You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
แก้ไขรัฐธรรมนูญ: รัฐสภาผ่านวาระ 2 ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ รื้อจำนวน ส.ส. ใหม่
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่.. ) พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83 และมาตรา 91) ในวาระที่ 2 หลังจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาแล้วเสร็จ ก่อนกลับมาโหวตวาระ 3 ในอีก 15 วันข้างหน้า ด้านนักกิจกรรมการเมืองกลุ่ม "ทะลุฟ้า" เรียกร้องให้รัฐสภากลับมารับใช้ประชาชน
ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเมื่อ 25 ส.ค. มีเป้าหมายหลักอยู่ที่การรื้อระบบเลือกตั้ง ส.ส. เพียงอย่างเดียว โดยให้ยกเลิกระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้ครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ 2560 แล้วหวนกลับไปใช้ระบบเลือกตั้งแบบรัฐธรรมนูญ 2540 ให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ จากเดิม 1 ใบ เพื่อเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) 100 คน จากเดิมมี ส.ส.แบบแบ่งเขต 350 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน ส่วนการคำนวณสัดส่วน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของแต่ละพรรค ให้ใช้วิธีเดียวกับรัฐธรรมนูญ 2540
ภายใต้ระบบเลือกตั้งนี้ มี 3 พรรคการเมืองแสดงจุดยืนสนับสนุนอย่างแข็งขัน ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะเจ้าของร่าง และอีก 2 พรรคใหญ่คือ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรคเพื่อไทย (พท.)
ขณะที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งมี ส.ส. 61 เสียง มีมติพรรคให้ "งดใช้เสียง" อันหมายถึงงดอภิปราย และ "งดออกเสียง" ลงมติทุกมาตราในวาระ 2 รวมถึงวาระ 3 ด้วย โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง นำทีมแถลงตั้งแต่ 24 ส.ค. ว่า ภท. ยืนยันตั้งแต่ต้นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถเกิดขึ้นได้ แต่การแก้ไขควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ทว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่นักการเมืองและพรรคการเมืองเท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์ จึงควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจว่าควรใช้กติกาการเลือกผู้แทนฯ แบบใด
ในเวลาเดียวกัน นักกิจกรรมการเมืองที่เรียกตัวเองว่ากลุ่ม "ทะลุฟ้า" ได้นัดเปิดอภิปรายนอกอาคารรัฐสภา ย่านเกียกกาย พร้อมส่งตัวแทนกลุ่ม 5 คน เข้ายื่นหนังสือต่อนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ผ่านนายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้รัฐสภากลับมารับใช้ประชาชน โดยเห็นว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในวาระ 2 เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของนักการเมืองในการสืบทอดอำนาจ ไม่ได้มุ่งแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมเรียกร้องให้รัฐสภากลับไปพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเป็นผู้ยกร่างขึ้น เพื่อยืนยันหลักการว่ารัฐสภาจะรับใช้ประชาชน
รัฐสภาตีตกญัตติก้าวไกลกล่าวหา กมธ.เสียงข้างมากปฏิบัติหน้าที่มิชอบ
ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 และ 91 มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้า ปชป. และคณะ เป็นเจ้าของร่าง โดยถือเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงหนึ่งเดียวจากทั้งหมด 13 ฉบับ ที่ผ่านความเห็นชอบของสมาชิกรัฐสภาในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ เมื่อ 24 มิ.ย. ด้วยคะแนนเสียง 552 ต่อ 24 งดออกเสียง 130 และไม่ลงคะแนนเสียง 27 โดยมี ส.ส. ร่วมโหวตเห็นชอบ 342 ราย และ ส.ว. 210 ราย
ต่อมาเมื่อเข้าสู่การพิจารณาในชั้น กมธ. ที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร. เป็นประธาน มีผู้ขอแปรญัตติ เสนอแก้ไขเนื้อหาในมาตราอื่น ๆ ที่คาบเกี่ยวกันเพิ่มมาอีกอย่างน้อย 5 มาตราและได้รับความเห็นชอบจาก กมธ.เสียงข้างมาก ประกอบด้วย มาตรา 85, มาตรา 86, มาตรา 90, มาตรา 92, มาตรา 94 และยกเลิกมาตรา 105 วรรคท้าย
เป็นผลให้นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และรองประธาน กมธ.พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้เสนอญัตติด่วน ขอให้รัฐสภาวินิจฉัยตีความข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 เพราะมองว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ ให้แก้ไขเพียง 2 มาตราเท่านั้น จึงไม่อาจแก้ไขบทบัญญัติมาตราอื่นที่เกินเลยไปกว่านั้นได้
ส.ส. ฝ่ายค้านรายนี้กล่าวหา กมธ. เสียงข้างมากปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เนื่องจากเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เนื้อหามิชอบ เพราะไม่ใช่มาตราที่เกี่ยวเนื่อง และกระบวนการไม่ชอบธรรม เพราะข้อบังคับการประชุมรัฐสภากำหนดให้สมาชิกคือ ส.ส. และ ส.ว. เป็นผู้เสนอคำแปรญัตติเข้ามาเพื่อให้ กมธ. พิจารณา แต่ กมธ. กลับเป็นผู้เสนอแก้ไขเนื้อหาเสียเอง โดยมีเพื่อนร่วมพรรคของนายธีรัจชัย และ ส.ส. ฝ่ายค้านบางส่วนอภิปรายสนับสนุน เพราะเห็นว่ามีความพยายาม "สอดไส้" เนื้อหาอื่น ๆ เข้ามา และเรียกร้องให้ถอนร่างกลับไปแก้ไขให้สมบูรณ์ก่อนนำกลับมาเสนอรัฐสภาใหม่
ขณะที่นายไพบูลย์ยืนยันว่า ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ 124 เพิ่มมาตราได้ และการแก้ไขกลุ่มมาตราที่เกี่ยวเนื่องสามารถทำได้ โดยมี กมธ.เสียงข้างมากอภิปรายสนับสนุน
ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 124 ระบุว่า "การแปรญัตติเพิ่มมาตราขึ้นมาใหม่ หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิม ต้องไม่ขัดกับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เว้นแต่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการนั้น"
สุดท้าย ที่ประชุมรัฐสภาเมื่อ 24 ส.ค. มีมติไม่เห็นด้วยกับญัตติของ ส.ส. พรรคก้าวไกล ด้วยคะแนนเสียง 374 ต่อ 60 งดออกเสียง 193 ไม่ลงคะแนน 4
กมธ. ยอมหั่น 4 มาตราร้อนในร่างแก้ไข รธน.
ในระหว่างการประชุมร่วมรัฐสภา นายไพบูลย์ นิติตะวัน ได้เรียกประชุม กมธ.พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ อย่างเร่งด่วนในช่วงสายวันที่ 24 ส.ค. เพื่อขอมติให้ปรับปรุงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอต่อรัฐสภาใหม่ โดยมีเนื้อหาเหลือเพียง 3 มาตรา ได้แก่ มาตรา 83, มาตรา 86 มาตรา 91 และบทเฉพาะกาลว่าด้วยข้อกำหนดไม่ให้ใช้บทบัญญัติที่แก้ไขใหม่กับการเลือกตั้งที่ไม่ใช่การเลือกตั้งทั่วไป พร้อมตัดเนื้อหาอีก 4 มาตราออกทั้งหมด ได้แก่ มาตรา 85, มาตรา 92, มาตรา 93 และมาตรา 94
ประธาน กมธ. จากพรรคแกนนำรัฐบาลระบุว่า การทบทวนและตัดเนื้อหาบางส่วนออกไปเพราะเห็นว่าไม่จำเป็น ไม่เกี่ยวกับกรณีที่ ภท. ไม่สนับสนุนร่าง และไม่ใช่การตัดประเด็นที่อาจมีผู้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ หากผู้ใดจะยื่นตีความก็ยังทำได้หลังลงมติวาระ 3 แต่ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกรัฐสภา หรือ 74 เสียง
นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ชทพ. ในฐานะเลขานุการ กมธ.พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ กล่าวยอมรับว่า เหตุที่ต้องตัดมาตราบางส่วนออกไป เพราะกังวลว่าอาจเข้าไปกินความอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะองค์กรอิสระ และอาจตีความให้เกิดการนำไปทำประชามติซึ่งต้องใช้งบประมาณ 3,000 ล้านบาท ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ประเทศ
ขณะที่ กมธ. ในโควตา ภท. และ ก.ก. ไม่ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อกลับมติด้วย โดยนายธีรัจชัยตั้งข้อสังเกตว่ามติของ กมธ. ที่นัดประชุมอย่างเร่งรีบ ซ้อนการประชุมสภาใหญ่ เป็น "คำรับสารภาพโดยแท้กลางสภา" ว่าสิ่งที่ทำมีปัญหา
ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของ กมธ. ถูกส่งให้สมาชิกได้อ่านเย็นวันที่ 24 ส.ค. ก่อนกลับมาพิจารณาวาระ 2 ในวันรุ่งขึ้น โดยรัฐสภามีมติให้นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปรับปรุง มาพิจารณาได้ ด้วยคะแนนเสียง 357 ต่อ 42 เสียง งดออกเสียง 86 เสียง
เทียบ รธน. 2560 vs ร่าง รธน. ฉบับ กมธ.
สาระสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อยู่ที่การรื้อระบบเลือกตั้ง ส.ส. โดยหวนกลับไปใช้ระบบเดียวกับรัฐธรรมนูญ 2540
บีบีซีไทยสรุปความแตกต่างระหว่างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน กับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ กมธ. ชุดนายไพบูลย์ที่ปรากฏในรายงานที่เสนอต่อรัฐสภา ก่อนที่ กมธ. จะยอมตัดเนื้อหาบางส่วนออกไป ดังนี้
มาตรา 83
- เดิม ให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.แบบแบ่งเขต 350 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน และให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 1 ใบ
- ใหม่ ให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.แบบแบ่งเขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน และให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ
มาตรา 85 (กมธ. เพิ่งมีมติตัดออก)
- เดิม ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลการเลือกตั้งภายใน 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง
- ใหม่ ให้ กกต. ประกาศผลการเลือกตั้งภายใน 30 วันนับแต่วันเลือกตั้ง
มาตรา 86
- เดิม กำหนดให้ ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง มี 350 คน
- ใหม่ กำหนดให้ ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง มี 400 คน
มาตรา 90
- เดิม กำหนดให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ไม่เกิน 150 คน
- ใหม่ กำหนดให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ไม่เกิน 100 คน
มาตรา 91
- เดิม การคำนวณหา ส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค 1) ให้นำคะแนนรวมทั้งประเทศที่ทุกพรรคได้จากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต หาร 500 2) นำผลลัพธ์ที่ไดไปหารจำนวนคะแนนรวมทั้งประเทศของแค้ละพรรค ได้จำนวน ส.ส. พึงมีได้ของพรรคนั้น ๆ 3) นำจำนวน ส.ส. พึงมีได้ ลบ จำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขต ได้ยอด ส.ส.บัญชีรายชื่อ 4) หากพรรคใดได้ ส.ส.แบบแบ่งเขตเกินจำนวน ส.ส. พึงมีได้ ก็ให้ได้ไปเท่านั้น และไม่มีสิทธิมี ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก และให้นำจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้พรรคที่มีจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตต่ำกว่ายอด ส.ส. พึงมีได้
- ใหม่ การคำนวณสัดส่วนผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค ให้นำคะแนนที่แต่ละพรรคได้รับการเลือกตั้งมารวมกันทั้งประเทศ แล้วคำนวณเพื่อแบ่งจำนวนผู้ที่จะได้รับเลือกของแต่ละพรรค
มาตรา 92 (กมธ. เพิ่งมีมติตัดออก)
- เดิม เขตเลือกตั้งที่คะแนนผู้สมัครรับเลือกตั้งน้อยกว่าคะแนนไม่เลือกผู้ใด (โหวตโน) ให้จัดการเลือกตั้งใหม่ และไม่ให้นำคะแนนเสียงที่ผู้สมัครแต่ละคนได้ไปคำนวณหายอด ส.ส.พึงมี โดยผู้สมัครรายเดิมทุกรายไม่มีสิทธิสมัครอีกครั้ง
- ใหม่ เขตเลือกตั้งที่คะแนนผู้สมัครรับเลือกตั้งน้อยกว่าคะแนนโหวตโน ให้จัดการเลือกตั้งใหม่ โดยผู้สมัครรายเดิมทุกรายไม่มีสิทธิสมัครอีกครั้ง (ตัดข้อความเรื่อง ไม่นำคะแนนเสียงที่ผู้สมัครแต่ละคนได้ไปคำนวณหายอด ส.ส.พึงมี เพราะปรับระบบเลือกตั้งใหม่)
มาตรา 94 (กมธ. เพิ่งมีมติตัดออก)
- เดิม ภายใน 1 ปี หากมีการเลือกตั้งซ่อมเพราะเหตุที่การเลือกตั้งในเขตนั้นไม่สุจริตเที่ยงธรรม ให้คำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่
- ใหม่ การเลือกตั้งซ่อมเพราะเหตุที่การเลือกตั้งในเขตนั้นไม่สุจริตเที่ยงธรรม ไม่ให้มีผลกระทบต่อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ
บทเฉพาะกาล (กมธ. เพิ่งมีมติตัดออก)
- เดิม การเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญ ให้รัฐสภาพิจารณาให้แล้วเสร็จใน 180 วัน
- ใหม่ ในวาระเริ่มแรก ให้รัฐสภาพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ให้แล้วเสร็จใน 120 วัน หากไม่สามารถทำให้เสร็จได้ทันการเลือกตั้งทั่วไป ให้ กกต. ออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้ง ส.ส. ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่แก้ไขไปพลางก่อน
เสียงหนุน-ต้าน รื้อระบบเลือกตั้ง
ตลอดทั้งวัน มีสมาชิกทั้งสภาล่างและสภาสูงสลับกันขึ้นอภิปรายสนับสนุนและคัดค้านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ กมธ. ชุดนายไพบูลย์ ในวาระ 2 ซึ่งเป็นการพิจารณาและลงมติเป็นรายมาตรา
ฝ่ายสนับสนุน
พล.อ. เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว. อภิปรายสนับสนุนการปรับจำนวน ส.ส. ใหม่เป็น ส.ส.แบบแบ่งเขต:ส.ส.บัญชีรายชื่อ จำนวน 400:100 และกลับไปใช้ใบเลือกตั้ง 2 ใบ โดยให้เหตุผลว่าในการเลือกตั้ง 2562 ที่ใช้แบบบัตรเลือกตั้งใบเดียวมีปัญหามาก ตั้งแต่เกิดการร้องเรียนต่อ กกต., ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงการคำนวณคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่ "ผมสงสาร ส.ส. บางท่านที่พอมีการคำนวณใหม่ ต้องกลับบ้านไป เพราะเศษของท่าน มันสู้เศษคนอื่นไม่ได้ ดังนั้นการใช้บัตรใบเดียวคำนวณ ไม่ควร"
ส.ว. เลิศรัตน์ ซึ่งเป็นอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ยังอภิปรายเรื่องการคำนวณคะแนน ส.ส. ว่า การไม่กำหนดคะแนนขั้นต่ำทำให้มีพรรคเล็กมาก ทุกคนตั้งพรรคหวังได้ 20,000-30,000 คะแนน เพื่อจะได้มี ส.ส. สิ่งที่เกิดขึ้นคือการจัดตั้งรัฐบาลมีความอ่อนแอ เกิดปรากฏการณ์ "กล้วยเลี้ยงลิง" และพรรคฝ่ายค้านอิสระซึ่งไม่เคยมีมาก่อน จึงเสนอว่าหากพรรคใดได้คะแนนบัญชีรายชื่อน้อยกว่า 1% ของคะแนนรวมทั้งประเทศ ถือว่าไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ไม่ให้นำคะแนนไปคำนวณ เพื่อแก้ปัญหาพรรคปัดเศษ
ฝ่ายคัดค้าน
ขณะที่ ส.ส.พรรคการเมืองใหม่ ๆ และพรรคเล็กพรรคน้อย อาทิ พรรคก้าวไกล (ก.ก.), พรรคเสรีรวมไทย (สร.), พรรคพลังท้องถิ่นไท ได้อภิปรายสนับสนุนการคงตัวเลข ส.ส. ไว้ดังเดิมที่ 350:150 ราย เพราะเห็นว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวแทนวิชาชีพต่าง ๆ ที่ไม่มีความถนัดลงพื้นที่หาเสียง มีโอกาสเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อได้มากขึ้น ทว่ามีเหตุผลบางส่วนแตกต่างกันออกไป
ก.ก. สนับสนุนการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แต่ให้เห็นควรให้ปรับปรุงกติกาการคำนวณคะแนนใหม่ ปิดจุดอ่อนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่เอื้อประโยชน์ให้เกิดเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จ สร้างข้อได้เปรียบมากเกินไปให้กับพรรคการเมืองขนาดใหญ่ จึงเสนอให้ใช้การคำนวณด้วยระบบจัดสรรปันสัดส่วนแบบประเทศเยอรมนี (MMP)
นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก.ก. อภิปรายสนับสนุนให้พรรคที่ได้รับคะแนนเลือกตั้งน้อยกว่า 0.2% ของคะแนนเสียงรวมทั้งประเทศ ไม่ถูกนำไปคำนวณสัดส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเมื่อได้คะแนนดังกล่าวแล้วให้นำไปคำนวณหาคะแนนพึงมีแต่ละพรรค และนำไปลบกับ ส.ส.แบบแบ่งเขต ได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่พรรคนั้น ๆ พึงจะมี
เขายังทดลองนำผลเลือกตั้งปี 2562 มาทดลองคำนวณหาสัดส่วนคะแนน ส.ส. พึงมีได้ พบว่าคะแนนขั้นต่ำที่ถูกนำมานับได้คือ 70,000 คะแนน/ส.ส. ซึ่งคิดว่าเป็นตัวเลขไม่มากเกินไป และเปิดโอกาสให้กับพรรคขนาดเล็กเข้ามามีส่วนร่วมได้ สะท้อนความหลากหลายที่มีอยู่ในสังคมไทย
ส่วนนักการเมืองจาก สร. ให้เหตุผลว่าจำนวน ส.ส. 350:150 ป้องกันไม่ให้ซื้อเสียงง่ายขึ้น เพราะถ้าเขตเล็กลง จำนวนเสียงที่จะซื้อก็น้อยลง ก็จะใช้เงินซื้อเสียงมากขึ้น แข่งขันดุเดือดขึ้น จนเกิดเป็นธรรมเนียม "เงินไม่มา กาไม่เป็น" นอกจากนี้ ส.ส. 400:100 ยังสร้างปัญหาให้ประเทศมาตลอด เป็นระบบพรรคใหญ่กินรวบ เป็นเผด็จการสภา และไม่สะท้อนคะแนนเสียงประชาชนอย่างแท้จริง
"ผู้มีอำนาจขณะนี้ไม่กลัวผีแล้วเหรอ อดีตเคยกลัว แต่วันนี้ไม่กลัวหรือ เพียงเพื่อให้ได้ประโยชน์เท่านั้น ก็ลืมอุดมการณ์ เลิกกลัวแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้น" นายวิรัตน์ วรศสิริน ส.ส.บัญชีรายชื่อ สร. กล่าว
ด้านนายวันชัย สอนศิริ ส.ว. อภิปรายว่า การใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ทำให้พรรคใหญ่กินรวบ ได้คะแนนแบบเบ็ดเสร็๗สุดโต่ง ได้ ส.ส. แบบก้าวกระโดด มี ส.ส.พึงมีได้ เกินจริง รัฐธรรมนูญปี 2540 มีข้อบกพร่อง เขาจึงแก้ แต่เรากำลังย้อนรอยใช้สิ่งที่บกพร่อง อย่างไรก็ตามยอมรับว่าระบบบัตรใบเดียวก็มีข้อบกพร่อง เพราะเป็นระบบ "มัดมือชกไม่ตรงความต้องการประชาชน" จึงเสนอให้นำข้อดีรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2560 มาผสมกัน เลือกคนที่รักและพรรคที่ชอบโดยเสรีเป็นธรรม
มติรัฐสภาผ่านวาระ 2
ในการผ่านวาระ 2 ต้องอาศัยเสียงข้างมากของรัฐสภา หรือ 366 เสียง จากสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 732 เสียง (ส.ส. 482 เสียง และ ส.ว. 250 เสียง) ในการลงมติเห็นชอบเป็นรายมาตรา
ผลปรากฏว่า รัฐสภามีมติเห็นชอบกับร่างที่ กมธ. แก้ไข ด้วยคะแนนเสียง ดังต่อไปนี้
- มาตรา 3 (แก้ไขมาตรา 83 เรื่องจำนวน ส.ส.) มติเห็นชอบ 476 ต่อ 70 งดออกเสียง 91 ไม่ลงคะแนน 1
- มาตรา 3/1 (แก้ไขมาตรา 86 เรื่องจำนวน ส.ส. ให้สอดคล้องกัน) มติเห็นชอบ 471 ต่อ 6 เสียง งดออกเสียง 133 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง
- มาตรา 4 (แก้ไขมาตรา 91 เรื่องการคำนวณ ส.ส.) มติเห็นชอบ 435 ต่อ 76 งดออกเสียง 85
- มาตรา 4/1 (เพิ่มบทเฉพาะกาล กำหนดว่าในวาระเริ่มแรก ไม่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 83 มาตรา 86 และมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมนี้มาใช้บังคับ จนกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้) มติเห็นชอบ 440 ต่อ 5 งดออกเสียง 132 เสียง ไม่ลงคะแนน 3 เสียง
ภายหลังรัฐสภาผ่านวาระ 2 ก็จะพักร่างไว้เป็นเวลา 15 วัน ก่อนกลับมาลงมติเห็นชอบ/ไม่เห็นชอบ ทั้งฉบับ ซึ่งคณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย (วิป 3 ฝ่าย) ประสานงานเป็นการภายในว่าจะประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาวาระ 3 ได้ วันที่ 10 ก.ย. นี้