โควิด-19: สธ. แถลงพบผู้ติดเชื้อโอไมครอนรายแรกในไทย เดินทางมาจากสเปน เฝ้าระวังผู้เสี่ยงสัมผัส 19 ราย

สนามบินสุวรรณภูมิ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ผู้ติดเชื้อโอไมครอนรายแรกที่พบในไทย เป็นผู้ที่เดินทางเข้าประเทศในระบบ Test & Go ซึ่งเป็นการผ่อนคลายมาตรการการเข้าไทยหลังเปิดประเทศเมื่อ 1 พ.ย. 2564

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แถลงยืนยันพบผู้ติดเชื้อโควิดกลายพันธุ์สายพันธุ์โอไมครอนรายแรกในไทย เป็นชายไทย สัญชาติอเมริกันที่เดินทางมาจากประเทศสเปน ขณะนี้กรมควบคุมโรคเข้าสอบสวนโรคแล้ว

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้รายละเอียดเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อรายดังกล่าวในการแถลงข่าววันนี้ (6 ธ.ค.) ดังนี้

  • ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อ

ผู้ติดเชื้อเป็นชายไทย สัญชาติอเมริกัน อายุ 35 ปี อาชีพนักธุรกิจ อาศัยอยู่ที่ประเทศสเปนเป็นเวลา 1 ปี ไม่มีโรคประจำตัว ไม่มีประวัติการติดโควิด-19 มาก่อน ได้รับวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน 1 เข็มที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2564 ขณะนี้ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยมาก

  • ไทม์ไลน์

-28 พ.ย. ตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR ที่ประเทศสเปน ผลไม่พบเชื้อ ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดในการเข้าประเทศของไทยที่ต้องมีผลตรวจ PCR ภายใน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทางเข้าประเทศ

-29 พ.ย. บินจากสเปนไปดูไบ พักที่ดูไบ 9 ชั่วโมง ระหว่างพักรอไม่ได้พูดคุยกับใครและสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา

-30 พ.ย. บินจากดูไบมากรุงเทพฯ เป็นผู้เดินทางเข้าประเทศในระบบ Test & Go หลังจากเดินทางมาถึงเวลาประมาณเที่ยงคืน ได้เดินทางไปเก็บตัวอย่างที่โรงพยาบาลคู่สัญญาและเข้าพักในโรงแรม

-1 ธ.ค. ได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลว่าตรวจพบเชื้อโควิด-19

-3 ธ.ค. ส่งตัวอย่างเชื้อตรวจยืนยันที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

  • การสอบสวนโรค

พบผู้สัมผัสทั้งหมด 19 คน เป็นพนักงานโรงแรม 17 คน และพนักงานในสนามบิน 2 คน ผู้ป่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าระหว่างเดินทางบนเครื่องบิน เขานั่งคนเดียวไม่ได้นั่งติดกับใคร และเมื่อมาอยู่ในโรงแรมในประเทศไทยก็ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา

อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่าผู้สัมผัสทั้งหมดเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ ซึ่งทีมสอบสวนโรคได้เข้าสอบสวนทุกคนแล้วและจะติดตามต่อไปจนกว่าจะครบระยะฟักตัวของโรค ขณะนี้ทั้งหมดอาการปกติ

นอกจากนี้ นพ.โอภาส ยังได้สรุปข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับเชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอน ดังนี้

-สายพันธุ์โอไมครอนดูเหมือนจะแพร่ระบาดได้เร็วกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ผ่านมา 2-5 เท่า

-ส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย คล้ายกับไข้หวัดใหญ่ และลักษณะของการติดเชื้อแยกยากจากสายพันธุ์อื่น ๆ

-รายงานการติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนในต่างประเทศ ส่วนใหญ่พบว่าผู้ติดเชื้อไม่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

-ยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อโอไมครอนเสียชีวิต

กราฟิกอธิบายโอไมครอน

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโอไมครอน

นพ. ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อธิบายขั้นตอนการตรวจเพื่อยืนยันว่าเป็นเชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธุ์สายพันธุ์โอไมครอนว่า การตรวจหาสายพันธุ์ของไวรัสมี 3 ระดับ คือ

ระดับที่ 1 RT-PCR (รู้ผลในเวลา 1-2 วัน) ตรวจดูตำแหน่งของยีนเฉพาะ ถ้ามีลักษณะต้องสงสัยว่าเป็นเชื้อกลายพันธุ์ก็จะส่งตรวจสอบเพิ่มเติมในขั้นต่อไป

ระดับที่ 2 Target sequencing (รู้ผลในเวลา 3 วัน) เพื่อตรวจดูรหัสพันธุกรรมบางส่วน

ระดับที่ 3 Whole genome sequencing (รู้ผลในเวลา 1 สัปดาห์) เป็นการตรวจรหัสพันธุกรรมทั้งตัวไวรัส ซึ่งมีประมาณ 3 หมื่นรหัสพันธุกรรม แต่สามารถเร่งระยะเวลาการตรวจได้หากมีความจำเป็น

สำหรับการระบุสายพันธุ์โอไมครอน ทำได้โดยการหาลักษณะเฉพาะของสายพันธุ์ คือ ตรวจพบการหายไปของตำแหน่ง HV69-70 และตรวจพบการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง K417N ให้สันนิษฐานว่าเป็นโอไมครอน ซึ่งตัวอย่างของผู้ติดเชื้อที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้รับ มีลักษณะเช่นนี้ จึงสรุปได้ว่าอาจจะเป็นโอไมครอน จึงได้แจ้งกรมควบคุมโรคให้ดำเนินการสอบสวนโรค

เมื่อทำการตรวจสอบเพิ่มเติมก็พบการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมในอีก 2 ตำแหน่งเพิ่มเติม คือ T478K และ N501Y ยิ่งทำให้มั่นใจยิ่งขึ้นว่าเป็นโอไมครอน โดยพบความเข้ากันได้กับจีโนมของสายพันธุ์โอไมครอนถึง 99.92%

จากนั้นจึงได้นำตัวอย่างมาตรวจด้วยวิธี Whole genome sequencing คือการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัว โดยใช้ตัวอย่างที่เก็บจากผู้ป่วยเป็นครั้งที่ 2 ทำให้มีเชื้อเยอะขึ้น ซึ่งเป็นการดำเนินการร่วมกับศูนย์จีโนมทางการแพทย์และศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ ด้านสาธารณสุข สรุปเบื้องต้นได้ว่าเป็นโอไมครอน

"ผู้ป่วยรายนี้เป็นการตรวจพบจากการตรวจ RT-PCR ดังนั้นการยกเลิกการตรวจ RT-PCR สำหรับผู้ที่เข้าประเทศไทยจึงต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ถ้าไม่ได้ตรวจ RT-PCR ผู้ป่วยรายนี้ก็อาจจะหลุดไป" นพ.ศุภกิจกล่าว

"เราเชื่อว่าเมื่อมี (ผู้ติดเชื้อโอไมครอน) รายที่ 1 เราก็เชื่อว่าจะมีรายที่ 2 ที่ 3 แต่ก็ไม่มีความจำเป็นต้องตระหนกตกใจ เพราะมันคงจะเว้นประเทศไทยประเทศเดียวไม่ได้"

อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวว่าสายพันธุ์หลักที่แพร่ระบาดในไทยขณะนี้ยังคงเป็นสายพันธุ์เดลตา ซึ่งพบมากถึง 99.87% ของเชื้อที่พบในไทย ส่วนที่เหลืออีกนิดหน่อยเป็นอัลฟาและเบตา ที่จำกัดอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้