You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ไดโน่ ทะลุฟ้า: นวพล ต้นงาม แกนนำกลุ่มทะลุฟ้า ผู้เชื่อว่า "การสู้ด้วยสันติวิธียังมีทางชนะ"
- Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
นวพล ต้นงาม ชายหนุ่มวัย 24 ปี ซึ่งมีฉายาในการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยว่า "ไดโน่ ทะลุฟ้า" กลายเป็นผู้ที่มีบทบาทนำในการชุมนุมขับไล่รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังจากแกนนำหลักอย่างอานนท์ นำภา จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ภาณุพงศ์ จาดนอกและพริษฐ์ ชิวารักษ์ ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำอีกครั้งเมื่อต้นเดือน ส.ค. 2564 และยังถูกคุมขังอยู่จนถึงตอนนี้
หากเรียกด้วยศัพท์ชุมนุมทางการเมือง ไดโน่นับเป็น "แกนนำรุ่นสอง" ของกลุ่มทะลุฟ้า แต่ด้วยหมายเรียกของตำรวจที่ส่งถึงเขาไม่หยุดหย่อน ไดโน่เองก็ไม่รู้ว่าจะสิ้นอิสรภาพตามเพื่อนพ้องน้องพี่เมื่อไหร่
บีบีซีไทยสัมภาษณ์พิเศษไดโน่ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ในวันที่เขายังได้อยู่ข้างนอก ยังนำการเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุฟ้าและในวันที่ขบวนการประชาธิปไตยของคนรุ่นใหม่เริ่มถูกตั้งคำถามเพราะการชุมนุมแต่ละครั้งมักจบลงด้วยการปะทะกับตำรวจควบคุมฝูงชนจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บด้วยกันทุกฝ่าย
ตลอดเวลาเกือบ 1 ชั่วโมงของการให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยทางโทรศัพท์ ไดโน่วิจารณ์รัฐบาลอย่างเข้มข้น พูดถึงยุทธศาสตร์และเป้าหมายการเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุฟ้าอย่างชัดเจน แต่เมื่อถามถึงครอบครัวทางบ้าน ไดโน่ชะงักไปเล็กน้อย
"พ่อผมเป็นตำรวจ...ผมไม่ได้คุยกับพ่อมาเกือบปีแล้ว"
ต่อไปนี้คือเรื่องราว มุมมองและความคิดของชายหนุ่มคนหนึ่งในขบวนการคนหนุ่มสาวที่ออกมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซึ่งได้สร้างปรากฏการณ์และประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสังคมไทยในห้วงปี 2563-2564
พ่อ
ไดโน่เกิดและเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางใน จ. ลพบุรี พ่อของเขาเป็นตำรวจ แม่เป็นพนักงานบริษัทเอกชน ด้วยฐานะที่ไม่ลำบาก ทั้งยังมีสวัสดิการของตำรวจคอยเกื้อหนุน ไดโน่บอกว่าตั้งแต่เด็กจนโตเขา "ไม่เคยรู้ถึงความยากลำบากของชีวิต...ไม่เคยรู้ว่าการเข้าถึงการรักษาพยาบาลมันยากขนาดไหน"
ไดโน่มีความฝันอยากเป็นเชฟทำอาหารและเชื่อมั่นว่าตัวเองมีฝีมือด้านการทำเบเกอรี แต่เมื่อพ่ออยากให้ลูกชายคนโตเรียนนิติศาสตร์ จบมารับราชการเป็นอัยการหรือผู้พิพากษาเป็นที่เชิดหน้าชูตาให้ตระกูลต้นงาม เขาก็ไม่ขัด ตั้งหน้าตั้งตาเรียนจนสอบติดคณะนิติศาสตร์ มข. ให้พ่อได้ภูมิใจ
ไผ่ ดาวดิน
ปี 2559 ไดโน่เข้าเรียนชั้นปี 1 และบังเอิญเจอรุ่นพี่นิติศาสตร์คนหนึ่ง ใส่แว่นดำและสวมเสื้อที่มีข้อความพ่นด้วยสีสเปรย์ว่า "ไม่เอามหาวิทยาลัยนอกระบบ"
"คนนั้นคือพี่ไผ่" ไดโน่เล่าถึงการพบกันครั้งแรกระหว่างเขากับ "ไผ่ ดาวดิน" ซึ่งตอนนั้นยังทำกิจกรรมนักศึกษาอยู่กับกลุ่ม "ดาวดิน สามัญชน"
ประโยคแรกที่ไผ่พูดกับเขา ทำเอาไดโน่ถึงกับอึ้ง มันเป็นคำถามที่สั่นคลอนความคิดความเชื่ออย่างรุนแรง และยังก่อให้เกิดคำถามอื่น ๆ และการหาคำตอบตามมาอีกมากมาย
แต่ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ในวันที่ 3 ธ.ค. 2559 ไผ่ก็ถูกจับตามหมายจับในข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการแชร์บทความพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 ของบีบีซี และถูกคุมขังจนกระทั่งศาลพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน
ไดโน่ได้พบกับไผ่อีกครั้งหลังจากไผ่ได้รับพระราชทานอภัยโทษและออกจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษจังหวัดขอนแก่นเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2562 และเมื่อไผ่ ซึ่งได้เป็นนิติศาสตร์บัณฑิตขณะอยู่ในเรือนจำ ตั้งกลุ่มใหม่ที่ชื่อว่า "UNME of Anarchy" ขึ้นมา ไดโน่ก็ไม่ลังเลที่จะร่วมกิจกรรม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการลงพื้นที่ศึกษาวิถีชีวิตชุมชน ศึกษาผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ของรัฐและเอกชน และช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยธรรมชาติ
กลุ่มราษฎร
ปี 2563 เริ่มมีการชุมนุมของนักเรียนนักศึกษาเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและต่อต้านรัฐบาลประยุทธ์ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึง จ. ขอนแก่น กลุ่ม UNME ก็ร่วมเคลื่อนไหวมาโดยตลอดตั้งแต่กิจกรรม "วิ่งไล่ลุง ขอนแก่น" เรื่อยมาจนถึงปลายปีที่มีการเคลื่อนไหวในนามกลุ่ม "ราษฎร" ซึ่งนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 14 ต.ค. 2563 เพื่อผลักดัน 3 ข้อเรียกร้องคือ ประยุทธ์ลาออก-ร่างรัฐธรรมนูญใหม่-ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
กลุ่มนักศึกษาในภาคอีสานตัดสินใจที่จะเข้าร่วมการชุมนุมที่กรุงเทพฯ โดยไผ่ ไดโน่และเพื่อน ๆ รวมตัวกันในนาม "คณะราษฎรอีสาน" เดินทางมาปักหลักชุมนุมล่วงหน้าที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในช่วงบ่ายวันที่ 13 ต.ค. แต่ตำรวจมีคำสั่งให้ผู้ชุมนุมย้ายออกจากพื้นผิวการจราจรเพื่อเปิดทางให้ขบวนเสด็จฯ การเจรจาไม่เป็นผล ผู้ชุมนุมคล้องแขนสร้างแนว "โล่มนุษย์" ปกป้องพื้นที่ชุมนุม สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ และทันใดนั้น ผู้ชุมนุมก็สาดสีน้ำเงินใส่แถวของตำรวจ จนเกิดความชุลมุนตามมา สุดท้ายตำรวจจับกุมไผ่ ไดโน่ และผู้ชุมนุมคนอื่น ๆ รวม 21 คน
วันนั้นเป็นวันเกิดปีที่ 24 ของไดโน่พอดี
แดน 2 ห้อง 5
ไดโน่ถูกดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ฝ่าฝืน พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และอื่น ๆ ศาลอนุญาตให้ฝากขัง เขาจึงถูกส่งตัวไปเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพมหานคร และถูกขังร่วมกับผู้ต้องขังคดีการเมืองในแดน 2 ห้อง 5 นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสชีวิตในเรือนจำ
ด้วยความช่วยเหลือจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ไดโน่ได้รับการประกันตัวในอีกราวสัปดาห์หลังจากนั้น วันที่เขาได้รับการปล่อยตัว พ่อมารับถึงหน้าเรือนจำและพูดกับเขาว่า "หยุด (ไปม็อบ) เถอะ พ่อขอร้อง จะให้พ่อกราบก็ได้"
ไดโน่ไม่ได้ตอบอะไรในตอนนั้นและยอมกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว 1 คืน วันรุ่งขึ้นเขาบอกพ่อว่าจะเข้ากรุงเทพฯ เพื่อคุยกับทนายเรื่องคดีความ และนับแต่วันนั้นก็ไม่ได้กลับบ้านหรือคุยกับพ่ออีกเลย
"ผมเสียความรู้สึก...พ่อเป็นคนส่งให้ผมมาเรียนนิติศาสตร์ แต่พอผมเข้าใจหลักการของนิติศาสตร์ เข้าใจในความมืดมนของกฎหมาย และการกดขี่ของอำนาจรัฐ พ่อกลับไม่สนับสนุน"
"ทะลุฟ้า"
หลังออกจากเรือนจำและออกจากบ้านมา ไดโน่ก็เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย-ขับไล่นายกฯ เคียงข้างไผ่ ดาวดินมาตลอด
เดือน ก.พ. 2564 กลุ่มราษฎรและเครือข่ายภาคประชาชน People Go Network ร่วมกันจัดกิจกรรมเดินทางไกลเป็นระยะทาง 247.5 กม. ในชื่อ "เดินทะลุฟ้า" จาก จ. นครราชสีมาถึงกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 16 ก.พ.- 8 มี.ค. เพื่อประกาศ 3 ข้อเรียกร้อง คือ ปล่อยแกนนำกลุ่มราษฎรที่ถูกคุมขัง ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และให้ยกเลิก ม. 112 โดยมีแกนนำราษฎรอีก 2 คนที่ถูกแจ้งข้อหาในคดีเดียวกัน คือ จตุภัทร์ หรือ "ไผ่ ดาวดิน" และภาณุพงศ์หรือ "ไมค์" ร่วมเดินเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาฟังคำสั่งอัยการในวันที่ 8 มี.ค.
หลังจากมาถึงกรุงเทพฯ ผู้จัดกิจกรรมเดินทะลุฟ้าได้ประกาศตั้ง "หมู่บ้านทะลุฟ้า" เป็นที่ชุมนุมแบบปักหลักพักค้างบริเวณด้านข้างทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค. พร้อมกับเพิ่มข้อเรียกร้องให้ พล.อ. ประยุทธ์ลาออก แต่หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ ตำรวจก็บุกเข้ารื้อ "หมู่บ้านทะลุฟ้า" ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 28 มี.ค. โดยมีผู้ชุมนุมถูกจับกุมไปเกือบ 70 คน
- ชุมนุม 13 มีนา: ขบวน “เดินทะลุฟ้า” ประกาศ 4 ข้อเรียกร้อง ก่อนเคลื่อนพลปักหลักหน้าทำเนียบรัฐบาล
- พริษฐ์ ชิวารักษ์: จดหมายจากเรือนจำ น้ำตาของแม่และการเดินทางไกลของหญิงวัย 51 ปี
- ไผ่ ดาวดิน : "คณะราษฎร 2563" ชุมนุมหน้า สตช. กดดันตำรวจปล่อยไผ่กับพวกรวม 21 คน
- หมู่บ้านทะลุฟ้า: ผู้ชุมนุม 70 คน ถูกควบคุมตัวไว้ที่ ตชด. ภาค 1 หลังสลายการชุมนุม
นับแต่นั้นมา กลุ่มคนรุ่นใหม่ นักศึกษาและประชาชนที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมเดินทะลุฟ้าและการตั้งหมู่บ้านทะลุฟ้าก็ได้ร่วมกันเคลื่อนไหวในชื่อ "กลุ่มทะลุฟ้า" โดยมีไดโน่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของกลุ่ม
เดือน ก.ค. เมื่อสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 รุนแรงขึ้นจนมีคนตายหลักร้อยและผู้ติดเชื้อใหม่หลักหมื่นต่อวัน รวมถึงเกิดปรากฏการณ์ "ตายคาบ้าน-ตายริมถนน" กระแส "ขับไล่รัฐบาลประยุทธ์" จึงรุนแรงขึ้นอีกครั้ง มีการชุมนุมรายสัปดาห์และขยับขึ้นมาเป็นรายวันตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค. เป็นต้นมา โดยมีแกนนำราษฎรที่เพิ่งได้รับการประกันตัวในคดี ม.112 ออกมาเคลื่อนไหวด้วย จนหลายคนถูกออกหมายจับ รวมถึงนายอานนท์ ไมค์-ภาณุพงศ์ เพนกวิน-พริษฐ์ และไผ่ ดาวดิน ซึ่งทั้งหมดถูกควบคุมตัวตั้งแต่ วันที่ 9 ส.ค. เป็นต้นมา
แกนนำรุ่นสอง
แม้แกนนำและผู้ชุมนุมหลายคนจะถูกจับกุม แต่การชุมนุมขับไล่ พล.อ. ประยุทธ์ก็ยังเกิดขึ้นแทบทุกวันตลอดเดือน ส.ค. ทั้งที่จัดโดยกลุ่มทะลุฟ้า กลุ่มเยาวชนปลดแอก แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และกลุ่มของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และกิจกรรม "คาร์ม็อบ" ของนายสมบัติ บุญงามอนงค์
ในส่วนของกลุ่มทะลุฟ้า ไดโน่คือคนที่ลุกขึ้นมาเป็นแกนนำ เขาคือคนที่อยู่บนรถเครื่องเสียง ปราศรัยโจมตีรัฐบาล สั่งเคลื่อนขบวน ยื่นจดหมาย อ่านแถลงการณ์ เจรจากับตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ไปจนถึงเป็นคนที่ประกาศยุติการชุมนุม
"จริง ๆ ก็เคยคุยกับพี่ไผ่มาก่อนแล้วว่า ถ้าพี่ไผ่หรือใครสักคนในกลุ่มติดคุกไป คนที่เหลือก็ทำต่อได้ เพราะพวกเราทุกคนมีอุดมการณ์เดียวกัน ภาพชัยชนะของเราก็ภาพเดียวกัน ทุกคนก็สามารถขึ้นมาเป็นผู้ขับเคลื่อนขบวนได้เหมือนกัน"
ไดโน่พูดถึงเป้าหมายการเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุฟ้าในขณะนี้ว่า "เป้าหมายอันดับแรกอยู่ที่การขับไล่ พล.อ. ประยุทธ์ก่อน เพราะเราคิดว่าเขาคือตัวปัญหา ต้องให้เขาลาออกไปโดยไม่มีเงื่อนไข"
กลุ่มทะลุฟ้าเชื่อว่าถ้า พล.อ. ประยุทธ์ออกไปจะเป็นการเปิดทางให้ข้อเรียกร้องเรื่องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์มีโอกาสเป็นจริงได้
ไดโน่ ซึ่งยังรอดพ้นจากคดี ม.112 มีความเห็นว่า เวลานี้อาจไม่จำเป็นต้องชูข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เพราะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2563 ได้ทำให้คนจำนวนมากในสังคมไทยเข้าใจถึงปัญหาและออกมาพูดเรื่องนี้กันอย่างเปิดเผยและกว้างขวางแล้ว ดังนั้นจึงควรพุ่งเป้าไปที่รัฐบาลประยุทธ์ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการปฏิรูปสถาบันหลักต่าง ๆ มากกว่า
เขายังอธิบายตำแหน่งแห่งที่ของกลุ่มทะลุฟ้าในขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยด้วยว่า กลุ่มทะลุฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มราษฎร ส่วนกลุ่มอื่น ๆ อย่างเยาวชนปลดแอก แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมนั้น กลุ่มทะลุฟ้าถือว่าเป็น "แนวร่วม"
ส่วนทุนที่ใช้ในการทำกิจกรรมนั้น ไดโน่บอกว่ามาจากการบริจาค การระดมทุนด้วยการขายเสื้อ ตลอดจนเงินส่วนตัวของนักกิจกรรมแต่ละคนที่ต้องควักกระเป๋ามาใช้ในยามจำเป็น
สันติวิธี
ไดโน่ยืนยันว่าเขายึดมั่นในสันติวิธี เห็นได้จากกิจกรรมการเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุฟ้าซึ่งเน้นที่การแสดงเชิงสัญลักษณ์ อย่างการทำหุ่นศพจำลองมาตั้งกลางถนนเพื่อฟ้องถึงความล้มเหลวในการจัดการโควิด-19 เผาศาลพระภูมิประท้วงกระบวนการยุติธรรม ยืนนิ่ง ๆ ในร้านสะดวกซื้อเพื่อประท้วงกลุ่มทุนใหญ่ที่เชื่อว่าหนุนหลังรัฐบาล ตระเวนยื่นจดหมายถึงสถานทูตต่างประเทศ หรือร่วมกิจกรรมคาร์ม็อบ
"ผมชอบแบบนี้ คือสู้โดยสันติวิธีไปเรื่อย ๆ เพราะถ้าเราใช้ความรุนแรงมันก็จะมีแต่ความสูญเสีย และถ้าถึงจุดหนึ่งรัฐอาจความรุนแรงกับประชาชนจนเกิดความสูญเสียถึงชีวิต คือบางทีผมก็ยังกลัวที่จะสูญเสียเพื่อน ๆ ที่อยู่ข้าง ๆ ผม เพื่อน ๆ ที่ออกมาต่อสู้กับผม ผมศึกษาการเคลื่อนไหวในอดีต ก็เห็นว่าความรุนแรงมันเป็นยังไง และมันก็มีตัวอย่างให้เห็นว่าการสู้ด้วยสันติวิธีมันยังมีทางชนะได้"
ในสถานการณ์ที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาหรือกระสุนยางเข้าสลายการชุมนุม ไดโน่จะตอบโต้ด้วยสันติวิธีแบบไหน?
"โดยส่วนตัว ผมคงจะแค่ขว้างแก๊สน้ำตาที่ตำรวจยิงมากลับไป ผมจะไม่ยิงลูกหินใส่ อย่างมากที่สุดผมก็จะสาดหรือปาถุงสีใส่ คฝ. ผมประกาศบนรถเครื่องเสียงตลอดว่าถ้ารัฐใช้ความรุนแรงกับเราเมื่อไหร่ เราก็จะเอาสีที่เตรียมมาไปโยนใส่เจ้าหน้าที่"
ความรุนแรง
ไดโน่เห็นอย่างที่ทุกคนเห็นว่าแทบทุกครั้งที่แกนนำประกาศยุติการชุมนุมอย่างเป็นทางการ จะมี "ผู้ชุมนุมอิสระ" กลุ่มหนึ่งไปรวมตัวกัน จากนั้นก็จะเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ และจบที่ความรุนแรง
กลุ่มทะลุฟ้าเชื่อว่าความรุนแรงมาจากตำรวจและ "ไม่มีตำรวจก็ไม่มีความรุนแรง" แต่ในฐานะที่เป็นผู้จัดการชุมนุม ไดโน่ยอมรับว่าแกนนำไม่สามารถควบคุมการแสดงออกของทุกคนได้
"พอกลุ่มทะลุฟ้าประกาศยุติการชุมนุมแล้ว ผมจะคอยดูสถานการณ์ต่ออีกระยะหนึ่ง ทีมงานอีกส่วนหนึ่งจะคอยบอกและพาพี่น้องมวลชนออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัยและเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่าเราไม่ได้เป็นต้นเหตุของความรุนแรง" ไดโน่เล่าเบื้องหลังการจัดชุมนุม
ไดโน่บอกว่าเขายังไม่เคยพูดคุยโดยตรงกับผู้ชุมนุมที่เลือกจะตอบโต้ คฝ. ด้วยความรุนแรง แต่จากการตามอ่านความเห็นในโซเชียลมีเดีย เขาเชื่อว่าคนกลุ่มนี้ก็อัดอั้นกับรัฐบาลประยุทธ์และต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
"สุดท้ายแล้วแกนนำก็ควบคุมความคิด ควบคุมการระบายความรู้สึกของแต่ละคนไม่ได้ครับ และเราก็ต้องเคารพการตัดสินใจของแต่ละคน คงไปปิดกั้นเขาไม่ได้ เพราะมันก็เป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพที่จะต่อสู้ตามแนวทางของตัวเอง แต่เขาก็ต้องยอมรับกับผลที่ตามมา"
ไดโน่คิดว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องเลิกจัดการชุมนุม แต่กลุ่มทะลุฟ้ายิ่งต้องยึดมั่นในหลักการสันติวิธีเพื่อลดระดับความรุนแรงและแสดงให้เห็นแนวทางการต่อสู้ที่ควรจะเป็น
อนาคต
จากเด็กที่จำใจเรียนนิติศาสตร์เพื่อตามใจพ่อ วันนี้ไดโน่มีเป้าหมายคือเป็นทนายความ
"ผมอยากเห็นกฎหมายทำให้คนเท่ากัน" เขาบอก ก่อนจะรีบเสริมว่า "แล้วก็อยากทำเบเกอรีขายควบคู่กันไปด้วย"
ตอนนี้ไดโน่เรียนอยู่ปี 6 แล้ว แม้จะมีคดีความมากมายและยังจัดชุมนุมอยู่บ่อย ๆ แต่เขาก็ยังเรียนออนไลน์ พยายามเก็บวิชาที่เหลือเพื่อจะได้เป็นบัณฑิตนิติศาสตร์ ซึ่งวันนี้มันไม่ได้เป็นเพียงความฝันของพ่อ แต่ยังเป็นความฝันของเขาเองด้วย