.ม.ต่อวินาที รวมถึงมีสถานีสูบน้ำสาทรมีรางสูบขนาด 12 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งแต่เดิมก็มีการใช้คลองช่องนนทรีและคลองสาธรในการพร่องน้ำให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อรองรับน้ำฝนที่ตกลงมาในพื้นที่
"จากเดิมที่เราขุดลอกคลองช่องนนทรี ระดับ 2 เมตร จากโครงการนี้เราได้ขุดลอกเพิ่มเติมอีก 1.5 เมตร รวมแล้ว 3.5 เมตร ทำให้คลองช่องนนทรีเป็นแก้มลิงที่กักเก็บน้ำได้มากขึ้น"
จะปรับปรุงคุณภาพน้ำในคลองได้อย่างไร
อ.นิรมล ชี้ว่าด้วยธรรมชาติของคลองช่องนนทรีที่ต้องรับน้ำเสียจากย่านศูนย์กลางธุรกิจกรุงเทพฯ ดังนั้นปริมาณน้ำเสียจึงค่อนข้างรุนแรง ค่า BOD (Biochemical Oxygen Demand) เฉลี่ยอยู่ที่ 10-20 มิลลิกรัม/ลิตร ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานที่คนไปสัมผัสได้ถึง 4 เท่า แม้จะได้รับการบำบัดแล้ว ก็ยังยากต่อการทำกิจกรรมริมคลองหรือสัมผัสได้
เธอเห็นว่าการให้รายละเอียดเรื่องเป้าหมายคุณภาพน้ำและวิธีการบำบัดอย่างเป็นรูปธรรมจึงสำคัญ
ตัวอย่างคลองชองเกชอนที่มีเป้าหมายและเกณฑ์คุณภาพน้ำที่ชัดเจน จึงเป็นที่มาของ 2 ระบบบำบัดน้ำที่สำคัญตามคำบอกเล่าของอ.นิรมล นั่นคือ การบำบัดน้ำเสียที่มาจากอาคารบ้านเรือนก่อน ยังคงใช้ท่อน้ำฝนยังรวมกับท่อน้ำเมื่อถึงฤดูฝน ปริมาณน้ำฝนส่วนที่เพิ่มขึ้นจะถูกปล่อยลงสู่ชองเกชอน ควบคู่ไปกับการสูบน้ำเข้ามาเพื่อรักษาระดับน้ำในคลองเพื่อรักษาระดับให้ปริ่มตลิ่ง ซึ่งเป็นระบบที่ใช้งบประมาณสูงมาก
คำชี้แจง : ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ อธิบายว่า สถานีบำบัดน้ำเสียคลองช่องนนทรี สามารถรับน้ำเสียครอบคลุมพื้นที่ทั้งเขตสาทร ยานนาวา บางรัก และบางคอแหลม ซึ่งบำบัดได้ 200,000 ลบ.ม.ต่อวัน โดยโครงการนี้จะเอาน้ำที่บำบัดแล้วซึ่งมีค่า BOD อยู่ที่ 6-8 มิลลิกรัม/ลิตร และค่า DO เฉลี่ยที่ 6 ผลักดันกลับมาทำให้คลองใสสะอาดราว 140,000 ลบ.ม.ต่อวัน รวมถึงถ่ายเทไปยังสวยสาธารณะใกกล้เคียง
งบประมาณในการก่อสร้างและดูแลรักษา
ข้อสังเกต : ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย เป็นอีกคนหนึ่งที่ตั้งคำถามต่อโครงการดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นของงบประมาณการก่อสร้างว่าสมเหตุสมผลแล้วหรือไม่
ดร.โสภณ อธิบายว่า ด้วยระยะทาง 4,500 เมตร ภายใต้งบประมาณ 980 ล้านบาท เฉลี่ยแล้วใช้งบประมาณ 220,000 บาทต่อเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับาการก่อสร้างสะพาะชลมารควิถีฯ จ.ชลบุรี ซึงเป็นสะพานเลียบชายทะเล ขนาด 4 เลน กลับใช้งบอยู่ที่ 240,000 บามต่อเมตร
"คงตัดสินไม่ได้ว่าถูกหรือแพง คงต้องรอให้กทม.เปิดเผยแบบแปลนให้ได้เห็นก่อนว่าเป็นยังไง เพื่อความสบายใจของทุกคนกับราคาก่อสร้างหลักนี้ก็คงต้องเปิดให้เห็น"
เช่นเดียวกับที่ อ. นิรมล ชี้ว่าการวางระบบสาธารณูปโภคใหม่ทั้งหมด ได้แก่ งานระบบบำบัดน้ำและสูบน้ำ โดยบูรณาการพร้อมการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมอย่างที่เกิดขึ้นในคลองชองเกชอน มาพร้อมกับค่าก่อสร้างและค่าบำรุงรักษาที่สูงมาก เฉลี่ยอยู่ที่ 260 ล้านบาทต่อปี ทำให้โครงการชองเกชอนเอง ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง "ความไม่ยั่งยืนในเชิงการเงิน" เช่นกัน
คำชี้แจง : นายธนกร ไชยศรี ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกรุงเทพมหานคร ระบุว่า งบประมาณที่ใช้ก่อสร้างนั้นผ่านการพิจารณาของสภากรุงเทพมหานครทั้งหมด ซึ่งข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีมีส่วนหนึ่งที่เรียกว่า งบกลาง ซึ่งแต่ละปีมีอยู่ที่ 14,000 ล้านบาทโดยประมาณ โดยจะมีหลายประเภทการใช้จ่ายที่เข้าได้ ในส่วนของโครงการนี้เข้าข่ายเงินสำรองจ่าย "เพื่อการพัฒนากรุงเทพฯ" ซึ่งมีการนำเงินมาใช้จริงในการก่อสร้างระยะที่ 1 และ 2
ด้าน อ.กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกในฐานะที่ปรึกษาโครงการ ให้ความเห็นว่า พื้นที่ทั้งหมดของโครงการกว่า 70 ไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณโครงการ 980 ล้านบาท เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 6,000 -7,000 บาทต่อตร.ม. ซึ่งนับรวมทั้งโครงสร้าง และงานออกแบบทั้งหมด ซึ่งไม่ถือว่าสูงเกินความจำเป็น
ขณะที่ประเด็นค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาในอนาคตนั้น โฆษก กทม. กล่าวว่า ไม่มีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเพิ่มเติม เนื่องมาจากทั้งหมดเป็นงบดูแลที่มีอยู่เดิมแล้ว ทั้งในส่วนของการทำความสะอาด การดูแลต้นไม้ รวมถึงการดูแลระบบการระบายน้ำ
จะส่งผลต่อการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเทาในอนาคตหรือไม่
ข้อสังเกต : ดร.โสภณ ระบุว่า จากความจำเป็นของพื้นที่ใจกลางเมือง การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟฟ้าสายช่องนนทรี-พระราม 3-รัชดาภิเษก-ท่าพระ เพื่อทดแทนรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษในกทม.(Bus Rapid Transit: BRT) ซึ่งเป็นระบบที่ล้าหลัง ขาดประสิทธิภาพ ขาดทุนมหาศาลมาโดยตลอด และเป็นระบบที่กินพื้นที่ถนนไป 2 ช่องทางจราจร
ขณะเดียวกันเมื่อประเมินถึงการใช้ประโยชน์จากสวนสาธารณะอาจไม่คุ้มค่ามาพอ เมื่อปรียบเทียบกับปัญหาที่จะตามมาทั้งระบบการดูแลรักษาสภาพ รวมไปถึงระบบการรักษาความปลอดภัย ไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นแหล่งส่องสุมใหม่เป็นได้
คำชี้แจง : นายประพาส เหลืองศิริ ผู้อำนวยการสำนักจราจรและขนส่ง ย้ำว่า ยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องคงการเดินรถ BRT ต่อไป ซึ่งที่ผ่านม่าก่อนหน้ามีโรคระบาดมีผู้ใช้บริการกว่า 15,000 - 20,000 คนต่อวัน และต่อมาจากสถานกาณ์ของโรค มีผู้ใช้ลดลงเหลือ 6,000-8,000 คนต่อวัน ซึ่งในแนวถนนี้ยังไม่มีระบบขนส่งสาธารณะอื่น ๆ ให้บริการ
ขณะที่ความกังวลว่าในอนาคตเมื่อมีการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้า จะกระทบต่อสวนสาธารณะนี้นั้น นายประพาส ระบุว่า การศึกษาความเป็นไปได้เพื่อทำแผนแม่บทปี 2565 สวนสาธารณะจะเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการออกแบบระบบรถไฟฟ้าสายสีเทา เบื้องต้นยืนยันวาจะไม่มีการแตะต้อง หรือรื้อสวนดังกล่าวต่อย่างใด
รับฟังความคิดเห็นประชาชนรอบด้านแล้วหรือไม่
ข้อสังเกต : สำหรับข้อสังเกตที่ว่า ในรัศมี 2 กิโลเมตร มีร้านค้ากว่า 214 ร้านค้า อาคารสำนักงาน 457 อาคาร มีปริมาณการสัญจรรวมบนถนน และมีผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากเส้นทางและการใช้งานถนนรวมกว่า 350,000 คนซึ่งคาบเกี่ยวพื้นที่ในเขตบางรัก เขตสาทร และเขตยานนาวา การทำโครงการดังกล่าวมีการสอบถามความคิดเห็นประชาชนอย่างไรนั้น
ข้อชี้แจง : นายจิระเดช กรุณกฤตกุล รองผอ.สำนักการโยธา ระบุว่า การก่อสร้างเกิดขึ้นในแนวเขตสาธารณะเดิม และใช้พื้นที่คลองบริเวณถ.นราธิวาส ไม่ได้มีการเวนคืนพื้นที่ของประชาชน และการดำเนินการไม่ได้กระทบต่อสุขภาพ วิถีชีวิต หรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับชุมชนมากนัก ตามแนวปฏิบัติไม่มีความจำเป็นในการรับฟังความคิดเห็นด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากเห็นความสำคัญว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่จึงได้มีการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ รับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ
อย่างไรก็ตามการรับฟังความคิดเห็นนั้น เกิดขึ้นในช่วงที่มีสถานกาณ์โรคระบาด จึงไม่สามารถจัดการรับฟังในพื้นที่ปิดได้ แต่ได้เลือกสุ่มตัวอย่างที่ครอบคลุมตัวแทนของผู้ใช้พื้นที่แล้ว
นอกจากนี้ ผู้อำนวยการสำนักจราจรและขนส่ง ยังชี้แจงถึงข้อกังวลที่ว่า การเข้าถึงสวนสาธารณะซึ่งอยู่บริเวณเกาะกลางจะเป็นไปอย่างอยากลำบากว่า ได้มีการกำหนดทางเข้าไว้ 12 จุด ครึ่งหนึ่งเป็นทางข้ามที่มีทางม้าลายและสัญญานไฟจราจร ส่วนที่เหลือเป็นทางข้ามที่เชื่อมต่อเข้าสู่สถานี BTS และ BRT
นับเป็นจุดแข็งของถนนสายนี้ที่มีสะพานลอยที่เชื่อมต่อยังสถานี BRT เดิม ที่นำมาสู่การเลือกคลองช่องนนทรีให้เป็นพื้นที่นำร่องของโครงการนี้