ชุมนุม 7 ส.ค. : “เยาวชนปลดแอก” ยุติการชุมนุม หลัง ตร. ยิงแก๊สน้ำตา-กระสุนยางใส่ 2 ชม.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
แกนนำมวลชนทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งกลุ่มขับไล่รัฐบาล และกลุ่มที่นิยามตัวเองเป็นฝ่าย "ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์" ได้ "แกงหม้อใหญ่" โดยยกเลิกนัดหมายเคลื่อนพลไปพระบรมมหาราชวัง ท่ามกลางการวางกำลังและเครื่องสกัดกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถึงแม้กลุ่ม "เยาวชนปลดแอก" เปลี่ยนเป้าหมายเดินทางไปบ้านนายกรัฐมนตรีแทน แต่เจ้าหน้าที่ก็สามารถตามไปสกัดกั้นไว้ได้ทัน และเปิดฉากยิงแก๊สน้ำตาและกระสุนยางใส่ฝั่งผู้ชุมนุมนานกว่า 2 ชม. ก่อนที่ผู้จัดจะประกาศยุติการชุมนุมในเวลา 17.35 น.
เหตุชุลมุนเกิดขึ้นตั้งแต่เวลา 15.20 น. หลังหัวขบวนผู้ชุมนุมขับไล่รัฐบาล นำโดยกลุ่ม "เยาวชนปลดแอก" เคลื่อนพลใกล้ถึงแยกดินแดง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) ตั้งแถวสกัดกั้นอยู่บน ถ.ราชวิถี พร้อมเครื่องกีดขวาง อาทิ ตู้คอนเทนเนอร์ และรั้วลวดหนาม เพื่อไม่ให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนเข้าสู่ ถ.วิภาวดีรังสิต ได้
ตำรวจซึ่งทำหน้าที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์ ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียง ขอให้ยุติกิจกรรม เนื่องจากเป็นการกระทำผิดกฎหมายหลายฉบับ และขอให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องออกนอกพื้นที่ควบคุม แต่คำแจ้งเตือนดังกล่าวไม่เป็นผล ผู้ชุมนุมยังมุ่งหน้าเคลื่อนพลเข้าสู่แนว คฝ.
สิ้นเสียงประกาศ "เตือนครั้งสุดท้าย" เจ้าหน้าตำรวจก็เริ่มเปิดฉากใช้แก๊สน้ำตายิงใส่ฝั่งผู้ชุมนุม และยังมีเสียงดังคล้ายปืนเกิดขึ้นเป็นระยะ ทั้งนี้ผู้ชุมนุมบางส่วนแสดงหลักฐานว่าผิวหนังหน้าท้องของเขามีร่องรอยกระทบเข้ากับของแข็งและมีห้อเลือดด้วย ขณะเดียวกันก็มีประทัดและพลุไฟถูกยิงไปใส่แนวตำรวจเช่นกัน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ต่อมาเวลา 16.10 น. ผู้บัญชาการเหตุการณ์ประกาศว่า "หากท่านเข้ามา เราจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์พิเศษเพื่อยับยั้งไม่ให้เข้ามา" และกล่าวย้ำในอีก 15 นาทีต่อมาว่า "สำหรับผู้ที่เข้ามาในแนวให้ใช้กระสุนยาง และจับกุม ใครไม่เข้ามาไม่ต้องยิงเขา"
เหตุการณ์เขม็งเกลียวขึ้นเมื่อรถฉีดน้ำขนาดใหญ่เคลื่อนเข้ามาสมทบในเวลา 17.20 น. และสั่งให้สื่อมวลชนถอนออกจากพื้นที่ จากนั้นเจ้าหน้าที่เริ่มฉีดน้ำแรงดันสูงผสมสารเคมีใส่ฝูงชน พร้อม ๆ กับประกาศว่าจะเริ่มจับกุมผู้ที่ไม่เชื่อฟัง
กระทั่งเวลา 17.35 น. ผู้จัดการชุมนุมจึงประกาศยุติชุมนุมผ่านรถเครื่องขยายเสียง และมีการแจ้งเส้นทางกลับบ้านให้แก่แนวร่วมผ่านสื่อสังคมออนไลน์
อย่างไรก็ตามมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะครั้งนี้ ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
สารพัดเครื่องป้องกันสถานที่สำคัญ
ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตู้คอนเทนเนอร์ไปวางกีดขวาง ถ.ราชดำเนินใน เพื่อปิดกั้นเส้นทางมุ่งหน้าสู่พระบรมหาราชวัง
"ทหารของพระราชา และตำรวจของประชาชน (คนดี) รวมพลัง พร้อมปกป้องรักษา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และสถานที่สำคัญ" คือข้อความที่ปรากฏบนตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าศาลฎีกา อย่างไรก็ตามไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าใครเป็นผู้นำสติ๊กเกอร์ดังกล่าวมาปะบนตู้เหล็ก

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นอกจากตู้คอนเทนเนอร์ ยังมีการนำถังบรรจุน้ำมันเก่า, แผงเหล็ก และรั้วลวดหนามหีบเพลงมาติดตั้งบริเวณรอบสนามหลวงอีกหลายจุด ตั้งแต่วานนี้ (6 ส.ค.) และยังมี "ชายหัวเกรียน" เร่งเสริมแนวรั้วเพิ่มเติมในช่วงเช้าวันนี้ (7 ส.ค.) หลังกลุ่มผู้ประท้วงขับไล่รัฐบาลที่เรียกตัวเองว่า "เยาวชนปลดแอก" นัดหมายรวมพลที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน ในเวลา 13.00 น. ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังพระบรมมหาราชวัง
กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จัดเตรียมกำลังไว้ 38 กองร้อย เพื่อรับมือกับการชุมนุม และป้องกันเหตุร้ายจากมือที่สาม โดยจะมีการตั้งจุดตรวจค้น 14 จุดรอบพื้นที่ชุมนุม แนวสุดท้ายจะอยู่หน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์และสะพานชมัยมรุเชฐ
พล.ต.ต. ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. และโฆษก บช.น. ระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า ผบช.น.สั่งเตรียมกำลังป้องกันเหตุบริเวณสถานที่ราชการ โบราณสถาน หากมีการกระทำใช้ความรุนแรงจะบังคับใช้กฎหมายทันที โดยเฉพาะหน้าวัดพระแก้วซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ในระยะ 150 เมตร หรือ 300 เมตร นอกจากยังแจ้งเตือนผู้ชุมนุมด้วยว่าอาจผิดกฎหมาย พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน, พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมโรคติดต่อ และข้อหาอื่น ๆ
อย่างไรก็ตามเครื่องกีดขวางทั้งหมดนี้ไม่ได้ใช้งาน เมื่อกลุ่มเยาวชนปลดแอกได้เปลี่ยนสถานที่เป้าหมายปลายทางจากพระบรมมหาราชวัง เป็นกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (ร. 1 รอ.) ถ.วิภาวดีรังสิต ซึ่งมีบ้านพักของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม อยู่ภายใน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ผบช.น. ยืนยันไม่มีนโยบายให้ใช้กระสุนจริง
พล.ต.ท. ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวยืนยันว่า ตำรวจจะกระทำตามสถานการณ์และความจำเป็น หากกลุ่มผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง ตำรวจก็จำเป็นต้องยกระดับการป้องกันจากเบาไปหาหนัก
"กระสุนจริงนี่ไม่มีนโยบายให้ใช้นะ ปกติการชุมนุมทุก ๆ ครั้ง ตำรวจก็ไม่มีนโยบายให้ใช้อาวุธจริงนะ" ผบช.น. กล่าว
พล.ต.ท. ภัคพงศ์ยอมรับว่า ที่ผ่านมา บช.น. ได้ส่งหนังสือถึงกองทัพบกขอสนับสนุนกำลังทหารให้มาช่วยปฎิบัติการ เพราะตามประกาศของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ทหารเป็นหนึ่งในเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ มีสิทธิตามกฎหมาย
นอกจากนี้ยังฝากถึงผู้ชุมนุมที่จะเดินทางไปทำกิจกรรมยังสถานที่สำคัญ ซึ่งถือว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ว่าควรจะช่วยกันดูแลปกป้องมากกว่าการทำลาย
กลุ่มขับไล่รัฐบาล vs กลุ่มปกป้องสถาบันฯ
ความเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชนปลดแอกเป็นไปเพื่อตอกย้ำ 3 ข้อเรียกร้อง ได้แก่ 1. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องลาออกโดยไม่มีเงื่อนไข 2. ปรับลดงบสถาบันฯ-กองทัพสู้โควิด และ 3. เปลี่ยนวัคซีนโควิด-19 เป็นชนิด mRNA
แต่พลันที่ผู้จัดกิจกรรมแจ้งผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่าจะเคลื่อนพลไปพระบรมมหาราชวัง ก็ทำให้ประชาชนอีกฝ่ายซึ่งเรียกตัวเองว่า "ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน" (ศปปส.) เคลื่อนไหวบ้าง โดยนัดรวมพลที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถ.กาญจนาภิเษก ตั้งแต่ 09.30 น. และแจ้งว่าจะ "เคลื่อนพลไปปกป้องพระบรมหาราชวัง"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
แต่เมื่อถึงเวลานัดหมาย นายจักรพงศ์ กลิ่นแก้ว แกนนำ ศปปส. ได้นำทีมเข้ายื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ผ่านผู้กำกับ สน.ธรรมศาลา เพื่อเป็นหลักฐานว่าการออกมาในครั้งนี้เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และขอให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ส่วนตัวเขาจะนำมวลชนไปทำความดีที่ รพ.สนาม ที่คลังสินค้า 4 ท่าอากาศยานดอนเมือง แทน
นายจักรพงศ์อ้างว่า "ไม่อยากให้มีการปะทะระหว่างมวลชนที่เห็นต่าง" และ "ไม่ได้ออกมารวมตัวเพื่อสร้างความแตกแยก หรือละเมิดต่อกฎหมาย" แต่เป็นการรวมพลเพื่อทำสงครามทางจิตวิทยา และเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายเกิดความกลัว
ปฏิบัติการ "แกงหม้อใหญ่" ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่บัญญัติโดยขบวนการนักศึกษาประชาชนเมื่อปี 2563 อันหมายถึงการนัดหมายลวง และทำให้เจ้าหน้าที่รัฐ สื่อมวลชน และแนวร่วมการชุมนุมต้องรอเก้อ ถูกเททิ้ง ได้เกิดขึ้นในฝ่ายเยาวชนปลดแอกด้วยเช่นกัน เมื่อผู้จัดกิจกรรมแจ้งเปลี่ยนเป้าหมายปลายทาง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ลำดับความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์
12.30 น. แนวร่วมกลุ่มเยาวชนปลดแอกทยอยเดินทางไปรวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) ตั้งแถวสกัดกั้นอยู่บริเวณ ถ.ราชดำเนินกลาง ไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าพื้นที่ได้ พร้อมแจ้งเตือนผ่านรถเครื่องขยายเสียงให้กลับบ้าน เพราะกำลังทำผิดกฎหมาย จากนั้น คฝ. ได้กระชับแนวเดินหน้ากวาดต้อนประชาชน จนต้องถอยร่นออกไป

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
12.40 น. รถเครื่องขยายเสียงของผู้ชุมนุมประกาศเปลี่ยนเส้นทาง โดยบอกว่าการประกาศเคลื่อนพลไปพระบรมมหาราชวังเป็นเพียง "แกงหม้อใหญ่" เท่านั้น และขอให้ประชาชนมุ่งหน้ายึดทำเนียบรัฐบาล และมีการแจ้งข้อมูลผ่านเพจเยาวชนปลดแอกด้วยเช่นกัน ทำให้ประชาชนเดินทางมุ่งหน้าสู่แยกนางเลิ้ง ไป ถ.นครสวรรค์ สะพานเทวกรรม แต่ก็ติดตู้คอนเทนเนอร์อีกจุดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจวางกีดขวางเอาไว้

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
13.30 น. รถเครื่องขยายเสียงของผู้ชุมนุมประกาศให้แนวร่วมไปพบกันที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จากนั้นจะเคลื่อนพลไปบ้านพักนายกฯ ภายใน ร.1 รอ.
14.30 น. ผู้ชุมนุมทยอยเดินทางไปถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก่อนที่ผู้จัดกิจกรรมจะแจกธงสีแดงซึ่งสัญลักษณ์กลุ่ม "รีเด็ม" (Redem) ให้แก่ประชาชน
15.00 น. ผู้ชุมนุมเริ่มเคลื่อนตัวออกจากอนุสาวรีย์ชัยฯ ทั้งด้วยการเดินทาง, การขี่รถจักรยาน, การขี่รถจักรยานยนต์ โดยในเวลาไล่เลี่ยกัน คฝ. ได้ตั้งแถวบน ถ.ราชวิถี พร้อมวางตู้คอนเทนเนอร์ปิดกั้น ก่อนถึงแยกดินแดง เพื่อสกัดกั้นผู้ชุมนุมไม่ให้เคลื่อนเข้าสู่ ถ.วิภาวดีรังสิต ได้ และประกาศให้ผู้ชุมนุมยุติกิจกรรม
15.20 น. เหตุการณ์เริ่มชุลมุน หลังจากเจ้าหน้าตำรวจที่เริ่มใช้แก๊สน้ำตาบริเวณแยกดินแดง และประกาศ "เตือนครั้งสุดท้าย" ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องออกนอกพื้นที่ควบคุม หลังจากนั้นก็มีการระดมยิงแก๊สน้ำตาใส่ฝั่งผู้ชุมนุม และยังมีเสียงดังคล้ายปะทัดและปืนเกิดขึ้นเป็นระยะ โดยมีผู้ชุมนุมบางส่วนแสดงภาพว่าผิวหนังของเขามีร่องรอยกระทบเข้ากับของแข็งและมีห้อเลือด ขณะเดียวกันก็มีประทัดและพลุไฟถูกยิงไปใส่แนวตำรวจเช่นกัน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
16.10 น. ผบ.เหตุการณ์ประกาศว่า "หากท่านเข้ามา เราจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์พิเศษเพื่อยับยั้งไม่ให้เข้ามา" และระบุในอีก 15 นาทีต่อมาว่า "สำหรับผู้ที่เข้ามาในแนวให้ใช้กระสุนยาง และจับกุม ใครไม่เข้ามาไม่ต้องยิงเขา"
17.20 น. เหตุการณ์เขม็งเกลียวขึ้นเมื่อรถฉีดน้ำขนาดใหญ่เคลื่อนเข้ามาสมทบในพื้นที่ โดยตำรวจประกาศแจ้งสื่อมวลชนให้ถอนจากแนวเจ้าหน้าที่ จากนั้นก็เริ่มฉีดน้ำแรงดันสูงผสมสารเคมีใส่ฝูงชน พร้อม ๆ กับประกาศว่าจะเริ่มจับกุมผู้ที่ไม่เชื่อฟัง โดยขอให้ถอยกลับไปที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
17.35 น. ผู้จัดการชุมนุมประกาศยุติชุมนุมผ่านรถเครื่องขยายเสียง และมีการแจ้งเส้นทางกลับบ้านให้แก่แนวร่วมผ่านสื่อสังคมออนไลน์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็น 1 ใน 29 จังหวัดที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (ศบค.) ประกาศให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) ด้วยยอดผู้ป่วยหน้าใหม่ยืนยันกว่า 4 พันราย/วัน ต่อเนื่องมา 3 วันแล้วนับจาก 4 ส.ค. และมียอดผู้ติดเชื้อสะสมในการระบาดระลอกสาม (1 เม.ย.-6 ส.ค.) กว่า 1.74 แสนราย
หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ออกประกาศการห้ามชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ฉบับที่ 9 มีผลตั้งแต่ 3 ส.ค. หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ









